- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 172 - ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่
บทที่ 172 - ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่
บทที่ 172 - ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่
ตลอดช่วงกลางวัน เกาหยางก็อยู่ไม่สุข ใจเต้นแรงกว่าลูกศิษย์เสียอีก เพราะบ่ายนี้คือการสอบครั้งสำคัญที่สุดของเหล่าทหารใหม่ที่เขาอบรมมา เขาไม่อยากเห็นความผิดหวังในสายตาของเด็ก ๆ ที่ใฝ่ฝันจะก้าวเข้าสู่หน่วยรบพิเศษ นี่ไม่ใช่เรื่องหน้าตาของตัวเองอีกแล้ว แต่เป็นเพราะเขาผูกพันกับพวกเขาเข้าแล้วจริง ๆ
บ่ายสองโมง เกาหยางเดินเข้าสู่ห้องฝึกพร้อมร้อยโทเอ็ม ห้องนี้เดิมเป็นสนามซ้อมของหลี่จินฟางและเหล่าลูกศิษย์มือเก๋า แต่วันนี้ถูกใช้เป็นเวทีสอบของลูกศิษย์เกาหยางแทน
เมื่อก้าวเข้าไป เขาเห็นหลี่จินฟางและลูกศิษย์ยืนเรียงแถวอยู่ด้านผนัง อีกฟากคือพลจัตวาวอล์ฟกังที่ไม่เคยปรากฏตัวตลอดเดือนที่ผ่านมา วันนี้นั่งอยู่กับนายทหารอีกสี่คน พอเห็นเกาหยาง เขาก็หยุดพูด หันมาชี้เก้าอี้ว่างข้าง ๆ ยิ้มพลางว่า
“เชิญนั่ง ข้าง ๆ นายนี่คือครูฝึกอีกชุดหนึ่ง วันนี้เราจะได้เห็นว่าระหว่างพวกนายสองคน ใครจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน”
เกาหยางหันไปสบตากับนายทหารผู้นั้น แววตาที่เจอกันเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู ไม่ต้องสงสัย ในเมื่อศิษย์กำลังจะเผชิญหน้า ครูฝึกเองก็ต้องเป็นคู่แข่งโดยปริยาย
เขาทรุดนั่ง หลี่จินฟางก็ส่งสัญญาณด้วยการขยิบตาให้ ให้มั่นใจได้ ไม่ต้องกังวล ถึงจะไม่ใช่กรรมการ แต่เขาก็อยู่ข้างเกาหยางเต็มที่ ลูกศิษย์ของเกาหยางก็นับเป็น “ศิษย์หลาน” ของเขาเช่นกัน
วอล์ฟกังประกาศเสียงดัง “เริ่มการสอบ! จะสุ่มเรียกหมายเลขขึ้นมาสู้กันเป็นคู่ แดงหมายเลข 15 น้ำเงินหมายเลข 20!”
ลูกศิษย์ของเกาหยางอยู่ฝั่งแดง เมื่อได้ยินหมายเลข ทั้งคู่ก็เดินเข้ามาในห้องฝึก สวมชุดป้องกันพร้อม โดยเฉพาะตรงเป้ากางเกงหนาเป็นพิเศษจนเห็นชัด
ทั้งสองทำความเคารพต่อเหล่านายทหาร แล้วทั้งสองคนก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมเพื่อเริ่มการประลองทันที
ลูกศิษย์ฝั่งเกาหยางแววตามุ่งมั่นตั้งแต่แรก พอวอล์ฟกังออกคำสั่ง ลูกศิษย์ของเกาหยางเป็นฝ่ายบุกอย่างเต็มที่ เขาก็คำรามเสียงดังและพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ทันที ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบก็เหมือนกับของเกาหยาง นั่นคือชกเข้าที่หน้าอีกฝ่ายโดยตรง
ลูกศิษย์ของทีมสีน้ำเงินตอบสนองได้ดี เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับหมัดของลูกศิษย์เกาหยาง แล้วพยายามใช้ท่า “ล็อกข้อมือ” ยึดข้อต่อเพื่อบิดข้อมือที่เขากำลังจับอยู่ให้พลิกกลับ
หนึ่งเดือนฝึก ใครจะเป็นยอดฝีมือได้? แต่ถ้าหนึ่งเดือนนั้น เต็มไปด้วยการโดนซัดด้วยท่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิบวันแรกโดนกระหน่ำ, สิบวันถัดมาเรียนแต่การออกแรงและการทนรับการต่อยท่าเดิม, อีกสิบวันสุดท้ายฝึกซ้ำจนเข้ากระดูกดำ ผลลัพธ์ย่อมต่างออกไป มันกลายเป็น “สัญชาตญาณ” อย่างแท้จริง
เด็กของเกาหยางไม่ได้โง่เหมือนสัตว์ขาปล้อง แต่เป็นมนุษย์ที่หัวไว เขาเอาท่าเดียวพลิกแพลงเป็นหลายรูปแบบ และสิ่งที่ถูกกดไว้ตลอดเดือนก็คือ ความอยากแก้แค้น!
