- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 511 – แค่กินข้าวมื้อเดียว มันต้องขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 511 – แค่กินข้าวมื้อเดียว มันต้องขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 511 – แค่กินข้าวมื้อเดียว มันต้องขนาดนี้เลยเหรอ
ตอนออกจากคลินิกมา พวกเกาหยางก็ขนถุงเลือดสำรองที่แอนดี้ เหอ สะสมไว้ทั้งหมดติดตัวมาด้วย เพราะกลัวว่าปริมาณเลือดจะไม่เพียงพอต่อการรักษา
ถุงเลือดต้องเก็บในอุณหภูมิต่ำ หากอยู่ในที่ร้อนเกินไปนาน ๆ ก็จะเสื่อมสภาพใช้งานไม่ได้ พอมาถึงค่ายพักและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เกาหยางเองในฐานะคนเจ็บก็ถูกให้น้ำเลือดด้วยเหมือนกัน เขาเสียเลือดไปไม่น้อย ถ้าปล่อยให้ถุงเลือดเสียไปเฉย ๆ ยังไม่สู้เอามาใช้กับเขาให้คุ้ม
ผู้บาดเจ็บถูกจัดให้อยู่ในกระท่อมไม้ซึ่งมีสภาพดีที่สุด โดยคนทั้งหมดถูกรวมกันไว้ในที่เดียวเพื่อความสะดวกในการดูแล
หลังจากรับเลือดแล้ว เกาหยางควรจะได้พักผ่อนแต่เนิ่น ๆ แต่ใจเขายังคงกังวลกับอาการบาดเจ็บของฟลายและลูซิก้า ตราบใดที่การผ่าตัดยังไม่สิ้นสุด เกาหยางก็ไม่อาจข่มตาหลับได้เลย
เมื่อฟลายถูกส่งตัวเข้าห้องพยาบาลได้ในที่สุด และแอนดี้ประกาศว่าการผ่าตัดของฟลายประสบความสำเร็จอย่างมาก เกาหยางจึงค่อยวางใจได้
เดิมทีเกาหยางตั้งใจจะรอฟังข่าวของลูซิก้าก่อนแล้วค่อยนอน แต่เขากลับนอนอยู่บนเตียง จ้องมองฟลายที่แน่นิ่งอยู่ข้าง ๆ ไม่นานก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
“พี่หยาง ตื่นสิ พี่หยาง ตื่นมากินอะไรหน่อยเถอะ”
ถูกปลุกขึ้นมาจากความงัวเงียในห้วงนิทรา เกาหยางลืมตาขึ้นแล้วลุกนั่งทันที แต่ในจังหวะที่ลุกขึ้นนั้นเอง เขากลับลืมไปว่าไหล่ซ้ายตัวเองมีบาดแผล พอใช้แขนทั้งสองข้างออกแรงพร้อมกัน ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นแปลบเข้าที่ไหล่ซ้าย หลี่จินฟางรีบเข้าประคองเขาไว้ทันที ทำให้เขาไม่ล้มกลับลงไปบนเตียง
เช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นมาเพราะความเจ็บปวด เกาหยางหันไปมองฟลายที่นอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ เมื่อเห็นอกของฟลายกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ และมีเสียงกรนเบา ๆ เกาหยางก็ถอนหายใจยาว แล้วถามขึ้นว่า
“กี่โมงแล้ว มีอะไรรึเปล่า”
หลี่จินฟางกระซิบตอบ
“ตอนนี้เกือบเจ็ดโมงแล้ว ไม่มีอะไรผิดปกติ”
‘ไม่มีอะไรผิดปกติ’ คือสถานการณ์ที่ดีที่สุด เกาหยางพยักหน้าพร้อมลดเสียงลง
“แล้วคนเจ็บล่ะ อาการเป็นยังไงบ้าง”
หลี่จินฟางกระซิบเบา ๆ
“ฟลายกับลูซิก้าอาการดีขึ้นมาก เซอร์เกย์ก็ดี การผ่าตัดสำเร็จทั้งหมด อีวานยังไม่พ้นขีดอันตราย แต่เมื่อเทียบกับบาดแผลของเขาแล้ว ตอนนี้ถือว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสองคนของหน่วยทูตสวรรค์ก็ไม่มีปัญหาอะไร เช่นเดียวกับพี่ บรูซกับแอนดี้ตรวจดูแล้วบอกว่าบาดแผลของพี่ถูกจัดการได้ดี ทุกคนผ่าตัดเสร็จแล้ว ตอนนี้แค่รอการฟื้นตัวเท่านั้น”
