- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที กลายเป็นหินไปเสียแล้ว
- บทที่ 23 จื่อเสีย
บทที่ 23 จื่อเสีย
บทที่ 23 จื่อเสีย
บทที่ 23 จื่อเสีย
สือเนียนกระชับหอกศึกในมือ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังภายในสุสานโบราณ เจดีย์ฮวงเงียบเสียงไปนานแล้ว เจดีย์ฮวงไม่ต้องการให้สือเนียนพึ่งพาเขามากเกินไป เพราะผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงต้องรู้จักกรุยทางเดินด้วยตนเอง ซึ่งสือเนียนก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
ตลอดทาง นักพรตอ้วนเอาแต่พร่ำบ่นไม่หยุด "เจ้าหนู ตามหลังข้ามาติดๆ นะเว้ย! ที่นี่เต็มไปด้วยกลไกและค่ายกลนับไม่ถ้วน ก้าวพลาดนิดเดียวอาจถึงตายได้..."
ต้วนเต๋อกลัวว่าสือเนียนจะไปแตะต้องกลไกต้องห้ามเข้า อีกใจหนึ่งการเดินนำหน้าก็เพื่อจะได้ฉกฉวยผลประโยชน์ได้ก่อนใคร
ทางเดินภายในสุสานโบราณกว้างขวางมาก เพียงพอให้รถศึกโบราณสองคันวิ่งสวนกันได้สบาย ผนังทางเดินสลักเสลาด้วยภาพวาดที่ดูเหมือนจะบอกเล่าเรื่องราววีรกรรมของผู้เป็นเจ้าของสุสานเมื่อครั้งยังมีชีวิต
สือเนียนและต้วนเต๋อเดินพลางพินิจพิเคราะห์ภาพสลักบนผนัง ระหว่างทางมีแสงสีม่วงเปล่งประกายออกมาจากผนังเป็นระยะ ต้วนเต๋อมองดูภาพเหล่านั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตะโกนลั่น
"อู๋เลี่ยงเทียนจุน! เจ้าของสุสานนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้ว น่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับปราชญ์เป็นอย่างน้อย!"
ต้วนเต๋อเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เพราะค่ายกลสังหารที่ถูกฝังร่วมกับผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ย่อมต้องร้ายกาจจนน่าสะพรึงกลัว
แม้ต้วนเต๋อจะมั่นใจในพรสวรรค์ของตนและมีความรู้เรื่องค่ายกลพอตัว แต่การจะทำลายผนึกทั้งหมดของสุสานระดับนี้ในเวลาอันสั้นคงเป็นไปไม่ได้
มิหนำซ้ำ คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์จื่อฟู่อาจตามมาถึงได้ทุกเมื่อ จะให้ถอยกลับตอนนี้เขาก็ทำใจไม่ได้ แต่ครั้นจะเดินหน้าต่อก็กลัวจะถูกคนของแดนศักดิ์สิทธิ์พบเข้า ต้วนเต๋อจึงเกิดอาการลังเลขึ้นมาทันที
เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนเต๋อ สือเนียนก็ตกใจเล็กน้อย เขารู้จากเจดีย์ฮวงมาก่อนแล้วว่าผู้ที่ถูกฝังอยู่ในนี้เป็นถึงระดับมหาปราชญ์ แต่นักพรตอ้วนผู้นี้กลับสามารถคาดเดาตัวตนของเจ้าของสุสานได้คร่าวๆ เพียงแค่ดูจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง นับว่าตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้จริงๆ
"ต้วนเต๋อเชี่ยวชาญงานด้านนี้ขนาดนี้ ดูท่าคงขุดสุสานมาไม่น้อย" สือเนียนคิดในใจ วันหน้าเขาควรอยู่ให้ห่างจากนักพรตผู้นี้ไว้จะดีกว่า การเที่ยวขุดสุสานบรรพชนชาวบ้านแบบนี้มีแต่จะสร้างศัตรูไปทั่วหล้า ต้วนเต๋อหนอต้วนเต๋อ ช่างไร้คุณธรรมสิ้นดี สือเนียนจึงค่อยๆ ชะลอฝีเท้า ทิ้งระยะห่างจากต้วนเต๋ออย่างแนบเนียน
"เฮ้ย เจ้าหนู ทำไมอยู่ไกลจังวะ? คิดจะหนีรึไง? รีบตามมาเร็วเข้า!"
