เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - คลื่นลมเริ่มก่อตัว

บทที่ 47 - คลื่นลมเริ่มก่อตัว

บทที่ 47 - คลื่นลมเริ่มก่อตัว


บทที่ 47 - คลื่นลมเริ่มก่อตัว

"รับของขวัญไว้เถิด แต่คนไม่ต้องให้พบ" ลู่หมิงกล่าวเรียบๆ

สาเหตุที่รับของขวัญไว้ ก็เพื่อแสดงไมตรีจิตว่ารับรู้เจตนาของอีกฝ่าย วันหน้ามีธุระอันใดก็ยังพอจะมาหารือกันได้

ส่วนเหตุผลที่ไม่ยอมให้เข้าพบ ย่อมต้องฟังคำสั่งสอนของแม่ยายเป็นธรรมดา อีกอย่างหากจะบอกว่าในใจเขาไม่มีความขุ่นเคืองเลยก็คงเป็นการโกหก แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นญาติของซีโหรว จะไม่ไยดีเลยก็คงไม่ได้

"ขอรับ ใต้เท้า!" นายกองร้อยรับคำสั่ง แล้วถอยออกไป

ลู่หมิงเดินตรงไปยังเรือนหลัง

เมื่อก้าวเท้าเข้าห้อง ก็เห็นหลี่ซีโหรวกำลังนั่งเท้าคางเหม่อลอย

นางรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงลุกขึ้นยืนต้อนรับ "ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ"

"กลับมาแล้ว เจ้าทานข้าวหรือยัง?"

"ทานแล้วเจ้าค่ะ" หลี่ซีโหรวรินน้ำชาให้ลู่หมิงแล้ววางไว้ข้างกายพลางตอบรับ

"กำลังคิดอะไรอยู่หรือ ถึงได้เหม่อลอยเพียงนี้?" ลู่หมิงยิ้มบางๆ ดึงนางเข้ามาโอบกอด

สำหรับภรรยาผู้นี้ เขารักนางจากใจจริง

"เมื่อก่อนต้องทำงานบ้านเองคนเดียว รู้สึกว่ายังมีอะไรให้ทำบ้าง ว่างๆ ก็ยังไปเยี่ยมท่านลุงหลี่ทั้งสองได้ รู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปรวดเร็ว แต่ตอนนี้มีสาวใช้คอยปรนนิบัติ ข้าไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง

กลับรู้สึกว่าว่างจนน่าเบื่อเจ้าค่ะ"

"เจ้าเป็นถึงคุณหนูใหญ่ มีอะไรให้ไม่คุ้นชินกัน เดี๋ยวก็ชินไปเอง" ลู่หมิงจิบชาพลางหัวเราะ

จากนั้นเขาวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยต่อ "จริงสิ วันนี้มีเรื่องหนึ่ง พี่เขยของเจ้า จางหมิงมาขอพบข้า ได้ยินว่าขนของขวัญมามากมาย แต่ข้าไม่ได้ออกไปพบ เพียงแค่รับของไว้เท่านั้น"

"อืม" หลี่ซีโหรวพยักหน้าเบาๆ

ไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ

เห็นได้ชัดว่า ในใจของนางก็ยังมีความไม่พอใจต่อจางหมิงอยู่บ้าง

แม้นางจะใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา

นับตั้งแต่ออกจากบ้านมาจนถึงตอนนี้ นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพี่เขยที่เคยกระตือรือร้นผู้นั้น กลับเหินห่างและรังเกียจนางอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นอารมณ์ของภรรยาทำท่าจะดำดิ่งลงอีกครั้ง ลู่หมิงจึงรีบเอ่ยยิ้มๆ ว่า "อย่าคิดมากไปเลย อีกเดี๋ยวก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว วันไหนว่างๆ ข้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หาหนังดีๆ สักผืนมาตัดเสื้อคลุมให้เจ้า"

คำพูดของเขาทำให้หลี่ซีโหรวตาวาวขึ้นมาทันที หญิงสาวคนไหนบ้างจะไม่รักสวยรักงาม ทว่าไม่นานคิ้วเรียวงามก็ขมวดเป็นปมเล็กๆ น่าเอ็นดู "อย่าเลยเจ้าค่ะ หน้าหนาวขึ้นเขามันอันตรายเกินไป"

"มีเกราะนวมเสียอย่าง ในป่าเขาไม่มีใครเป็นคู่มือข้าได้หรอก"

ลู่หมิงกล่าวอย่างมั่นใจ

จากนั้นเขาก็ยุติบทสนทนาเรื่องนี้ อันที่จริงเขาเตรียมตัวจะไปปราบโจรจริงๆ นั่นแหละ

ไม่ว่าจะเป็นอารามเมฆขาวหรือภูเขาโพรงผา หากไม่ออกมาปล้นเสบียง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะพาคนจำนวนมากรอดพ้นฤดูหนาวไปได้

ตอนนี้พวกเขาไม่กล้าแหยมกับอำเภอเฟิงเหลยแล้ว หนทางเดียวคือต้องออกปล้นหมู่บ้านตำบลรอบนอก