เกาหยางมองไปรอบ ๆ ในห้อง นอกจากหลี่จินฟางแล้ว ยังมีคนอีกสี่คนคอยดูแลผู้บาดเจ็บอยู่
เกรกลอรอฟทำมือเป็นสัญญาณบอกเกาหยางว่าเขากินข้าวแล้ว เกาหยางพยักหน้าให้เกรกลอรอฟ แล้วกระซิบว่า
“ออกไปคุยกันข้างนอก อย่าไปปลุกพวกเขา นายช่วยประคองฉันหน่อย โอ้ ให้ตายสิ บาดเจ็บเนี่ย มันมันทรมานจริง ๆ”
ค่ายตั้งอยู่ในเทือกเขาอีสเทิร์นคอร์ดีเยรา ซึ่งมีความสูงไม่น้อย แม้จะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่ก็สบายกว่าสภาพอากาศร้อนชื้นของป่าฝนในที่ราบแอมะซอนมาก
เมื่อออกจาก ‘ห้องพยาบาล’ เกาหยางก็สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ทำให้จิตใจกระปรี้กระเปร่าขึ้น ทันทีที่นึกถึงเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องเผชิญในเช้าวันนี้ เขาคว้าแขนหลี่จินฟางอย่างจริงจังแล้วพูดว่า
“นายมาปลุกฉันไปกินข้าวเช้า รีบบอกฉันมา! ไอ้กระต่ายได้ลงมือทำอาหารหรือยัง”
หลี่จินฟางพยักหน้า
“กระต่ายเป็นเชฟหลักของมื้อนี้ครับ”
เกาหยางตื่นเต้นทันที แล้วลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
“ให้ตายเถอะ หมอนั่นทำ ‘กงเป่าจีติง’ ใส่น้ำตาลจนเลี่ยน หรือทำ ‘เนื้อตุ๋นมะเขือเทศ’ หวานเป็นน้ำเชื่อมหรือเปล่า หรือ ‘ไก่เปรี้ยวหวาน’ โอ้โห นายพูดมาเลย เขาทำเมนูประจำตัวของเขาหรือเปล่า?”
หลี่จินฟางก็ลดเสียงลงเช่นกัน
“เมื่อคืนฉันเตือนมันแล้ว ถ้ามันกล้าทำเมนูเด็ดของมัน ฉันจะตบกะโหลกมันให้ตาย ถ้าไอ้เด็กนี่ไม่กลัวตายก็ให้มันทำไปเถอะ แต่พวกเราไปกินข้าวกันเป็นรอบ ๆ ฉันยังไม่ได้ไปเลย ไม่รู้ว่ามันทำอะไร แต่ฉันไม่ได้ยินใครด่าทอโวยวาย กระต่ายคงไม่ได้ทำเมนูเด็ดของมันหรอก สบายใจได้”
เกาหยางรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
“รีบพาฉันไปดูหน่อย ถ้าไอ้นั่นไม่ได้ทำเมนูเด็ดของมันก็แล้วไป แต่ถ้ามันทำจริง ๆ ล่ะก็ มันจะทำให้ชื่อเสียงอาหารจีนของเราต้องเสื่อมเสียครั้งใหญ่ ให้ตายเถอะ อะไรก็หวานไปหมด ไอ้หมอนี่หลอกฝรั่งไปหลอกมาจนตัวเองเชื่อว่าที่ทำน่ะอร่อย แถมยังกล้าเรียกไอ้ของพรรค์นั้นว่าเป็นอาหารจีนอีก ให้ตายสิ กระต่ายนี่มั่นใจเกินเหตุจริง ๆ โอ๊ย น่าเตะซักป้าบ!”
หลี่จินฟางบ่นไม่ต่างกัน
“นายพูดถูก ตั้งใจนึ่งซาลาเปาธรรมดา ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ดันไปทำอะไรก็ไม่รู้ เฮ้อ... ว่าไปแล้วฉันอยากกิน ซาลาเปาเนื้อลากับไส้ลาจัง รู้ไหม ฉันว่าลำไส้มันอร่อยกว่าเนื้ออีก”
เกาหยางถอนหายใจ
“ฉันอยากกินหมี่ราดหน้าแท้ ๆ จะเป็นราดหน้าอะไรก็ได้ แล้วก็เกี๊ยวน้ำ ขอแค่เป็นฝีมือแม่ฉันก็อร่อยหมด ฉันบอกเลยนะ คืนก่อนฉันฝันว่ากำลังจะได้กินเกี๊ยวน้ำเลย พอเกี๊ยวยกมาตรงหน้ากำลังจะกิน ผลก็คือถูกปลุกให้ตื่น ให้ตายเถอะ! เฮ้อ...”