เบื้องหน้า ต้วนเต๋อตัดสินใจแน่วแนแล้วว่าจะลุยต่อให้สุดทาง แต่พอหันมาเห็นสือเนียนทำท่าจะถอย สีหน้าเขาก็มืดครึ้มลง ตอนนี้ทั้งสองถือเป็น "พันธมิตร" กันแล้ว พันธมิตรย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขสิ
ตอนนี้ต้วนเต๋อมั่นใจแล้วว่าในสุสานนี้มีร่างของผู้ยิ่งใหญ่ระดับปราชญ์จากแดนศักดิ์สิทธิ์จื่อฟู่อยู่จริงๆ... ขุมทรัพย์ระดับปราชญ์! แค่คิด ร่างอ้วนกลมของต้วนเต๋อก็สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น เขาหันกลับมาเห็นสายตารังเกียจของสือเนียน จึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์
"นี่ เจ้าหนู อย่าเนรคุณนะเว้ย มีคนตั้งเท่าไหร่ที่อยากติดตามเต้าเหยียผู้นี้ แต่ข้าไม่เคยตอบรับ รีบตามมาเร็วเข้า ข้ายืนยันได้แล้วว่าที่นี่ฝังร่างระดับบรรพชนของแดนศักดิ์สิทธิ์จื่อฟู่ อย่างน้อยต้องระดับปราชญ์ เผลอๆ อาจถึงขั้นมหาปราชญ์ด้วยซ้ำ!"
พูดจบ ต้วนเต๋อก็เดินจ้ำอ้าวพลางกำชับ
"ทำงานสายนี้ต้องรวดเร็วฉับไว คว้าแล้วโกยแน่บ เจ้าหนู รีบตามมา!"
สือเนียนสังเกตเห็นว่า แม้นักพรตอ้วนจอมกะล่อนผู้นี้จะดูรีบร้อน แต่จังหวะการก้าวเดินกลับมีแบบแผนที่ชัดเจน ไม่ได้บุ่มบ่าม
ตลอดทาง ต้วนเต๋อตรวจสอบค่ายกลไปพลาง อบรมสั่งสอนสือเนียนไปพลาง
"นี่ เจ้าหนู อย่าได้ดูถูกอาชีพของพวกเราเชียว สุสานพวกนี้จมอยู่ใต้ดินปีแล้วปีเล่า ของวิเศษไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ที่ไม่มีโอกาสได้สำแดงฤทธานุภาพ ข้าแค่นำพวกมันออกมาเพื่อให้พวกมันได้แสดงคุณค่าที่แท้จริงต่างหาก"
นับตั้งแต่เจอสือเนียน ยิ่งมองต้วนเต๋อก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา ปกติเขาชอบฉายเดี่ยว แต่พอเจอสือเนียน เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองพูดมากผิดปกติ ราวกับอยากจะระบายความในใจให้เด็กหนุ่มฟัง
ขณะที่พูด ต้วนเต๋อก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าเขาขาดคนรับใช้... เอ้ย ขาดลูกศิษย์พอดี อืม สือเนียนที่อยู่ตรงหน้านี้ดูฉลาดเฉลียวหน่วยก้านดีใช้ได้
ยิ่งมองสือเนียน เขาก็ยิ่งถูกใจ จนเกิดความคิดอยากรับเป็นศิษย์ เขาตั้งใจว่าจะอบรมสั่งสอนศิษย์คนนี้ให้ดี นำกลับเข้าสู่ "ลู่ทางที่ถูกต้อง" เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าสุดซึ้ง
"เสี่ยวสือเอ๋ย เจ้าต้องรู้นะว่าธรรมเนียมการฝังศพของพวกผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้น่ะน่ารังเกียจนัก ชอบเอาของวิเศษ ค่ายกล และตำราลับฝังไปพร้อมกับตัว หารู้ไม่ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้สุดยอดวิชาหายสาบสูญไปจากโลกตั้งเท่าไหร่!"