ลู่หมิงไม่อยากให้คนในปกครองของตนเกิดปัญหา

เสบียงและกองกำลังของเขา ยังต้องพึ่งพาชาวบ้านเหล่านี้

ในยุคกลียุค การมีแนวหลังที่มั่นคงสำคัญยิ่งนัก

อีกทั้ง ดูเหมือนคะแนนสะสมและเงินทองใกล้จะหมดแล้ว อาศัยช่วงต้นฤดูหนาวที่ยังพอเดินทางได้ รีบหาเงินมาตุนไว้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

เขาจะได้วางใจฝึกฝนวรยุทธ์ต่อไป

และในขณะที่ลู่หมิงกำลังสนทนาหยอกเย้าภรรยาอยู่ในห้อง

บนยอดเขาดำในยามนี้ ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน พุ่มไม้ที่เคยเขียวชอุ่มหนาทึบ บัดนี้ถูกหิมะกดทับจนโน้มลงต่ำ

บางครั้งได้ยินเสียง "ฟึ่บ" ยามกิ่งไม้รับน้ำหนักไม่ไหว

จนหิมะร่วงหล่นลงมา

ตามซอกหลืบต้นไม้ รอยเท้าสัตว์นานาชนิดเดินขวักไขว่หนาแน่น

"ท่านพี่ อ๋องหย่งรังแกกันเกินไปแล้ว เพียงเพราะพวกเราสังหารหลี่เหยียนไม่สำเร็จ ถึงกับส่งคนมาลอบสังหารท่าน ไม่สู้พวกเราก่อกบฏไปเลย เขาเป็นอ๋องได้ พวกเราก็เป็นอ๋องได้ วันหน้าบุกไปถึงเมืองซ่างจิง ให้พี่ใหญ่เป็นฮ่องเต้ก็ยังไหว!" ชายร่างใหญ่ศีรษะโตไร้ผม ลำคอหนาตัน รูปร่างดุจเสือหิว นั่งตะโกนโวยวายอยู่เบื้องล่างโถงประชุมค่ายโจรเขาดำ

เขาคือรองหัวหน้าค่ายเขาดำ ฉายา "พยัคฆ์ลงเขา" เสิ่นเปียว

ระดับพลังอยู่ขอบเขตเซียนเทียนเช่นกัน นิสัยดุร้ายอำมหิตที่สุด แต่กลับจงรักภักดีต่อหัวหน้าค่ายใหญ่แห่งเขาดำยิ่งชีพ

แสงไฟจากกระถางไฟในโถงใหญ่ส่องกระทบใบหน้า วูบวาบจนดูน่ากลัว ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ฝั่งตรงข้าม คือ "ราชสีห์โลหิต" เซินถูเจี๋ย นั่งหน้าเครียด แม้จะอยู่ในฤดูหนาว แต่เขายังคงเปิดอกเสื้อ เผยให้เห็นผิวหนังที่ดูราวกับหล่อหลอมจากเหล็กกล้า ทว่าบัดนี้กลับมีรอยแผลเป็นทางยาวเด่นชัด

น่าจะเป็นแผลจากกระบี่ อยู่ห่างจากหัวใจเพียงนิดเดียว

ภายใต้ผ้าพันแผลยังมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด

หากพลาดไปนิดเดียว คงได้ไปคุยกับรากมะม่วงแล้ว

ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอย ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตก ดูอิดโรยยิ่งนัก

"องครักษ์กระบี่เหล็กใต้สังกัดอ๋องหย่ง สมคำร่ำลือจริงๆ กระบี่นี้ข้าจะจดจำไว้ บอกพี่น้องทุกคน พรุ่งนี้เราจะอพยพเข้าป่าลึก รอฤดูใบไม้ผลิค่อยออกมา"

เซินถูเจี๋ยเตรียมหลบเลี่ยงคมเขี้ยวชั่วคราว

ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ยังไม่ใช่คู่มือของอ๋องหย่ง

การร่วมมือกันในอดีต ก็เหมือนการขอกับหนังเสือ

เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า หลายปีมานี้เขาทำงานถวายหัวให้ตั้งกี่ครั้ง พลาดเพียงครั้งเดียว ก็ถึงกับถูกสั่งเก็บ

มิน่าเล่าเขาถึงว่า พวกชนชั้นสูงเหล่านี้ล้วนใจจืดใจดำ

"ท่านพี่ จะยอมจบแค่นี้หรือ?" เสิ่นเปียวตบโต๊ะดังปัง

ไหสุราบนโต๊ะสั่นสะเทือน "กึกๆ"

"จบหรือ? ราชสีห์โลหิตอย่างข้าเซินถูเจี๋ย เคยยอมถูกใครหยามเช่นนี้หรือ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา แผ่นดินยังไม่วุ่นวายถึงขีดสุด พวกเรารอ รอโอกาสที่เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นค่อยบุกออกไป

ฆ่าฟันให้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

เจ้าไม่สังเกตหรือว่าสัตว์ป่าในป่าปีนี้ดูผิดปกติวิสัย เมื่อหลายวันก่อนตอนออกล่าสัตว์ ข้าเห็นฝูงสัตว์อพยพหนีเข้าไปในป่าลึก แถมพวกมันยังกักตุนอาหารมากกว่าปีก่อนๆ ขุดโพรงก็ลึกกว่าเดิม

นี่เป็นลางบอกเหตุภัยพิบัติใหญ่หลวง

ข้าเกิดมาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

คาดว่าอย่างช้าก็ไม่เกินปีหน้า

หึหึ จะคอยดูซิว่าราชวงศ์ต้าอวี๋ที่แก่ชราจนไม้ใกล้ฝั่ง จะยื้อไปได้นานสักแค่ไหน

อ๋องหย่งนั่น จะเป็นอ๋องไปได้ตลอดชีวิตเชียวหรือ?"