“พี่หยาง อย่าพูดเลย”
เกาหยางถอนหายใจ
“ใช่ หยุดพูดดีกว่า... โอเค งั้นไม่พูดแล้ว นี่ คางคก นายไปคุยกับหลี่เผิงเฟยให้หน่อย ให้พวกเขาช่วยหาคนทำอาหารเก่ง ๆ มาเข้าทีมหน่อย ต่อให้ไม่รบ ฉันก็จ่ายแพงเท่าระดับมือหนึ่งเลย ให้เขาขอมาเท่าไรก็ให้หมด ฉันไม่อยากให้พวกเราทรมานท้องอีกแล้ว”
หลี่จินฟางถอนหายใจ
“เฮ้อ... ไม่ได้หรอก พี่เผิงเฟยพวกเขาเองก็หาไม่ได้ จะมีของดีแบบนี้หลุดมาถึงมือเราได้ยังไงกันล่ะ ของอย่างอื่นน่ะพอจะยกให้ได้ แต่เรื่องนี้... ไม่ได้จริง ๆ”
ทั้งสองคนบ่นกันไปตลอดทาง และรำลึกถึงอาหารดี ๆ ที่เคยกินในอดีตไปตลอดทาง ไม่ใช่ของหรูหราแพง ๆ แต่เป็นอาหารธรรมดาที่สุด อาหารบ้าน ๆ ที่ตอนนี้ต่อให้พยายามแทบตายก็หาไม่เจอ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ และยิ่งกลัวว่าฉุ่ยป๋อจะทำสิ่งที่เรียกว่า ‘อาหารจีนจานเด็ด’ ออกมาจริง ๆ แล้วทำให้ความภาคภูมิใจในอาหารจีนของพวกเขาทั้งสองคนต้องมัวหมอง
พวกค้ายาก็มีคนไม่น้อย และแน่นอนว่าพวกเขาต้องกินข้าว ดังนั้นในค่ายจึงต้องมีครัวขนาดใหญ่และโรงอาหาร อย่างแน่นอน ทั้งสองคนเดินมาถึงโรงอาหารที่พวกค้ายาใช้กินข้าวประจำ พอมายืนอยู่หน้าประตู แต่ข้างในกลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงช้อนเสียงคนเลย
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะทำใจเดินเข้าไปในโรงอาหาร
เนื่องจากเป็นค่ายถาวร แม้ว่าสภาพโรงอาหารของพวกค้ายาจะเรียบง่าย แต่ก็มีสิ่งของที่ควรมีครบ เมื่อเดินเข้าไป เกาหยางเห็นคนประมาณยี่สิบกว่าคนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารที่ทำจากไม้กระดาน บ้างนั่งเป็นกลุ่มสองสามคนกำลังพูดคุยกันอย่างสบาย ๆ
ในโรงอาหารไม่ใช่ไม่มีอาหาร อาหารใส่ไว้ในถังสเตนเลสขนาดใหญ่หลายถัง สองถังเป็นเนื้อ และอีกถังเป็นแผ่นแป้งข้าวโพดทอด แต่จานตรงหน้าทหารเหล่านั้นกลับว่างเปล่า มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มีแผ่นแป้งข้าวโพดวางอยู่ตรงหน้า
เกาหยางและหลี่จินฟางสบตากันด้วยความตกตะลึง หลี่จินฟางกระซิบว่า
“ซวยแล้ว ซวยจริง ๆ! สิ่งที่อยู่ในถังต้องเป็นฝีมือไอ้กระต่ายแน่ ๆ พี่หยาง! งานนี้มันขายหน้าครั้งใหญ่!”
เกาหยางใช้มือลูบหน้าตัวเองอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยว แล้วพูดด้วยท่าทีดุดันว่า
“ตอนนี้เราทำได้แค่ช่วยกอบกู้หน้าให้กระต่ายตายซากนี่เท่านั้น! ให้ตายเถอะ! เราจะบอกว่าพวกฝรั่งพวกนี้ไม่ชินกับอาหารจีนไม่ใช่เพราะอาหารไม่อร่อย แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่คู่ควรที่จะลิ้มรสมันต่างหาก! ไป! ต่อให้อาหารในถังมันห่วยแตกแค่ไหน พวกเราสองคนก็ต้องกินให้ดูเหมือนอร่อยที่สุด ฟังนะ ต้องยิ้มจนกว่าจะกินเสร็จ กินให้เหมือนกำลังขึ้นสวรรค์ แล้วค่อยไปฆ่ามันทีหลัง!”
