- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 510 – บทเรียนที่เจ็บปวดของหลี่จินฟาง (ตอนพิเศษ)
บทที่ 510 – บทเรียนที่เจ็บปวดของหลี่จินฟาง (ตอนพิเศษ)
บทที่ 510 – บทเรียนที่เจ็บปวดของหลี่จินฟาง (ตอนพิเศษ)
กลางดึกในค่ายที่ยึดจากพ่อค้ายา
เสียงเครื่องปั่นไฟดังแผ่วเบา คล้ายลมหายใจของใครสักคนที่กำลังจะหลับแต่ยังไม่หลับสนิท
เสียงแมลงกลางป่าดังต่อเนื่องเหมือนดนตรีประกอบของความเงียบ
หลี่จินฟางนั่งพิงกำแพงไม้เก่า ๆ ที่มีกลิ่นยางไม้ผสมกลิ่นเหล็กและฝุ่นดิน เขายกขาข้างหนึ่งพาดไว้กับอีกข้าง ปืนพาดอยู่ข้างตัว นิ้วมือยังรู้สึกถึงความเย็นแข็งของไกปืนที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
กลิ่นดิน กลิ่นเลือด กลิ่นดินปืน ยังคงอยู่ในโพรงจมูก
เขาอาบน้ำแล้ว แต่บางกลิ่นมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนผิว
มันซึมเข้าไปข้างใน... อยู่ในหัวของเขา... อยู่ในใจของเขา
---
‘นายยิงคนที่ยกมือขึ้นแล้ว…’
เสียงในหัวของเขาดังก้องซ้ำ ๆ
หลี่จินฟางหลับตา ภาพเหล่านั้นก็กลับมาทันที
ชายค้ายาคนหนึ่งยกมือขึ้นทั้งสองข้าง สายตาเต็มไปด้วยความกลัว และความว่างเปล่า
แสงไฟจากหลอดนีออนกระพริบเหนือศีรษะสะท้อนบนลูกตาเขา ก่อนกระสุนจะทะลุร่างไปในเสี้ยววินาที
เขาจำได้ดี นิ้วของตัวเองสั่นเล็กน้อยตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้หยุด
เขาเคยเป็นทหาร เคยฝึก เคยผ่านสนามรบ แต่เขาเชื่อใน ‘กฎแห่งสงคราม’
ยอมจำนนแล้ว – ไม่ยิง
มันเป็นหลักที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่วันแรกที่สวมเครื่องแบบ แต่วันนี้…
วันนี้เขาไม่ได้อยู่ในกองทัพอีกต่อไป
ไม่มีธงให้เคารพ ไม่มีคำสาบาน ไม่มีอะไรจะอ้างความชอบธรรม
---
‘อย่าคิดมาก มันเป็นคำสั่ง’
เขาพยายามบอกตัวเองแบบนั้น ทว่าคำพูดของไนท์ หัวหน้าหน่วยจู่โจม ยังดังก้องในความจำ
‘อย่าจับเชลย – พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์จะเป็นเชลยเหมือนกัน’
มันฟังดูสมเหตุสมผล
แต่ก็แค่ ฟังดูสมเหตุสมผลเท่านั้น
---
เขาจุดบุหรี่ สูบเข้าเต็มปอด ไอควันสีเทาลอยขึ้นอย่างเชื่องช้า
ไฟแดงเล็ก ๆ ที่ปลายมวนสะท้อนในดวงตา เหมือนจุดไฟแห่งบาปอีกดวงในใจ
ควันร้อนแล่นผ่านลำคอ เหมือนจะชะล้างอะไรบางอย่าง
แต่ไม่เลย มันไม่ได้ล้างอะไรได้จริง ๆ
หลี่จินฟางไม่กลัวตาย ไม่กลัวการต่อสู้
สิ่งที่เขากลัว – คือวันที่เขาเริ่ม เลิกแยกแยะความเป็นมนุษย์
ตอนนี้ เขาไม่แน่ใจแล้ว ว่าตัวเองต่างจากพวกค้ายาที่นอนเรียงรายอยู่ในหลุมนั่นตรงไหน
บางที…
ต่างกันแค่ ‘ใครลั่นไกก่อน’ ก็เท่านั้น
---
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากอีกฟาก เกาหยางเดินมาพร้อมไฟฉายในมือ ลำแสงสะท้อนผ่านควันบุหรี่เป็นเส้นสว่าง
เขาหยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าว
“นอนไม่หลับเหรอ?”
หลี่จินฟางไม่หันไปมอง
“ก็แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
“อย่าคิดมาก มันคือสงคราม”
“สงครามเหรอ…” หลี่จินฟางหัวเราะเบา ๆ เสียงเหมือนฝืดคอ
“แต่พวกมันไม่ได้ยิงเราสักนัดเดียว”
เกาหยางเงียบไปครู่ ก่อนพูดเสียงเรียบ
“เพราะพวกนั้นเคยฆ่าคนมาก่อน ถึงตอนนี้จะวางปืน แต่มันไม่อาจลบล้างสิ่งที่ทำได้”
“แล้วเรา?” หลี่จินฟางหันมามองตรง ๆ
“เราก็เคยฆ่าเหมือนกัน ต่อให้วันนี้เราหยุดยิง มันก็ลบล้างไม่ได้เหมือนกัน ใช่ไหม?”
