- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 261 - จัดการกับความยุ่งเหยิง
บทที่ 261 - จัดการกับความยุ่งเหยิง
บทที่ 261 - จัดการกับความยุ่งเหยิง
ด้วยความเร็วในการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บของบรูซที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีต่อคน แต่กลับใช้เวลาสามชั่วโมงในการช่วยคนเพียงคนเดียว นั่นหมายความว่าจะมีคนหลายสิบคนต้องตาย เกาหยางถอนหายใจและไม่ได้พูดอะไรอีก ในตอนนั้นเอง ผู้บาดเจ็บอีกคนก็ถูกหามเข้ามา เขามีบาดแผลถูกยิงที่ขา เลือดไหลไม่หยุด บรูซเหลือบมองตำแหน่งที่ถูกยิงเพียงแวบเดียว จากนั้นเขาก็รีบใช้เข็มฉีดยาในมือซ้ายแทงลงไปทันที หลังจากนั้นก็ส่งสัญญาณให้คนจับตัวผู้บาดเจ็บไว้แน่น ท่ามกลางเสียงโหยหวนของผู้บาดเจ็บ บรูซก็กรีดมีดลงไปทันที
เมื่อถูกบรูซไล่ออกมา และเกาหยางเองก็ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงรีบออกจากห้องปฐมพยาบาลทันที แต่ในขณะที่เขากำลังจะไป เกาหยางก็ตั้งใจว่าจะช่วยบรูซทำอะไรบางอย่าง
มีทหารของหน่วยฝึกจำนวนไม่น้อยที่คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ ณ จุดปฐมพยาบาล หลังจากที่เกาหยางเดินออกมาจากห้องปฐมพยาบาล เขาก็เรียกทหารของหน่วยฝึกคนหนึ่งเอาไว้แล้วสั่งการเสียงดังว่า “บอกทุกคนที่หามผู้บาดเจ็บมาให้วางอาวุธลงให้หมด! อีกอย่าง พวกนายพาคนไปตรวจดูให้ดีก่อน อย่าเอาผู้บาดเจ็บที่มีอาการหนักมากเข้ามา ให้รวบรวมพวกบาดเจ็บเล็กน้อยเอาไว้ด้วยกัน ส่วนพวกที่ดูแล้วยังมีโอกาสรอด อย่างน้อยก็ยังมีสติอยู่ ให้รวมพวกนั้นเอาไว้ด้วยกัน แล้วช่วยพวกนี้ก่อน จากนั้นค่อยช่วยพวกบาดเจ็บเล็กน้อย! อีกอย่าง ไปขุดร่องในห้องปฐมพยาบาลซะ ให้เลือดมันไหลออกไปได้ ตอนนี้ในนั้นแทบจะไม่มีที่ให้ยืนแล้ว!”
เกาหยางพูดไปหนึ่งประโยค ทหารหน่วยฝึกคนนั้นก็พยักหน้าหนึ่งครั้ง รอจนเกาหยางพูดจบแล้วโบกมือให้ ทหารหน่วยฝึกคนนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที เขาเรียกคนอีกสองคน จากนั้นก็เริ่มวิ่งไปมาเพื่อจัดระเบียบและนับจำนวนผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งแยกผู้บาดเจ็บตามอาการหนักเบาไปตามจุดต่าง ๆ ตามความเป็นจริงแล้ว ผู้บาดเจ็บที่อาการหนักเกินไปจะถูกปล่อยทิ้งแล้ว ส่วนผู้ที่บาดเจ็บเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงกับตายในทันทีก็จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาในลำดับสุดท้าย โดยให้ความสำคัญกับการช่วยผู้ที่บาดเจ็บค่อนข้างหนักและยังมีโอกาสรอดชีวิตก่อน
เกาหยางเฝ้าอยู่ที่ประตูด้วยตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนที่เข้าไปในห้องปฐมพยาบาลไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วย เขาไม่อยากให้บรูซถูกญาติหรือเพื่อนของผู้บาดเจ็บที่เสียชีวิตยิงทิ้งเพราะอารมณ์ชั่ววูบ หรือถูกใครเอาปืนจ่อหัวให้รักษาใครคนใดคนหนึ่ง
รออยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นสถานการณ์ภายนอกห้องปฐมพยาบาลเริ่มเข้าที่เข้าทาง ผู้บาดเจ็บจะถูกส่งเข้าไปในห้องปฐมพยาบาลก็ต่อเมื่อผ่านการคัดแยกโดยหน่วยฝึกแล้ว ทุกอย่างเริ่มเป็นระเบียบ เกาหยางจึงออกจากจุดปฐมพยาบาลนั้น
