- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 42 - ถูกปฏิเสธ
บทที่ 42 - ถูกปฏิเสธ
บทที่ 42 - ถูกปฏิเสธ
บทที่ 42 - ถูกปฏิเสธ
ลู่หมิงรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั่วร่าง เสื้อผ้าเปียกชุ่ม มือที่กำด้ามดาบแน่นแทบจะมีเลือดซึมออกมา
ท้องฟ้ามืดครึ้มหม่นหมอง เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังระงมเข้าหู เขาพบว่าตนเองสวมใส่ชุดรบสีแดง ทับด้วยเกราะหนังสีดำ
ม้าศึกใต้ร่างกำลังห้อตะบึงไปเบื้องหน้า
ฝั่งตรงข้ามคือชนเผ่าซยงหนูที่มีใบหน้าดุร้ายถมึงทึง
พวกมันกวัดแกว่งดาบโค้งพุ่งตรงเข้ามา
ปากก็ตะโกนถ้อยคำภาษาที่เขาฟังไม่เข้าใจ
ทันใดนั้นในห้วงสมองก็ปรากฏคำคำหนึ่งขึ้นมา... "ผนึกภูเขาหมาป่า"
สนามรบในครานี้ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นการติดตามแม่ทัพฮั่วกู้ปิ้งบุกตะลุยเข้าสู่ทุ่งหญ้าทะเลทราย
ลู่หมิงไม่มีเวลาให้คิดมากความ ยามที่ควบม้าสวนทางกับทหารซยงหนูคนหนึ่ง ดาบคาดเอวในมือก็ตวัดออกไปโดยอาศัยแรงเฉื่อยจากการพุ่งตัวของม้าและร่างกายช่วยเสริมแรง
"ฉัวะ!"
พละกำลังมหาศาลฟันศีรษะของทหารซยงหนูผู้นั้นกระเด็นหลุดจากบ่า
โลหิตพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทว่าวินาทีต่อมา เพราะมิอาจควบคุมม้าศึกได้ เขาจึงถูกชนกระแทกจนปลิวตกจากหลังม้า
ยามร่างกระแทกพื้น รู้สึกได้ถึงกีบม้านับไม่ถ้วนที่ย่ำเหยียบลงมา
พร้อมกับคมศาสตราวุธที่ฟาดฟันใส่ร่าง
เพียงครู่เดียวสติก็ดับวูบไป
เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง เขายังคงนั่งอยู่บนหลังม้ากำลังพุ่งชาร์จเข้าใส่ศัตรู มองเห็นเลือนลางว่าเบื้องหน้านั้นคือชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ควบขี่อยู่บนอาชา
ร่างกายของคนผู้นั้นเหยียดตรงดุจปลายหอก ยามที่กระบี่ยาวในมือชี้ไปเบื้องหน้า กลับมองเห็นแสงสีแดงฉานส่องประกายวูบวาบ ท่ามกลางแสงสว่างนั้นฉายให้เห็นภาพเหตุการณ์ในสนามรบ
นี่คือแม่ทัพฮั่วกู้ปิ้งกระนั้นหรือ
ในยามนั้นเอง สายลมกรรโชกแรงพัดวูบลงมาจากเหนือศีรษะ
เป็นทหารม้าซยงหนูผู้หนึ่ง
แววตาของลู่หมิงส่องประกายวาวโรจน์ คมดาบฟาดฟันออกไปเบื้องหน้าอย่างลื่นไหลไร้ติดขัด
"ฉัวะ!"
ไหล่ของนักรบซยงหนูถูกผ่าแยกออกอย่างง่ายดาย
ครานี้เขามีประสบการณ์มากกว่าครั้งก่อน จึงสามารถสังหารศัตรูไปได้กว่ายี่สิบคน ก่อนจะถูกหอกยาวแทงจนร่างลอยกระเด็น
ครั้งที่สามที่ปรากฏตัวในสนามรบ เขาสังหารไปยี่สิบหกคน และทักษะการขี่ม้าก็รุดหน้าไปอีกขั้น
ครั้งที่สิบที่ปรากฏตัวในสนามรบ พวกเขากำลังรุมล้อมแม่ทัพซยงหนูผู้หนึ่ง
ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งเกินไป เพียงยกมือขยับเท้าก็ทำให้ห้วงอากาศรอบด้านสั่นสะเทือน
สุดท้ายเขาถูกเงามายารูปหัวหมาป่าสีทองครอบคลุมร่าง ก่อนที่สติจะดับวูบไป
เมื่อได้สติกลับคืนมา แววตาของลู่หมิงยังคงฉายแววหวาดผวา
เขาไม่เข้าใจว่าพลังที่ฝ่ายตรงข้ามปลดปล่อยออกมานั้นคือพลังชนิดใด ไฉนจึงได้ทรงอานุภาพและป่าเถื่อนถึงเพียงนั้น
เมื่อมองออกไปด้านนอก พบว่าท้องฟ้ามืดสนิทไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
เขาไม่ได้ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากการฝึกฝนในครั้งนี้ รีบนำเลือดล้ำค่าสัตว์อสูรมาชโลมกาย จากนั้นกลืนยาวิเศษลงไปหนึ่งเม็ด แล้วเริ่มโคจรพลังฝึกฝนต่อทันที
หากมองจากภายนอก จะพบว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่างของลู่หมิงกำลังสั่นระริกอย่างต่อเนื่อง
มิหนำซ้ำยังมีแสงสว่างเรืองรองแผ่ออกมา
ภายในร่างกายราวกับมีสัตว์ร้ายที่กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาก็มิปาน
.....
ขณะที่ลู่หมิงกำลังฝึกฝนอยู่นั้น
อีกด้านหนึ่ง ณ กรุงซ่างจิง เมืองหลวงแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋ ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬาร เต็มไปด้วยแสงสีแดงฉานวูบวาบ หากพินิจดูให้ดีจะพบว่านั่นมิใช่แสงจากคบเพลิง หากแต่เป็นหินเปล่งแสงที่ถูกวางประดับไว้
แสงสีแดงส่องสว่างไปทั่วทั้งคฤหาสน์
ไอหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง
ทหารองครักษ์เฝ้าประตูสวมใส่ชุดเกราะสีทอง ปราณโลหิตดุจควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี
ภายในห้องรับแขก แม้จะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่ชายชราสองท่านยังคงสวมใส่เพียงชุดผ้าไหมบางเบา
ทว่าพวกเขากลับไม่รู้สึกหนาวเย็นเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้ากลับแดงเปล่งปลั่งเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายก็สวมใส่อาภรณ์น้อยชิ้น
แท้จริงแล้วหินสีแดงในสวนเหล่านั้น มิเพียงให้แสงสว่าง แต่ยังแผ่ไออุ่นออกมา
ทำให้ทั่วทั้งคฤหาสน์มีอุณหภูมิดุจฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งสี่ฤดู
ชายชราผู้หนึ่งรูปร่างท้วม ใบหน้าเหลี่ยม จิบน้ำชาคำหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น
"ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ วันนี้ท่านมาหาข้า ย่อมต้องมีธุระอันใดเป็นแน่ เราสองคนก็นับเป็นคนกันเอง ท่านไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมปิดบัง"
"ดี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว หลายปีมานี้ท่านพร่ำบ่นว่าอยากจะรับศิษย์ที่เหมาะสมสักคนมิใช่หรือ ข้าหาให้ท่านสักคนเป็นอย่างไร!"
หลี่เหยียนเอ่ยขึ้นคล้ายพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
ชายชราที่นั่งอยู่ตรงข้าม คือราชครูเหอซงแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋ ผู้ซึ่งเล่าลือกันว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสำนักเซียน
หลายปีมานี้ เขาปรารถนาจะหาศิษย์สักคน ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตคือการปั้นลูกศิษย์ให้ได้รับการยอมรับจากสำนักเซียน
เรื่องนี้ผู้คนต่างรู้กันทั่ว
"โอ้? ไม่ทราบว่าท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่จะแนะนำผู้ใด?"
"เป็นคนรุ่นหลังของข้าคนหนึ่ง พรสวรรค์นับว่าไม่เลว หากท่านยินดี ข้าจะจัดแจงให้พวกท่านได้พบกัน..."
ยังไม่ทันที่หลี่เหยียนจะกล่าวจบ เหอซงก็ยกมือขึ้นห้าม
"ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ คนผู้นั้นข้าคงไม่ขอพบแล้ว ท่านเองพลังโลหิตเหือดแห้ง อายุขัยเหลืออีกไม่มาก จงดูแลเรื่องของตนเองเถิด ไยต้องมาเหนื่อยยากเพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน อีกอย่างเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้รับปากว่าจะรับบุตรชายของท่านอ๋องหย่งเป็นศิษย์แล้ว
ช่วงก่อนหน้านี้ เขาเดินทางไปปราบกบฏที่แคว้นอวี่โจว เพียงใช้ง้าวกรีดนภาด้ามเดียว ก็สังหารยอดฝีมือระดับเดียวกันไปถึงสามคน ทั้งที่เพิ่งบรรลุขั้นปราณแท้ แต่กลับฝึกฝนเจตจำนงจนบรรลุขั้นความสำเร็จเล็กน้อยได้แล้ว พรสวรรค์ช่างล้ำเลิศจริงๆ!"
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว การบ่มเพาะ 'เจตจำนง' หรือ 'พลังสภาวะ' นั้นยากยิ่งกว่าการทะลวงระดับพลัง
ระดับพลังค่อยๆ ฝึกฝนสั่งสมได้ แต่เจตจำนงยิ่งตระหนักรู้ได้เร็วยิ่งดี
คำพูดของเหอซง ทำให้สีหน้าของหลี่เหยียนแปรเปลี่ยนไป
"ท่านไม่รู้หรือว่าหลายปีมานี้อ๋องหย่งกระทำการสิ่งใดบ้าง?"