พอพูดถึงเรื่องนี้ ต้วนเต๋อก็รู้สึกปวดใจจนแทบหลั่งน้ำตา ราวกับว่าของที่ถูกฝังเหล่านั้นเป็นสมบัติของตระกูลตนเอง เขาหันมากล่าวกับสือเนียนต่อ
"ดังนั้น ข้าจึงมาที่นี่เพื่อกอบกู้พวกมัน ให้ตำราลับเหล่านั้นได้กลับคืนสู่ยุทธภพ ไม่ต้องสูญหายไปตามกาลเวลา ให้ของวิเศษได้เปล่งประกายอีกครั้ง ข้าทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อเผ่ามนุษย์!"
เมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวของต้วนเต๋อ สือเนียนก็รู้สึก "ซาบซึ้ง" กินใจ เขา "เข้าใจ" เจตนาดีนั้นแล้ว โดยมองข้ามความซกมกของนักพรตอ้วนไป เขาพุ่งเข้าไปคว้าแขนเสื้อของต้วนเต๋อและกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
"ท่านปรมาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว! นับจากนี้ไปท่านต้องพาข้าไปด้วยนะ!"
สือเนียนคิดคำนวณไว้เสร็จสรรพ สิ่งที่กายาสิทธิ์บรรพกาลอย่างเขาขาดแคลนที่สุดคืออะไร? ทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรไงล่ะ!
เรื่องผู้คุ้มกันเขามีทั้งเจดีย์ฮวงและจักรพรรดิชิงตี้ เรื่องคัมภีร์วิชาเขาก็มีวิชาของตัวตนจากยุคลวนกู่ เรื่องเคล็ดวิชาลับเขาก็ขุดค้นจากความทรงจำได้ แต่สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดคือทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่กายาสิทธิ์จำเป็นต้องใช้ ในเมื่อเจอ "เศรษฐีใจบุญ" อย่างต้วนเต๋อแล้ว มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือ?
"ไอ้เด็กนี่ มันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเล้ย! ข้าไปถูกใจไอ้ตัวแสบแบบนี้ได้ยังไงวะเนี่ย?"
ต้วนเต๋อก่นด่าในใจ โดยไม่รู้ว่าด่าใครกันแน่ เขาดูออกตั้งนานแล้วว่าสือเนียนไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ แต่เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะรับเป็นศิษย์ ตอนนี้ได้แต่หวังว่าภายใต้การสั่งสอนของเขา สือเนียนจะ "กลับตัวกลับใจ" ได้
ต้วนเต๋อถือ "น้ำเต้าม่วงทอง" ไว้ในมือ น้ำเต้าเปล่งแสงออกมาเป็นระยะ เมื่อแสงสีม่วงปรากฏ อักขระค่ายกลในบริเวณนั้นก็สั่นสะเทือนตอบรับ ลวดลายซับซ้อนส่องประกายวูบวาบ ค่ายกลสังหารแผ่พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจนทั้งสองคนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
จากนั้นแสงสีม่วงก็พุ่งเข้าไปผสานกับอักขระค่ายกลเบื้องหน้า ทันทีที่แสงสีม่วงแทรกซึมเข้าไป ค่ายกลสังหารก็สงบลง แรงกดดันที่กดทับร่างของต้วนเต๋อและสือเนียนมลายหายไปในพริบตา
ทั้งสองต่างตกตะลึง พวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงมหัศจรรย์นี้กับตา ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน ในวินาทีนั้นความคิดของพวกเขาตรงกันเป๊ะ เพราะต่างฝ่ายต่างอ่านแววตาของอีกฝ่ายออกว่า "ปล้น!"
ทั้งสองรีบพุ่งตัวเข้าไปข้างใน อาศัยอานุภาพของน้ำเต้าม่วงทองทะลวงผ่านผนึกชั้นแล้วชั้นเล่า ตอนนี้ปากของต้วนเต๋อฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู นี่มันขุมทรัพย์ที่รอให้มากอบโกยชัดๆ!