ตอนนี้เกาหยางต้องคอยบัญชาการอยู่ตรงกลาง เขาต้องจัดการทุกอย่าง เพราะตั้งแต่มายิดและอาบูบาดเจ็บสาหัส แก๊งหัวกะโหลกก็เข้าสู่ภาวะอลหม่านอย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่ใช่เพราะคนอย่างเกาหยาง ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะวุ่นวายแค่ไหน ดังนั้นตอนนี้เกาหยางจึงเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ตัวจริงของแก๊งหัวกะโหลกไปโดยปริยาย
ในฐานะคนนอก เกาหยางไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมการปลดปล่อยประชาชนโซมาเลียเลยสักนิด และไม่อยากมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับแก๊งหัวกะโหลกด้วยซ้ำ เขาก็เป็นเพียงครูฝึกที่รับผิดชอบการฝึกทหารเท่านั้น การยืนดูอยู่เฉย ๆ ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แต่เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกับทหารที่ตัวเองฝึกมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ยากที่จะทำใจยืนดูอยู่เฉย ๆ ได้
เกาหยางรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีกรรมที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อย คิดไปคิดมา เขาก็ยังรู้สึกว่าที่ชายหาดมีเรื่องต้องจัดการมากที่สุด และไม่มีใครสั่งการเขาก็ไม่ค่อยสบายใจนัก ดังนั้นเกาหยางจึงเดินกลับไปที่ชายหาดอีกครั้ง
ไฟฉายยังมีน้อยเกินไป และคืนนี้ก็เป็นคืนที่ไม่มีพระจันทร์ เมื่อไม่มีพลุส่องสว่างแล้ว มีเพียงไฟฉายไม่กี่สิบกระบอกที่ให้แสงสว่าง ชายหาดจึงมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น เมื่อเกาหยางเดินไปที่ชายหาด ก็ไม่มีใครในกลุ่มคนที่กำลังวุ่นวายสังเกตเห็นการมาของเขา และด้วยความมืด คนที่กำลังวุ่นวายอยู่บนชายหาดก็เริ่มมีอาการวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง พวกเขาจะตะโกนเรียกให้คนที่ถือไฟฉายมาช่วยเมื่อเจออะไรใหม่ ๆ
เกาหยางมองชายหาดที่วุ่นวายแล้วถอนหายใจด้วยความจำยอม จากนั้นก็ใช้เครื่องวิทยุสื่อสารพูดว่า
“หมาใหญ่ มีพลุส่องสว่างอีกไหม? ถ้ามีก็ยิงมาสักสองนัดบนชายหาด ที่นี่มันมืดเกินไป แสงสว่างน้อยจนมองไม่เห็นอะไรเลย”
“หมาใหญ่รับทราบ พลุส่องสว่างยังมี แต่เหลือน้อยกว่ายี่สิบนัดแล้ว เราซื้อมาน้อยเกินไป และเมื่อกี้ก็ใช้ไปเยอะ ตอนนี้ต้องใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นเท่านั้น ไม่อย่างนั้นถ้ามีศัตรูมาอีกจะลำบาก”
เกาหยางยิ้มขื่น ๆ ตอนที่พวกเขาซื้อลูกปืนครก พวกเขาแค่คิดว่าควรจะมีลูกปืนให้ครบทุกประเภทก็เท่านั้น ใครจะรู้ว่าปืนครกจะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเพื่อยิงพลุส่องสว่าง และพลุส่องสว่างก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรบในเวลากลางคืน พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะสิ้นเปลืองมันอีกแล้ว
“เข้าใจแล้ว งั้นช่างมัน นายพอจะมีไฟฉายหรือไฟฉายคาดหัวบ้างไหม? ฉันหมายถึงในแบบที่จะไม่กระทบกับการทำงานของพวกนาย”
“ที่นี่มีหลายคนที่มีไฟฉายคาดหัว อืม… ให้คนไปช่วยยี่สิบคน แล้วให้พวกเขาเอาไฟฉายคาดหัวไปด้วย แต่ให้ได้แค่นี้แหละ ถ้ามากกว่านี้จะกระทบกับการรบ”
“รับทราบแล้ว ให้พวกนั้นมาที่ชายหาดก็พอ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรอีกค่อยให้พวกเขากลับไป แค่นี้แหละ”
ชายหาดยาวเกินไป ไฟฉายคาดหัวยี่สิบอันก็ยังไม่พอที่จะให้แสงสว่างได้ทั่วถึง แต่มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย หลังจากจบการสนทนากับเกรกลอรอฟแล้ว เกาหยางก็ตะโกนเสียงดังว่า
“มีทหารหน่วยฝึกบ้างไหม? ถ้ามีให้มาหาฉันให้หมด! มีทหารหน่วยฝึกบ้างไหม!”
เกาหยางตะโกนอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครมา เพราะตอนนี้ทหารหน่วยฝึกที่ผ่านการฝึกฝนแล้วเป็นเสาหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยและปฏิบัติภารกิจพิเศษ พวกเขาทุกคนเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก และเพื่อรับมือกับศัตรูที่อาจจะมาจากทางตะวันออก ทหารหน่วยฝึกส่วนใหญ่จึงออกไปพร้อมกับหลี่จินฟางหมดแล้ว
เกาหยางต้องการยุติความวุ่นวายในปัจจุบันให้เร็วที่สุด แม้ว่าทหารที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจะมีความสามารถในการรบต่ำ แต่คนเหล่านี้ก็มีจำนวนมากที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นกำลังหลักของการรบ หากยังคงวุ่นวายแบบนี้ต่อไป และหากมีศัตรูบุกมาอีก ก็จะยิ่งยุ่งกว่าเดิม และคนที่คอยดูแลความเรียบร้อยให้บรูซก็ไม่สามารถย้ายออกไปได้ เกาหยางจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องขอคนจากหลี่จินฟาง
“คางคก ฉันคือแรม นายพอจะแบ่งทหารหน่วยฝึกมาให้ฉันได้บ้างไหม? ที่นี่ไม่ไหวแล้ว คุยกันไม่รู้เรื่อง คนก็เยอะเกินไป ฉันต้องให้ทหารหน่วยฝึกมาทำหน้าที่เป็นนายทหารเพื่อยุติความวุ่นวายนี้ให้เร็วที่สุด”
“คางคกรับทราบ ผมจะทิ้งคนไว้แค่สำหรับลาดตระเวนและสร้างจุดสังเกตการณ์ก็พอ ส่วนที่เหลือจะส่งไปให้นายทั้งหมด”
หลี่จินฟางและเกรกลอรอฟก็ไม่ได้ช้าอะไรเลย ในไม่ช้าทหารปืนใหญ่ที่มาพร้อมไฟฉายคาดหัว และคนที่หลี่จินฟางส่งกลับมาก็มาถึงชายหาดทั้งหมด เกาหยางจึงเรียกให้พวกเขามารวมตัวกันที่ข้าง ๆ ตัวเขา
หลี่จินฟางส่งทหารหน่วยฝึกกลับมาให้สามสิบคนพอดี การกระจายคนเหล่านี้ออกไปก็เพียงพอที่จะจัดการกับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว
“ทหารหน่วยฝึกทุกคนให้แยกย้ายกันไป ทุกคนรับผิดชอบดูแลกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งชั่วคราว พวกนายต้องทำหน้าที่เป็นนายทหารชั่วคราว ให้คนทำตามคำสั่งของพวกนาย ถ้ามีใครไม่ยอมทำตามคำสั่งก็ให้ยิงทิ้งตรงนั้นเลย พวกนายต้องยุติความวุ่นวายนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีภารกิจการรบอีก ฉันจะสั่งการพวกนายโดยตรง จากนั้นพวกนายก็พาคนที่รับผิดชอบไปปฏิบัติภารกิจ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วครับ ครูฝึก!”
“เยี่ยม! พวกนายที่เหลือรับผิดชอบพาคนไปดูแลรักษาผู้บาดเจ็บของเรา และรวบรวมศพของคนของเราเอาไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งนับจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ส่วนพวกนายสองสามคนนี้ ให้พาคนไปรวบรวมศพของศัตรู และห้ามไม่ให้ใครเอาของใด ๆ ออกไปจากศพเด็ดขาด! ฉันออกคำสั่งนี้ไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกนายแล้ว ไปได้!”
หลังจากที่ทหารหน่วยฝึกสามสิบคนแยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งแล้ว เกาหยางก็หันไปพูดกับทหารปืนใหญ่ที่เหลือซึ่งมีไฟฉายคาดหัวว่า
“พวกนายดูว่าที่ไหนต้องการแสงสว่างก็ไปช่วยที่นั่น ระวังตัวกันหน่อย ถ้ามีเสียงปืนดังขึ้นหรือฉันตะโกนเรียก พวกนายก็รีบกลับไปที่ตำแหน่งของตัวเองได้เลย ไปได้!”