"รู้แล้วอย่างไร สำหรับข้า บุตรชายของเขาสำคัญที่สุด หากสามารถปั้นยอดขุนนางผู้ค้ำจุนแผ่นดิน หรือศิษย์ที่ก้าวเข้าสู่สำนักเซียนได้ จะสนับสนุนใครก็มิใช่เรื่องสำคัญอันใด"
เหอซงกล่าวเรียบๆ
จากนั้นสายตาของเขาก็ตกอยู่ที่ร่างของหลี่เหยียน แล้วกล่าวต่อว่า "ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ การที่ท่านลามาไว้ทุกข์ในครานี้ ฝ่าบาทยังมิได้กำหนดตำแหน่งหน้าที่ให้ท่านอย่างเป็นทางการกระมัง อันที่จริงท่านควรจะถอยก็ถอยเสียเถิด จะได้เสพสุขในบั้นปลายชีวิตที่เหลือ
โลกใบนี้ ท้ายที่สุดแล้วย่อมเป็นของผู้ฝึกยุทธ์ ท่านถือเป็นตัวประหลาดที่ไม่เหมือนใคร แต่สวรรค์คงไม่มอบเวลาให้ท่านมากนัก นี่ถือเป็นคำเตือนสุดท้ายจากสหายเก่าเช่นข้า"
"ฮึ ดี ดีมากเหอซง ถือเสียว่าข้าตาบอดที่เคยเห็นเจ้าเป็นสหาย"
"ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ ไยต้องพูดจาตัดรอนถึงเพียงนี้ วันหน้าเพื่อลูกศิษย์หรือคนรุ่นหลังของท่าน ไม่แน่ว่าอาจจะต้องมาขอให้ข้าชี้ทางรอดให้ก็ได้
ท่านอย่าได้โกรธเคืองเลย จริงๆ แล้วคนใต้บังคับบัญชาของท่านมีสภาพเช่นไร ข้าล้วนเคยเห็นมาหมดแล้ว พวกมันจะเป็นศิษย์ของข้า ยังถือว่าคุณสมบัติไม่ถึงขั้น" เหอซงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
จากนั้นก็โบกมือ เป็นสัญญาณไล่แขก
หลี่เหยียนโกรธจนตัวสั่น สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากประตูไป
เหอซงมองดูแผ่นหลังของหลี่เหยียนแล้วพึมพำกับตนเองช้าๆ "ชั่วชีวิตของเจ้า หากสลัดทิ้งซึ่งพวกคนบ้านเดียวกันหรือสหายเก่าคร่ำครึเหล่านั้นได้ ไม่แน่อาจจะพลิกฟื้นสถานการณ์ได้จริงๆ แต่น่าเสียดายตอนนี้คงหมดหวังแล้ว สำนักของข้าไม่รับขยะ"
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าเรือนหลัง
นับตั้งแต่รับศิษย์คนใหม่ เขาถึอว่ามีแรงจูงใจเปี่ยมล้นไปทั่วร่าง
ส่วนหลี่เหยียนที่เพิ่งเดินพ้นประตูมา ได้แต่ทอดถอนใจยาว แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงในอดีต บัดนี้กลับดูค่อมลงไปถนัดตา
ชั่วชีวิตนี้ เขาไม่เคยเอ่ยปากขอร้องใคร
ครั้งนี้ตั้งใจจะแบกหน้ามาเอ่ยปากกับเหอซง เพื่อแนะนำลู่หมิงให้เป็นศิษย์ เผื่อว่ายามตนตายไป สองตายายจะได้วางใจว่าหลานเขยมีที่พึ่งพิง
ผู้ใดจะคาดคิด
กลับถูกคู่ปรับตลอดกาลอย่างอ๋องหย่งชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
มิหนำซ้ำ เหอซงยังดูพึงพอใจในตัวศิษย์ใหม่ผู้นั้นเป็นอย่างมาก
ถึงขนาดไม่มีเจตนาจะชายตามองลู่หมิงแม้แต่น้อย
ดูท่าแล้ว ทั้งหมดนี้คงเป็นลิขิตสวรรค์
นอกเหนือจากความเป็นห่วงลู่หมิงแล้ว อนาคตของราชวงศ์ต้าอวี๋ ยามนี้ยิ่งดูน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีก
และในขณะเดียวกัน ลู่หมิงในเวลานี้ ก็กำลังฝึกฝนเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่า เลือดล้ำค่าสัตว์อสูรที่ชโลมกายกำลังระเหยกลายเป็นไอ
ผิวหนังที่ปรากฏออกมานั้น ประกายแสงสีโลหะยิ่งมายิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
[จบแล้ว]