ดังนั้น ผลก็ออกทันที ฝ่ายน้ำเงินยังไม่ทันหักข้อมือ ฝ่ายแดงก็ตวัดเท้าเข้าเป้า “จุดตาย” แรงกระแทกทำเอาคู่ต่อสู้ทรุดฮวบหมดเรี่ยวแรง ล้มลงกับพื้นสิ้นสภาพ
ลูกศิษย์เกาหยางทำท่า “ฆ่าจำลอง” แล้วหันไปทำวันทยหัตถ์ยิ้มกว้าง ส่วนเกาหยางเองถึงกับกระโดดขึ้นตะโกน “เยส!” ออกมา ก่อนจะนึกได้ว่าหลุดมาดครูฝึก จึงรีบกลับไปนั่ง แต่ก็ยังยกกำปั้นให้กำลังใจศิษย์
การต่อสู้จบลงโดยใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที สีหน้าของวอล์ฟกังไม่สามารถบอกได้ว่าเขาพอใจหรือผิดหวัง เขาเพียงพยักหน้า แล้วสั่งเสียงดัง “แพทย์! นำตัวคนเจ็บออกไป เรียกคู่ต่อไป!”
ศิษย์ที่ชนะยิ้มแฉ่งเดินออกไป ส่วนฝ่ายแพ้ถูกแพทย์สามคนรีบหามออกด้วยเปล
หลังจากนั้นก็เป็นภาพซ้ำ ๆ มีทั้งคนที่ถูกเตะจุดต่ำจนฟุบ มีทั้งโดนหมัดเดียวหลับกลางอากาศ สูตรที่เกาหยางสอนไม่ใช่แค่ “เตะเด็ดวงศ์ตระกูล” แต่ยังเน้นซัดใส่หัว คอ ลำคอ หากฝ่ายตรงข้ามป้องกันล่างแน่นก็อัดบน ป้องกันบนแน่นก็ซัดล่าง สั้น ง่าย เร็ว จบเกม
ถึงช่วงท้าย แพทย์ถึงกับต้องยืนรอในห้อง ไม่ต้องเรียกเข้าออก เพราะคนเจ็บถูกหามออกแทบจะทุกคู่
เกาหยางเองก็สงสารอยู่ไม่น้อย แม้ลูกศิษย์จะชนะต่อเนื่อง แต่เห็นอีกฝั่งโดนยำจนหมดสภาพก็อดเวทนาไม่ได้ โดยเฉพาะครูฝึกที่นั่งข้างเขาหน้าดำมืดแทบจะควันออกหู
เขาได้แต่ภาวนาไม่ให้ครูฝึกคนนั้นทนไม่ไหวจนลุกขึ้นมาอยากเอาคืน เพราะถ้าเป็นศึกครูต่อครู เขาเองมีแต่ถูกซัดเละสถานเดียว
ท้ายที่สุด คู่สุดท้ายก็จบลงแบบเดิม ฝ่ายน้ำเงินทรุดกุมเป้า เสียงกรีดร้องลั่นห้อง
วอล์ฟกังลุกขึ้น เดินตรงมาหาเกาหยาง
เกาหยางรีบยืนขึ้น นายพลชะงักคิดนิดหนึ่ง ก่อนตบไหล่เขาเสียงดัง กล่าวหนักแน่น
“ยินดีด้วย! นายสร้างสถิติใหม่ของฐานฝึก ลูกศิษย์ครูฝึกชุดหนึ่งชนะอีกชุดได้หมดเกลี้ยง ถึงนี่จะเป็นเพียงการทดลอง แต่ก็สมควรได้รับคำชมเชย”
เกาหยางยิ้มจนแก้มปริ เขาตอบลั่น “ขอบคุณครับ ผมพูดได้แค่ว่าลูกศิษย์ของผมยอดเยี่ยมที่สุดแล้วครับ ขออภัยด้วยครับ ผมรู้ว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับลูกศิษย์อีกกลุ่มหนึ่ง แต่ผมก็ต้องบอกว่าผมภูมิใจในลูกศิษย์ของผมมากครับ”