พอยิ่งพูดยิ่งได้ใจ เซินถูเจี๋ยเหมือนจะกระเทือนแผล

มุมปากกระตุกยิกๆ

แต่แววตายิ่งมายิ่งเย็นเยียบ

"ท่านพี่ สรุปว่าข้าฟังท่าน ท่านว่าไงข้าก็ว่างั้น ข้าจะไปสั่งให้พี่น้องย้ายค่าย เดี๋ยวนี้เลย รอฤดูใบไม้ผลิพวกเราค่อยบุกกลับลงมา" เสิ่นเปียวรับคำ แล้วเดินดุ่มๆ ออกไป

ฝีเท้าของเขาหนักแน่น

ทุกย่างก้าวที่ย่ำลงไป บังเกิดเสียง "ตึง ตึง"

การอพยพในฤดูหนาว สำหรับกองทัพเขาดำก็นับเป็นความท้าทายเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรได้ อ๋องหย่งเปรียบเสมือนภูเขาลูกใหญ่ ที่กดทับพวกเขาจนหายใจไม่ออกในตอนนี้

ต่อให้เป็นคนโหดเหี้ยมเทียมฟ้า ยามเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจล้นฟ้าเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงหลบหนี

ทำได้เพียงรอคอยยุคสมัยแห่งความโกลาหลที่กำลังคืบคลานเข้ามา ถึงเวลานั้นค่อยมาวัดรอยเท้ากันใหม่

เซินถูเจี๋ยจ้องมองกระถางไฟที่ลุกไหม้วูบวาบ ไม่รู้ว่าในใจกำลังครุ่นคิดสิ่งใด

ในขณะเดียวกัน ลู่หมิงกลับใช้เวลาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาตลอดทั้งวันอย่างหาได้ยาก

นั่งคุยเล่นกับหลี่ซีโหรว ดื่มสุราด้วยกัน

ดื่มด่ำกับความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง

ทว่า หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ เตรียมจะเข้านอน สาวใช้ก็มาเคาะประตู

"นายท่าน เจ้าหน้าที่จางเหมิงแจ้งว่ามีเรื่องด่วนเจ้าค่ะ"

ลู่หมิงที่ถอดเสื้อผ้าแล้ว จำต้องกลับมาสวมใส่เสื้อผ้าอีกครั้ง แล้วรีบร้อนเดินออกไป

เขารู้นิสัยจางเหมิงดี หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย ย่อมไม่มารบกวนเขาในเวลานี้แน่นอน

"ท่านพี่ เอาเสื้อตัวนี้ไปด้วย!" ลู่หมิงเพิ่งก้าวออกจากเรือน หลี่ซีโหรวก็วิ่งตามออกมา พร้อมเอาเสื้อคลุมกันลมสีดำคลุมไหล่ให้เขา

"ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไรหรอก" เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของภรรยา ลู่หมิงตบไหล่นางเบาๆ

จากนั้นก็สาวเท้าก้าวยาวๆ ออกไป

เมื่อมาถึงเรือนหน้า ก็เห็นเหล่าทหารจุดคบเพลิงสว่างไสว สวมเกราะครบชุด มือจับดาบ

สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

"เกิดเรื่องอะไรขึ้น!" ลู่หมิงตะโกนถาม

"ใต้เท้า ตำบลเฮยซานจุดสัญญาณไฟขอรับ น่าจะมีโจรป่าลงมา 'ยืมเสบียง'" จางเหมิงรีบก้าวออกมาตอบ

ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อมองลู่หมิง

"เจ้ากับซุนเถียนอยู่เฝ้าบ้าน ที่เหลือตามข้าไปตำบลเฮยซาน"

ลู่หมิงไม่ลังเล คว้าดาบกระโดดขึ้นหลังม้า

หวังฮั่นและเจิ้งหยง ต่างนำกำลังคนของตนติดตามไปติดๆ

มุ่งหน้าออกจากตัวอำเภออย่างรวดเร็ว

ลู่หมิงเตรียมการจะจัดการกับพวกโจรบนภูเขาอยู่แล้ว คาดไม่ถึงว่าพวกมันจะกล้าเสนอหน้ามาให้เชือดถึงที่

จะได้กอบโกยคะแนนและเงินทองเสียที

เพียงแต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเป็นเจ้าไหนที่โผล่มา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - คลื่นลมเริ่มก่อตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว