- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 45 - หิมะแรก
บทที่ 45 - หิมะแรก
บทที่ 45 - หิมะแรก
บทที่ 45 - หิมะแรก
[กรรมวิธีสร้างเกราะนวม ราคา 50,000 คะแนน]
หลังจากพลิกดูรายการในร้านค้าอยู่นาน ลู่หมิงก็พบสิ่งนี้ คะแนนห้าหมื่นแต้ม เขาสามารถจ่ายไหวในตอนนี้
แถมผลลัพธ์ในการป้องกันก็นับว่าไม่เลว ยามนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาว มีเกราะนวมไว้ ยังช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้อีกด้วย
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ตัดสินใจแลกเปลี่ยนออกมาทันที
เตรียมไว้ว่าช่วงบ่ายจะลองให้ช่างตีเหล็กดูแบบแปลน
ทว่า ยังต้องหาฝ้ายให้เพียงพอเสียก่อน
เรื่องนี้ออกจะยุ่งยากอยู่บ้าง
แต่เขาเชื่อว่าตระกูลไป๋หลี่น่าจะมีสินค้า
หากไม่ได้จริงๆ เขาคงต้องออกไปจัดการด้วยตัวเอง
จากนั้น เขาก็เดินออกจากห้องฝึกยุทธ์
หลี่ซีโหรวเห็นเขาออกมา ก็รีบสั่งสาวใช้ให้ยกสำรับกับข้าวมาทันที
เพียงครู่เดียว บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหารร้อนกรุ่น
ลู่หมิงนั่งลงแล้วไม่รอช้า รีบตักข้าวเข้าปากคำโต
รสชาติอาหารดีเยี่ยม ช่วงหลังมานี้ ฝีมือการทำอาหารของหลี่ซีโหรวพัฒนาขึ้นมาก
ระยะนี้ นางลงครัวด้วยตัวเองทุกมื้อจริงๆ
หลังจากทานอาหารเสร็จ
ลู่หมิงเช็ดปากแล้วลุกขึ้นยืน "ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อย ตอนบ่ายจางเหมิงจะพาสาวใช้มาให้ มีอะไรเจ้าก็สั่งพวกนางทำได้เลย"
"เจ้าค่ะ!" หลี่ซีโหรวพยักหน้าอย่างว่าง่าย
ลู่หมิงผลักประตูเดินออกไป
เมื่อเขามาถึงโรงตีเหล็ก ก็เห็นช่างตีเหล็กชรากำลังประคองตำราอ่านอย่างขะมักเขม้น ดูท่าทางจะได้ความรู้ใหม่ๆ ไม่น้อย
รอจนกระทั่งลู่หมิงเดินมาถึงตรงหน้า เขาจึงเพิ่งรู้ตัว
รีบวางตำราลงแล้วโค้งกายคารวะด้วยความตื่นตระหนก "คารวะใต้เท้า!"
"เป็นอย่างไร ได้เคล็ดลับอะไรบ้างหรือไม่?"
ลู่หมิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
เหล่าลูกศิษย์ของช่างตีเหล็กชรากำลังซ่อมแซมอาวุธอยู่
ฝ่ายช่างเฒ่าตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้น "ใต้เท้า ได้ความรู้มากโขเลยขอรับ เพียงแต่วิธีสร้างเกราะหนักกิเลนทมิฬนั้นซับซ้อนเกินไป ยังต้องใช้เวลาขัดเกลาฝีมืออีกสักพัก"
"ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน เจ้าลองดูสิ่งนี้ก่อนว่าพอจะทำได้หรือไม่" พูดจบ เขาก็หยิบแบบแปลนวิธีสร้างเกราะนวมออกมา
ช่างตีเหล็กพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "ใต้เท้า เกราะนวมนี้เหมาะกับเมืองเหนือของพวกเราเป็นที่สุด กรรมวิธีสร้างก็ง่ายกว่าเกราะหนักกิเลนทมิฬมากนัก ข้าสามารถเริ่มงานได้ทันทีเลยขอรับ"
"ต้นทุนเท่าไหร่?" นี่คือปัญหาที่ลู่หมิงปวดหัวที่สุด
ตอนนี้เงินทองไหลออกดั่งสายน้ำ
"ใช้เงินไม่เท่าไหร่ขอรับ ฝ้ายพวกเราขนกลับมาจากค่ายโจรเสียดเมฆาคราวก่อนมีอยู่มากโข เพียงพอสำหรับคนนับหมื่น ส่วนแผ่นเหล็กพวกเราตีขึ้นเองได้ ก็แค่ต้องซื้อเหล็กดีๆ มาบ้าง บ่ายนี้ข้าจะไปสั่งของที่ตระกูลโจวขอรับ!"
ตอนนั้นเองลู่หมิงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ คราวก่อนที่กวาดล้างค่ายโจรเสียดเมฆา คลังสินค้าของพวกมันแทบจะว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงฝ้ายและเสื้อนวมที่ทำไม่เสร็จจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกขนกลับมาด้วยทั้งหมด
ช่างบังเอิญดียิ่งนัก
"ดี เช่นนั้นบ่ายนี้เจ้าไปจัดการซื้อของ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเบิกจากบัญชี ก่อนเข้าหน้าหนาวต้องทำเกราะนวมออกมาให้ได้สี่พันชุด"
"ขอรับ ใต้เท้า!" ช่างตีเหล็กลังเลอยู่เล็กน้อย แม้เวลาจะกระชั้นชิด แต่หากได้พวกลูกศิษย์ช่วยกันทำ ก็น่าจะพอทำได้
เมื่อตกลงทุกอย่างเรียบร้อย
ลู่หมิงก็โล่งใจ รอให้ทำเกราะนวมเสร็จก่อน ค่อยเริ่มทำเกราะหนักกิเลนทมิฬ
ในเวลาเดียวกัน ณ ตระกูลหลี่ เมืองหงตู ผู้นำตระกูลหลี่ 'หลี่เหริน' กำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้องโถงใหญ่ ด้านล่างมีน้องรอง 'หลี่ฉี' และลูกเขย 'จางหมิง' นั่งอยู่ด้วย
จางหมิงในเวลานี้ ดูฮึกเหิมลำพองใจ
กลับมามีราศีจับเหมือนดังวันวาน
หลี่เหรินจิบชาคำหนึ่ง แล้วปรายตามองลูกเขยพลางกล่าวว่า "ครั้งนี้ตระกูลหลี่ของเราโชคดี ผู้บังคับการกองพันธงเมฆาแห่งอำเภอเฟิงเหลยกวาดล้างค่ายโจรเสียดเมฆาจนสิ้นซาก และเข้าควบคุมเส้นทางการค้า ดังนั้นกองคาราวานของตระกูลหลี่ จึงสามารถเดินทางได้สะดวกโยธินอีกครั้ง
พ่อตาของเจ้ามาขอร้องข้า ข้าจึงยอมให้โอกาสเจ้าอีกสักครั้ง
แต่จงจำไว้ ยามผ่านอำเภอเฟิงเหลย ต้องแวะไปคารวะที่จวนผู้บังคับการกองพันธงเมฆา และมอบของกำนัลของพวกเราให้ถึงมือ
อย่าได้เสียมารยาทแม้แต่น้อย ได้ยินมาว่าผู้บังคับการท่านนี้ เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเมืองหงตู ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด"
เห็นได้ชัดว่า ภรรยาของหลี่เหรินและลูกสาวลูกเขย ปิดบังความจริงเรื่องนี้ไว้ได้มิดชิดจริงๆ
เขาไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยว่า ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ตนกล่าวถึง ก็คือลูกเขยอีกคนของเขานั่นเอง
"ท่านลุงวางใจ ครั้งนี้ข้าจะไม่ทำให้เสียเรื่องแน่นอนขอรับ!" จางหมิงรีบรับคำ
ท่าทางดูนอบน้อมถ่อมตนยิ่งนัก
"ดี เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ"
"ขอรับ ท่านลุง!" จางหมิงรับคำ คารวะพ่อตาของตนอีกครั้ง แล้วจึงถอยออกไป
เมื่อในห้องโถงเหลือเพียงสองพี่น้อง
หลี่ฉีเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ "ท่านพี่ พวกเราเตรียมค่าผ่านทางไว้แล้ว อีกอย่างไม่ว่าจะพูดอย่างไร ผู้บังคับการธงเมฆากับบิดาของหวังเย่ว์ก็เป็นเพื่อนร่วมราชการ แค่บอกกล่าวกันก็น่าจะได้แล้ว เงินของขวัญหนึ่งหมื่นตำลึง มันจะไม่มากเกินไปหรือ
ในความเห็นข้า ให้สักห้าพันตำลึงก็น่าจะพอแล้ว"
หลี่เหรินปรายตามองน้องชายของตน "เจ้านี่มันไม่รู้อะไรเลย ตอนนี้ทั่วทุกแห่งหนล้วนวุ่นวาย อำเภอเฟิงเหลยเป็นชุมทางคมนาคมที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ผ่านไปได้ก็จบเรื่อง หากมีคนมาปล้นชิงสินค้า ไม่แคล้วต้องพึ่งพาผู้บังคับการท่านนั้น
ตอนนี้ไม่ผูกมิตรไว้ รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยวิ่งไปหา เจ้าคิดว่าคนเขาจะสนใจเจ้าหรือ
อีกอย่าง ผู้บังคับการกองพันธงเมฆาท่านนี้ไม่ธรรมดา ข้าได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพรักษาการณ์ให้ความสำคัญมากที่สุด
เหนือกว่าผู้บังคับการคนอื่นๆ อยู่ขั้นหนึ่ง"
พูดถึงตรงนี้ เขาอดส่ายหน้าไม่ได้ แววตาฉายแวววิตกกังวล
น้องชายทั้งสองของเขา หลี่ฉีนั้นไม่รู้อะไรเลย ส่วนน้องชายอีกคนก็เอาแต่ร่ายรำทำเพลงแต่งกลอน
บรรดาลูกชาย ก็เป็นเพียงพวกเฝ้าบ้านไร้ความกล้าหาญบุกเบิก
ตอนนี้เห็นอยู่ว่ากลียุคกำลังจะมาถึง
ถึงตอนนั้นตระกูลหลี่ จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็สุดรู้
เมื่อไม่นานมานี้ สหายเก่าต่างเมืองของเขาคนหนึ่ง เพราะเกิดจลาจลในพื้นที่ คนทั้งตระกูลถูกฆ่าล้างโคตรไม่เหลือรอด
พวกผู้หญิงยิ่งถูกย่ำยีอย่างน่าอนาถ
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ยามค่ำคืนเขามักจะสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดผวา
วางใจไม่ได้จริงๆ
"ปัง!" หลี่เหรินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ แล้วมองหน้าน้องชาย
"สองสามวันนี้เจ้าไม่ต้องทำอะไร ไปจ้างวานผู้คุ้มกันมาเพิ่ม คัดเลือกคนที่ประวัติขาวสะอาด กล้าบู๊กล้าลุย อย่าเห็นแก่ของถูก เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของตระกูลหลี่
เจ้าอย่าได้ทำเป็นเล่นไป"
"ท่านพี่วางใจ ข้ากลับไปจะรีบจัดการ"
หลี่ฉีรับคำ แล้วลุกขึ้นเดินออกไป
พอเดินพ้นห้องรับแขก ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ รู้สึกว่าพี่ชายคนโตผู้นี้ตีตนไปก่อนไข้เกินไปแล้ว
ตอนนี้แม้จะมีความวุ่นวายอยู่บ้าง
แต่เมืองหงตูก็มีกองทัพนับหมื่นประจำการอยู่ เขารู้สึกว่ายังปลอดภัยดี
อย่างน้อย หลายปีมานี้ก็ไม่เคยเกิดเรื่องอะไร
แต่ทว่า ในตระกูลหลี่แห่งนี้ พี่ใหญ่ใช้อำนาจเผด็จการจนชินแล้ว
เขาจึงทำได้เพียงเชื่อฟัง
อีกด้านหนึ่ง หลังจากลู่หมิงสั่งการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
ก็เตรียมตัวยกระดับการบ่มเพาะพลังของตนเอง
ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมาย แม้การฝึกฝนจะไม่ได้ละทิ้ง
แต่ก็รู้สึกว่าด้วยระดับพลังในตอนนี้ หากจะก้าวหน้าไปอีกขั้น ยังขาดอะไรไปบ้าง
ตอนนี้ในร้านค้าระบบยังมีคะแนนเหลืออีกหลายหมื่นแต้ม
เขาเตรียมจะแลกเปลี่ยนยาเม็ดโคจรโลหิตมาสักหน่อย เพื่อผลักดันระดับพลังให้สูงขึ้นไปอีก
ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อมา เขาแทบจะขลุกอยู่กับการฝึกฝนทุกวัน
แม้แต่เลือดล้ำค่าสัตว์อสูรที่แลกมาคราวก่อน ก็ใช้จนหมดเกลี้ยง
ชั่วพริบตา เวลาหนึ่งเดือนครึ่งก็ผ่านพ้นไป
ในช่วงเวลานี้ คนใต้บังคับบัญชาของลู่หมิง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย
พร้อมกันนั้น หิมะแรกหลังจากลู่หมิงข้ามมิติมายังโลกนี้ ก็โปรยปรายลงมา
[จบแล้ว]