วอล์ฟกังตบไหล่อีกครั้ง หันไปบอกครูฝึกคู่นั่งข้าง “ฉันเห็นว่านายไม่พอใจ แต่หวังว่านายเข้าใจความหมายของการสอบครั้งนี้”
ครูฝึกคนนั้นลุกขึ้นกล่าวหนักแน่น “ครับท่าน ผมเข้าใจ อันที่จริงผมก็ดีใจที่ศิลปะการต่อสู้ของเราจะได้เพิ่มท่าที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาอีกสองท่า แต่ก็ต้องขอความเป็นธรรมให้ศิษย์ของผม พวกเขาล้วนเป็นเด็กดี ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นความผิดของผม ไม่ควรตัดสิทธิ์พวกเขาเข้าหน่วยพิเศษเพียงเพราะการสอบครั้งเดียว”
วอล์ฟกังหัวเราะ ตบบ่าเขา “แน่นอน พวกเขาทั้งหมดมีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบขั้นต่อไป การชนะครั้งนี้เป็นเพียงเพื่อปลุกแรงกระหายเอาชนะให้แรงกล้าขึ้นเท่านั้น”
จากนั้นเขาหันไปยังคณะกรรมการตัดสินที่ยืนเรียงแถวอยู่แล้วถามว่า “พวกคุณมีข้อสรุปอย่างไรบ้าง?”
นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมารายงาน “ครับท่าน เรามีมติเป็นเอกฉันท์ สองท่านี้ควรบรรจุเป็นท่าพื้นฐานของวิชาต่อสู้ อีกสี่ท่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อได้ โดยเฉพาะการออกแรงโจมตีที่ต่างไปจากท่าล็อกและท่าทุ่ม สามารถใช้เป็นวิธีสังหารมือเปล่าได้อย่างแท้จริง เราได้จัดทำชุดศิลปะการต่อสู้ที่ปรับปรุงใหม่ร่วมกับ ‘คางคก’ ไว้แล้ว และพร้อมทดสอบในฐานนี้”
วอล์ฟกังยิ้มกว้าง “เยี่ยม นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากเห็น แล้วการร่วมงานกับคางคกล่ะ?”
นายทหารตอบ “ผลการร่วมมือของเรายอดเยี่ยมครับ แต่เราคิดว่าสิ่งที่คางคกสอนเหมาะกับผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้มากกว่า ไม่เหมาะกับทหารทั่วไปที่เวลาจำกัด เหมาะกับเจ้าหน้าที่พิเศษหรือทีมอารักขามากกว่า”
วอล์ฟกังพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ทำรายงานฉบับละเอียดมาให้ด้วย ต่อไปนี้เลิกแถว!”
เมื่อสิ้นคำสั่ง เกาหยางก็แทบจะวิ่งพุ่งออกไปข้างนอก และก็พบว่าลูกศิษย์ทั้งสามสิบคนรออยู่แล้ว พอเขาโผล่มา เสียงเฮดังสนั่น พวกเขารุมห้อมล้อม ชูมือโห่ร้อง ก่อนจะยกร่างของเกาหยางโยนขึ้นฟ้าด้วยความดีใจสุดขีด
ชัยชนะครั้งนี้ ยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบ!
------
(จบบทที่ 172)