"นี่ นักพรตอ้วน... เอ้ย ท่านปรมาจารย์ น้ำเต้าของท่านนี่วิเศษจริงๆ! ท่านได้แต่ใดมาหรือ?" สือเนียนรีบแก้คำพูด เขาอยากรู้ที่มาของน้ำเต้า จึงหันไปถามด้วยความใคร่รู้
"ฮ่าๆ เสี่ยวสือ เจ้าไม่รู้หรอก น้ำเต้าวิเศษของข้านี้ได้มาจากซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง แต่ข้าก็นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องกับจื่อฟู่..." ต้วนเต๋อคุยโวอย่างภูมิใจ
ต้วนเต๋อเองก็แปลกใจมาก เขาไม่คิดเลยว่าน้ำเต้าบุบๆ ใบนี้จะเป็นกุญแจเปิดขุมทรัพย์ของปราชญ์โบราณแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ เขารู้สึกดีใจมากที่ไม่ได้งัดมันออกมาใช้ตอนแย่งชิงเจดีย์ฮวงเมื่อไม่กี่วันก่อน
ด้วยความช่วยเหลือจากน้ำเต้า ทั้งสองทำลายค่ายกลชั้นแล้วชั้นเล่า มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกอย่างรวดเร็ว น้ำเต้าม่วงทองเปรียบเสมือน "กุญแจ" และค่ายกลสังหารในสุสานก็คือ "แม่กุญแจ" เมื่อปลดล็อกทีละชั้น สือเนียนและต้วนเต๋อก็เข้าใกล้เขตศูนย์กลางเข้าไปทุกที
ปราณพลังในบริเวณนี้เข้มข้นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด แสงสีม่วงวูบวาบไปทั่ว บรรยากาศเต็มไปด้วยสีม่วง สือเนียนลองดึงดูดปราณม่วงสายหนึ่งเข้ามาหาตัว
แสงสีม่วงค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่ร่างกายของสือเนียน เขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้พลังอันมหาศาลที่แฝงอยู่ ยิ่งเดินลึกเข้าไป สือเนียนก็ยิ่งดูดซับแสงสีม่วงมากขึ้น
สือเนียนเปรียบเสมือนโม่หินบด แสงสีม่วงไหลเข้าสู่ร่างและแปรเปลี่ยนเป็นธารพลังบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่หัวใจ "หัวใจเทพ" ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ยิ่งลึกเข้าไป แสงสีม่วงก็ยิ่งหลั่งไหลเข้าสู่ร่างสือเนียนไม่ขาดสาย จนในที่สุด ชั้นแสงสีม่วงจางๆ ก็ห่อหุ้มร่างของเขาไว้ หัวใจเต้นแรงและทรงพลัง สือเนียนรู้สึกว่าหากเขาได้บำเพ็ญเพียรที่นี่สักหนึ่งเดือน เขาอาจบรรลุ "หัวใจเทพขั้นสูง" ได้เลยทีเดียว
สมกับเป็นกายาสิทธิ์บรรพกาล หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำดังก้อง ลำแสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าดั่งกำลังเฉลิมฉลอง พร้อมกันนั้น แสงสีทองจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนผิวกาย
สีม่วง สัญลักษณ์แห่งความสูงศักดิ์ สีทอง สัญลักษณ์แห่งความโอ่อ่า แสงทองไร้ที่สิ้นสุดเปล่งประกายจากภายในร่าง รายล้อมด้วยเจตจำนงสีม่วง สีทองและม่วงสลับสับเปลี่ยนบนร่างของสือเนียน ผมยาวสยายปลิวไสว ดวงตาสงบนิ่งไร้สีสัน ราวกับราชันเทพจุติลงมาเยือนโลกมนุษย์!
ปรากฏการณ์บนร่างสือเนียนดึงดูดความสนใจของต้วนเต๋อ นักพรตอ้วนจ้องมองภาพเบื้องหน้า พลางพึมพำในใจหลังจากครุ่นคิด
"หรือว่าศิษย์รักของข้าจะเป็น 'กายราชันเทพ' จากตระกูลไหนสักตระกูล?"