หลังจากที่ออกคำสั่งไปอีกครั้ง เกาหยางก็เอาปืนเท้าแขนแล้วนั่งลงบนพื้นทราย เขาไม่เพียงแต่รู้สึกเหนื่อยล้าทางร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจก็ยิ่งเหนื่อยล้ากว่า การสั่งการกลุ่มคนที่ไม่มีระเบียบวินัย แถมยังพูดกันคนละภาษาอีกด้วยนั้น มันไม่เบาไปกว่าการต่อสู้เลย
เมื่อมีทหารหน่วยฝึกมากขึ้น ในที่สุดก็เริ่มเห็นประสิทธิภาพในการทำงาน ทหารหน่วยฝึกสามสิบคนแยกย้ายกันไปและแต่ละคนก็รวมกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้าด้วยกัน แล้วประกาศว่าตัวเองคือผู้บังคับบัญชาชั่วคราว และให้ทุกคนทำตามคำสั่ง ทหารหน่วยฝึกทุกคนถือเป็นคนเก่งกาจของแก๊งหัวกะโหลก และผลงานของพวกเขาในคืนนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป ทำให้พวกเขามีอำนาจพอสมควร แทบจะไม่มีใครปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของพวกเขาเลย ในที่สุดหมู่บ้านและชายหาดที่เคยวุ่นวายก็เริ่มเงียบสงบลง และเมื่อทุกคนมีหัวหน้าหลักแล้ว พวกเขาก็สามารถเริ่มทำตามคำสั่งของเกาหยางได้อย่างมีประสิทธภาพ
เกาหยางรออยู่ที่เดิม มองดูผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไปตามส่วนต่าง ๆ ของหมู่บ้านและชายหาด มีคนไปเก็บศพจากทะเล ศพแล้วศพเล่าถูกรวบรวมเอาไว้ด้วยกัน หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดคนที่รับผิดชอบการรวบรวมศพของศัตรูก็วิ่งกลับมาหาเกาหยาง
“รายงานครับครูฝึก ตอนนี้พบศพของศัตรูแล้วหกสิบสามศพ พวกเขาเพิ่งจะเก็บขึ้นมาจากทะเลได้อีกสิบศพ ในจำนวนนี้มีศพที่แหลกเหลวสี่ศพ ดูจากเสื้อผ้าแล้วน่าจะเป็นคนของฝ่ายศัตรู นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสของฝ่ายศัตรูอีกคนหนึ่ง แต่เขาจะตายในไม่ช้าครับ”
เกาหยางพยักหน้าแล้วพูดว่า
“พาฉันไปดูหน่อย”
ศพหกสิบสี่ศพถูกวางเรียงเป็นแถวยาวอยู่บนชายหาด แน่นอนว่ามีคนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขากำลังจะตายในไม่ช้า ดังนั้นการนับเป็นหกสิบสี่ศพก็ไม่ผิดอะไร
เกาหยางยืนอยู่หน้าแถวศพ รู้สึกแปลก ๆ ในใจมาก อุปกรณ์ที่ฝ่ายโจมตีที่กลายเป็นศพเหล่านี้พกมาถูกรวบรวมไว้ด้วยกันแล้ว ไม่สามารถแยกได้ว่ามาจากศพไหน แต่เสื้อผ้าและเสื้อเกราะกันกระสุนที่สวมอยู่บนตัวศพยังคงสมบูรณ์ ทำให้ยังพอแยกความแตกต่างได้อยู่บ้าง
แม้ว่าเสื้อผ้าจะเป็นสีดำทั้งหมด แต่เสื้อเกราะกันกระสุนก็มีรุ่นที่แตกต่างกัน สามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดายว่ามาจากกลุ่มทหารรับจ้างสามกลุ่มที่แตกต่างกัน และในจำนวนนี้มีศพหกศพที่ไม่เหมือนศพอื่น ๆ ที่ใบหน้าถูกทาด้วยสีน้ำมัน แต่สวมหน้ากากสีดำแทน จนถึงตอนนี้หน้ากากของพวกเขาก็ยังไม่มีใครดึงออก
ศพที่แหลกเหลวสี่ศพนั้นดูรู้เลยว่าเป็นฝีมือของฉุ่ยป๋อ การถูกยิงด้วยปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาดใหญ่ทำให้แม้แต่ร่างที่สมบูรณ์ก็ยังไม่เหลือ
และศพหกศพที่สวมเสื้อเกราะกันกระสุนแตกต่างจากคนอื่น ๆ ดูจากวิธีการตายแล้วก็รู้ได้เลยว่าเป็นฝีมือของเกาหยางแน่นอน ซึ่งก็คือหน่วยหกคนที่นำโดยพลซุ่มยิงของ SBS นั่นเอง
------
(จบบทที่ 261)