- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 25 - การเปลี่ยนแปลง
บทที่ 25 - การเปลี่ยนแปลง
บทที่ 25 - การเปลี่ยนแปลง
บทที่ 25 - การเปลี่ยนแปลง
วันนี้ลู่หมิงตื่นแต่เช้าตรู่ เมื่อมาถึงลานฝึกยุทธ ก็พบว่าทุกคนกำลังทานข้าวกันอยู่ น้ำซุปกระดูกลอยมันย่องกับหมั่นโถวลูกใหญ่ ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
จางเหมิงถือชามใบใหญ่เดินเข้ามา หลังจากผ่านการบำรุงมาระยะหนึ่ง ในที่สุดร่างกายก็เริ่มมีเนื้อหนังมังสา ประกอบกับการฝึกหนักทุกวัน ภายใต้เสื้อกั๊กจึงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง
ยืนอยู่ตรงนั้น รัศมีความดุดันแผ่ซ่านออกมาทั่วร่าง
"ระดับพลังทะลวงผ่านแล้วหรือ"
ลู่หมิงถามยิ้มๆ
ตอนนี้จางเหมิงรับผิดชอบพาคนนับร้อยออกตรวจตราตามท้องถนน ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในตำบลเฟิงเหลย
แต่เรื่องการฝึกยุทธก็ไม่ได้ทิ้ง เขากับซุนเถียนกลับเป็นคนที่ฝึกหนักที่สุด ช่วงก่อนหน้านี้ก็เพิ่งบรรลุขั้นขัดเกลากายาระดับกลาง
"ปิดบังใต้เท้าไม่ได้จริงๆ เมื่อวานเพิ่งจะถึงขั้นขัดเกลากายาระดับปลาย ก็ถูกท่านดูออกเสียแล้ว" จางเหมิงฉีกยิ้มกว้าง
กลิ่นคาวเนื้อโชยเข้าจมูก
ลู่หมิงถอยหลังไปสองก้าวอย่างแนบเนียน
"ไม่เลว ไม่ทำให้ข้าขายหน้า"
รอยยิ้มบนหน้าจางเหมิงยิ่งกว้างขวางขึ้น มีแต่คนที่เคยลำบากมาก่อน ถึงจะรู้ว่าชีวิตในตอนนี้มีค่าเพียงใด
ดังนั้นเขาและซุนเถียนจึงขยันที่สุด
โชคดีที่เคล็ดวิชาทหารร้อยศึก ในช่วงแรกไม่ได้ต้องการรากฐานกระดูกที่ดีมากนัก ขอแค่ยอมทนลำบากฝึกฝน ก็จะเห็นผล
แต่ขีดจำกัดสูงสุดก็ไม่ได้สูงมาก
ทว่าสำหรับจางเหมิง แค่ได้ฝึกยุทธ ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
"ใต้เท้า ตอนนี้กองพันของเรา เรียกได้ว่าไพร่พลเข้มแข็ง ม้าศึกพีมัน พี่น้องทุกคนบรรลุขั้นขัดเกลากายากันหมดแล้ว แม้แต่พวกพลกำลังก็มีแปดสิบคนที่ถึงขั้นขัดเกลากายา เทียบชั้นทหารเดนตายได้เลยขอรับ!"