ใจของเกาหยางเจ็บปวด แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้ม เขาเดินอย่างเด็ดเดี่ยวไปหยิบจานเหล็กที่วางอยู่ตรงทางเข้า แล้วมุ่งหน้าไปยังถังที่ใส่อาหาร
ใบหน้าของหลี่จินฟางดูคาดหวัง แต่คนที่รู้จักเขาจะมองออกทันทีว่าเขาเสแสร้งได้แย่มาก
เมื่อมาถึงหน้าถังเหล็ก เกาหยางยื่นจานไปข้างหน้า แล้วจงใจพูดเสียงดังเป็นภาษาอังกฤษว่า
“คางคก ตักให้ฉันเยอะ ๆ หน่อย วันนี้อาหารดูดีนะ ดูออกเลยว่าเป็นฝีมือไอ้กระต่าย”
หลี่จินฟางสูดจมูกฟุดฟิด แล้วก็ตกใจ
“ไม่ถูกนะ ทำไมกลิ่นมันหอมจัง? เฮ้ย พี่หยาง ดูนี่สิ นี่มันอะไร”
ข้างถังเหล็กมีเสาอยู่ บนเสามีป้ายไม้แขวนอยู่ แต่ป้ายถูกชนจนเอียงไปด้านหนึ่ง เมื่อหลี่จินฟางยืนอยู่หน้าถังเหล็ก เขาจึงเห็นตัวอักษรบนป้าย จากนั้นก็บิดป้ายกลับมา
เกาหยางอ่านออกเสียงทันที
“ 'เมนูวันนี้: จานหลัก – สตูว์เนื้อแบบฝรั่งเศส
ซุป – ซุปผักเนื้อวัวฝรั่งเศส
อาหารหลัก – ข้าวผัดไก่เผ็ดเม็กซิกัน
ของพิเศษ – แพนเค้กข้าวโพดเม็กซิกัน
และสุดพิเศษ – อาหารจีน มะเขือเทศผัดไข่!'
มะเขือเทศผัดไข่!? ให้ตายเถอะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!”
เกาหยางกับหลี่จินฟางตกตะลึงอ้าปากค้าง หลี่จินฟางยิ้มแห้ง ๆ
“มะเขือเทศผัดไข่? หมายความว่าของที่อยู่ในถังพวกนี้ไม่ใช่ฝีมือไอ้กระต่าย แต่ว่า... แต่ว่า นี่มันตลกสิ้นดีเลยนะ!”
เกาหยางเกือบจะร้องไห้ออกมา เขาพึมพำว่า
“นี่มันอะไรกันเนี่ย ไอ้กระต่ายมันได้หน้าหรือขายหน้ากันแน่ ใครก็ได้ให้คำตอบทีเถอะ แค่กินข้าวเอง ทำไมมันต้องตื่นเต้นระทึกขวัญเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาขนาดนี้ด้วย ไอ้กระต่ายตายซากนี่มันหาเรื่องให้ได้ตลอดเลยนะ!”
หลี่จินฟางหันหน้าหนี
“ช่างมันเถอะ กินข้าวเถอะ กลิ่นหอมดีออก ไม่ใช่ฝีมือไอ้กระต่าย ไม่มีทางผิดหรอก พวกเรากินเลย”
หลี่จินฟางตักอาหารเต็มจานให้เกาหยางก่อน แล้วก็ตักให้ตัวเองอีกจานหนึ่ง จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะอาหารกับเกาหยาง แล้ววิ่งไปหยิบช้อนมาสองคัน
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเริ่มกิน ก็มีคนพูดขึ้นว่า
“พวกนายจะกินข้าวแล้วเหรอ? ทำไมไม่รอมะเขือเทศผัดไข่ล่ะ? อ๋อ พวกนายคงเบื่อแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นเชิญตามสบายเลย ลองชิมฝีมือเชฟของเราดู”
เกาหยางเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าคนที่พูดคือเซิร์ต
“เฮ้ ที่เปิดกระป๋อง ฉันไม่เห็นว่านายก็อยู่ที่นี่ด้วย ทำไมพวกนายถึงไม่กินล่ะ?”
เซิร์ตเคาะจานเปล่าของตัวเองด้วยช้อน แล้วถอนหายใจ
“พวกเราเป็นชุดที่สามที่มากิน แต่ไอ้พวกเวรชุดก่อนหน้ามันกินหมดเกลี้ยงเลย โดยเฉพาะพวกไอ้รัสเซียนั่น บ้าเอ๊ย ไอ้พวกบ้า พวกไอ้รัสเซียนั่นมันโกยจนถึงก้นหม้อเลย พวกเราเลยต้องรอให้ไอ้กระต่ายทำเพิ่มอีกชุด”
ตกตะลึงอีกครั้ง เกาหยางมองหลี่จินฟาง
“ให้ตายเถอะ อาหารเช้าวันนี้มันเร้าใจอะไรขนาดนี้! หัวใจมันเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ขึ้น ๆ ลง ๆ ฉันสงสัยจริง ๆ ว่าแค่กินข้าวเองมันจำเป็นต้องขนาดนี้ไหมเนี่ย!”
หลี่จินฟางลูบคาง
“มันไม่ถูกนะ มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะเนี่ย สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนว่า สิ่งที่ไอ้กระต่ายทำเป็นที่นิยมมากงั้นเหรอ? หมอนั่น...กลายเป็นเชฟดังแล้ว”
------
(จบบทที่ 511)