ต้วนเต๋อคิดครู่หนึ่งแล้วก็ปัดตกไป ปัจจุบันในดินแดนตงฮวงมีกายศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นเพียงสองตระกูล คือตระกูลเจียงและตระกูลจี หากกายราชันเทพของพวกเขายังไม่บรรลุขั้นสูง สองตระกูลนี้ไม่มีทางปล่อยให้ออกมาเดินเพ่นพ่านคนเดียวแน่
ต้วนเต๋อมองดูสือเนียนที่เป็นพวกฉายเดี่ยว และไม่มีกลิ่นอายของพวกคุณชายจากตระกูลใหญ่ เขาก็เริ่มลังเล "โชคข้าคงไม่ดีขนาดนั้นมั้ง? เดินเตะฝุ่นอยู่ดีๆ ก็เจอกายศักดิ์สิทธิ์เข้าให้?"
"กายศักดิ์สิทธิ์... หากวันหน้าบรรลุขั้นสูง แล้วร่วมมือกับข้า มีที่ไหนบ้างที่เราจะไปไม่ได้? สุสานตระกูลศักดิ์สิทธิ์ แดนลับโบราณ เสร็จข้าหมด!"
ต้วนเต๋อตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ความคิดฟุ้งซ่านไปไกล เขาไม่ได้สนใจจะพิสูจน์ความจริง ตอนนี้ในหัวมีแต่แผนการจะไปขุดสุสานบรรพชนชาวบ้านตอนที่สือเนียนเก่งกล้าแล้ว
ต้วนเต๋อมีความสุขมาก กายศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทิ้งขว้างอยู่ภายนอกกลับถูกเขาค้นพบ นี่มันน่าฉลองยิ่งกว่าขุดเจอสุสานจักรพรรดิเสียอีก เพราะกายศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงจะช่วยเขาขุดสุสานได้อีกนับไม่ถ้วน...
ต้วนเต๋อถูมือไปมา ยิ้มกริ่มแล้วถามเสียงอ่อนเสียงหวาน "นี่ เสี่ยวสือ ข้าเห็นเจ้ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สมกับเป็นมังกรหงส์ในหมู่มนุษย์ ต่อไปข้าจะปกป้องเจ้าเอง... เจ้าจะยอมมาเป็นศิษย์ข้าหรือไม่?"
ตอนนี้นักพรตอ้วนดูใจดีเป็นพิเศษ กระตือรือร้นอยากรับศิษย์คนนี้ใจจะขาด
สือเนียนมองความคิดของต้วนเต๋อออกทะลุปรุโปร่ง จึงพูดขัดขึ้นว่า
"ท่านปรมาจารย์... เอ้ย ท่านอาจารย์ ข้ายินดีขอรับ แต่ท่านผู้เฒ่าช่วยมอบ 'ของวิเศษ' ให้ข้าสักหน่อยได้ไหม? หรือจะเป็นหินต้นกำเนิดข้าก็ไม่เกี่ยงนะ"
แม้สือเนียนจะไม่รู้สึกต่อต้านนักพรตผู้นี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่เรื่องจะเป็นศิษย์จริงๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ เขาแค่อยากจะแกล้งนักพรตอ้วนเล่นเท่านั้น
"เอ่อ ศิษย์รัก คือเมื่อไม่นานมานี้อาจารย์เพิ่งไปทำการใหญ่มา แต่ดันพลาดท่า ของวิเศษของอาจารย์พังหมดเลย เจ้ารออีกหน่อยได้ไหม...?" ต้วนเต๋อถูมือด้วยความขัดเขินสุดขีด
ตอนนี้เขาไม่มีของวิเศษระดับธรรมดาจะให้ ส่วนของดีๆ ที่เหลืออยู่ไม่กี่ชิ้นก็ติดผนึกใช้งานยาก จะให้ใครง่ายๆ ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขาดูถังแตกสุดๆ
ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่เชื่อคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของต้วนเต๋อแน่ แต่สือเนียนเชื่อ เพราะวันนั้นเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย...
เมื่อเห็นใบหน้าตลกๆ ของต้วนเต๋อ สือเนียนก็ไม่อยากจะซ้ำเติม
"เอาเถอะ ท่านอาจารย์ เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา ข้ายอมรับก็ได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ศิษย์อยากบอกท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วข้าคือ... กายาสิทธิ์บรรพกาล?"