คำถามนั้นเหมือนคมมีด
เกาหยางไม่ตอบ เพียงมองหน้าหลี่จินฟางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังเดินจากไปเงียบ ๆ
เหลือไว้เพียงเสียงเครื่องปั่นไฟสั่นเบา ๆ และควันบุหรี่ที่ยังคงหมุนวนอยู่ในความมืด
---
หลี่จินฟางมองขึ้นไปบนฟ้า – เห็นเพียงเงาใบไม้ที่บดบังทุกอย่าง
“ถ้ามีพระเจ้าจริง…” เขาพึมพำกับตัวเอง
“…คงต้องมีนรกไว้ให้พวกเราแน่ ๆ”
เขาดับบุหรี่ด้วยปลายนิ้ว เสียงลั่น เอี๊ยด บนไม้พื้น
เอนหัวพิงผนัง หลับตา
แต่ในความมืดนั้น เสียงปืนยังดังอยู่
ปัง… ปัง… ปัง…
วนซ้ำไปมาอยู่ในหัว – ไม่รู้จบ
---
รุ่งเช้า
แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นลายจาง ๆ บนพื้น
ค่ายยังเงียบ ทุกคนเพลียเกินกว่าจะพูด
หลี่จินฟางเดินออกจากกระท่อม สูดกลิ่นอากาศที่ปนกลิ่นควันจากครัว
กลิ่นแป้งเผา ๆ และเสียงกระทะดัง ฉ่า มาจากอีกฟาก เขาเดินไปตามกลิ่นนั้น
ฉุ่ยป๋อกำลังยืนหน้าเตา ร่างเล็ก ๆ สวมผ้ากันเปื้อนที่เปรอะไปด้วยแป้งขาว
หน้าเขามันเยิ้มแต่มีรอยยิ้มอยู่มุมปาก
“เช้านี้พิเศษนะพี่ฟาง – ไข่คนกับแป้งนวดมือฝีมือฉันเอง”
หลี่จินฟางมองเขาเงียบ ๆ
“เมื่อคืนไม่ได้นอน?”
“จะนอนได้ไง คนครึ่งค่ายบาดเจ็บ อีกครึ่งกังวลว่าจะมีใครบุก นายก็รู้”
ฉุ่ยป๋อพูดไปพลิกแผ่นแป้งไป พลางหัวเราะเบา ๆ
“ทำอาหารนี่แหละวิธีเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนยังมีชีวิตอยู่”
หลี่จินฟางเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“นายคิดว่าเรายังเป็นคนดีอยู่ไหม?”
ฉุ่ยป๋อหันมามองเขาเต็มตา
“คนดีเหรอ… พี่ฟาง เราอยู่ที่นี่ ไม่มีใคร ‘ดี’ ได้หรอก”
เขาหยุดไปนิด ก่อนพูดต่อ
“แต่เรายังเลือกได้ว่าจะ ‘เลวแบบไหน’ แค่นั้นเอง”
เสียงไข่กระทบกระทะดังแผ่ว แล้วกลิ่นหอมของน้ำมันลอยขึ้นในอากาศ
หลี่จินฟางมองดูภาพตรงหน้า – ความเรียบง่าย ความอุ่นเล็ก ๆ ที่ไม่คิดว่าจะเจอในป่าแห่งนี้
“เลวแบบที่ยังรู้สึกว่าตัวเองเลวสินะ…” เขาพูดเบา ๆ
“ใช่แล้ว” ฉุ่ยป๋อยิ้ม
“ตราบใดที่ยังรู้สึก – ก็ยังไม่ตายข้างใน”
---
หลี่จินฟางรับจานแป้งทอดกับไข่คนจากมืออีกฝ่าย นั่งลงเงียบ ๆ
เสียงแมลงในป่ากลับมาอีกครั้ง เสียงเครื่องปั่นไฟเริ่มแผ่วลง
แสงแดดยามเช้าส่องกระทบจานโลหะ เงาสะท้อนวูบไหวคล้ายไฟปลายบุหรี่เมื่อคืน
แต่ครั้งนี้ มันไม่ร้อน ไม่ไหม้
มีเพียงกลิ่นอาหารหอมอ่อน ๆ ที่ทำให้เขาหลับตา แล้วหายใจลึกเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
---
“เราไม่ได้ฆ่าคน เพราะเกลียดพวกมัน…”
“เราแค่ไม่อยากให้คนของเรา ต้องถูกฆ่าก่อนเท่านั้นเอง”
---
หลี่จินฟางยกจานขึ้นช้า ๆ กินคำแรกเงียบ ๆ
รสจืดชืดของแป้ง กับไข่คนที่ทอดเกินไฟเล็กน้อย – ไม่อร่อยเท่าไร
แต่สำหรับเขา เช้านี้มันคือ ‘รสชาติของความเป็นคน’
ที่ยังเหลืออยู่ หลังเสียงปืนเงียบลง
------
(จบบทที่ 510)