พูดถึงตรงนี้ แววตาก็เป็นประกาย
ขุมกำลังขนาดนี้ ในรัศมีร้อยลี้ นอกจากกองทัพเขาดำแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวใครอีก
"อืม ดาบตัดอาชาตีไปถึงไหนแล้ว"
"เกือบครบแล้วขอรับ อีกสองวันน่าจะแจกจ่ายให้พี่น้องได้ครบ ค่ายกลดาบตัดอาชาก็ฝึกจนชำนาญแล้ว"
จางเหมิงซดน้ำซุป แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลู่หมิงพยักหน้า
ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย
แต่ทันใดนั้น ใบหน้าของจางเหมิงก็ฉายแววกลัดกลุ้ม
"ใต้เท้า ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว เดี๋ยวก็จะเข้าหน้าหนาว อีกสักสองสามเดือน โจรป่าบนเขาดำก็คงจะลงมาขอยืมเสบียงแล้วขอรับ" นี่เป็นธรรมเนียมของทุกปี
ในอดีต สามตระกูลใหญ่จะเป็นคนเจรจา รวบรวมเสบียงให้เพียงพอแล้วส่งมอบให้โจรป่า
นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตำบลเฟิงเหลยยากจนข้นแค้น
ปีนี้ ตำบลเฟิงเหลยมีลู่หมิง เรื่องเหล่านี้ย่อมต้องตกเป็นหน้าที่ของเขา จะให้หรือจะสู้ ล้วนขึ้นอยู่กับความคิดของเขาเพียงผู้เดียว
"ความแข็งแกร่งระดับไหน"
"โจรป่าที่อยู่ใกล้ตำบลเฟิงเหลยมีสามกลุ่ม กลุ่มแรกคืออารามเมฆขาว ข้างในมีนักพรตเหินเวหาพำนักอยู่ ว่ากันว่าเป็นยอดฝีมือขั้นฝึกกระดูกระดับปลายสูงสุด วิชาตัวเบาล้ำเลิศ มีสมุนนับพันคน อีกแห่งคือภูเขาโพรงผา เจ้าภูเขาชื่อวชิระทมิฬ อยู่ขั้นฝึกกระดูกระดับปลายสูงสุดเช่นกัน มีสมุนสองพันกว่าคน
ที่ร้ายกาจที่สุดคือค่ายโจรเสียดเมฆา หัวหน้าค่ายชื่อหัตถ์ลูบฟ้า 'ตู้หยุน' มีสมุนกว่าห้าพันคน ระดับพลังอยู่ที่ขั้นโคจรโลหิตระดับปลาย ได้ยินว่าฝึกวิชาหัตถ์เสียดเมฆา สามารถทำลายทองคำตัดศิลาได้
แต่พวกลูกกระจ๊อกฝีมือไม่เท่าไหร่ขอรับ"
จางเหมิงแนะนำทีละกลุ่ม
ลู่หมิงขมวดคิ้ว ความแข็งแกร่งระดับนี้ถือว่าแกร่งจริง
มิน่าเล่าพ่อค้าแม่ขายจากทั่วสารทิศถึงยอมจ่ายเงินแต่โดยดี
แต่ทว่า หากต้องแตกหักกันจริงๆ ฝ่ายเขาใช่ว่าจะไม่มีข้อได้เปรียบ
ตัวเขาในตอนนี้ หลังจากผ่านการฝึกฝนมาสามเดือน ระดับพลังก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นโคจรโลหิตระดับต้นแล้ว พลังสภาวะหรือเจตจำนงก็ใกล้จะถึงขั้นความสำเร็จใหญ่ ตอนนี้ยังเหลือคะแนนอีกหมื่นกว่าคะแนน เขาเตรียมจะแลกคัมภีร์บททดสอบอีกครั้ง
เพื่อยกระดับเจตจำนงให้ถึงขั้นความสำเร็จใหญ่ในรวดเดียว
ถึงเวลานั้น ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับขั้นโคจรโลหิตระดับปลาย ก็พอจะมีแรงสู้ไหว
"จางเหมิง ช่วงนี้สืบข่าวของสามค่ายนี้ให้มากหน่อย"
"ขอรับ ใต้เท้า!"
จางเหมิงรับคำแล้วถอยออกไป
ลู่หมิงกลับเข้าไปยังเรือนหลัง ตอนนี้มีห้องหับมากขึ้น เขาจึงมีห้องฝึกยุทธส่วนตัว
เวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับมือกับโจรป่า
สามเดือนที่ผ่านมา เงินในมือแม้จะเหลืออยู่เกือบหกหมื่นตำลึง แต่หากคิดจะขยายกำลังพล ก็ยังห่างไกลนัก
อีกทั้งเขาต้องการเลื่อนขั้น ต้องการสร้างชุดเกราะ
ล้วนต้องใช้เงินมหาศาล
เงินหกหมื่นตำลึง โยนลงน้ำยังแทบไม่เห็นพรายน้ำ
ดังนั้น ไม่ใช่แค่โจรป่าที่อยากปล้นเขา ลู่หมิงเองก็อยากจะหาเงินจากพวกมันเช่นกัน
แถมการเลื่อนขั้นของเขาก็ต้องการผลงาน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้ หลายอย่างต้องมีการวางแผน
เมื่อนั่งลงเรียบร้อย เขาทำการแลกเปลี่ยนคัมภีร์ทันที
และยังมี 'ยาเม็ดหลอมโลหิต' อีกหนึ่งเม็ด นี่เป็นยาที่ต้องกินหลังจากบรรลุขั้นโคจรโลหิต
สามารถชำระล้างสิ่งเจือปนในเลือด และมีสรรพคุณเพิ่มพูนพลังโลหิต
เพียงแต่ราคามันแพงเกินไป ยาเม็ดเดียวห้าพันคะแนน ดูท่าคงต้องหาคะแนนเพิ่มต่อไป
เมื่อทุกอย่างพร้อม ลู่หมิงก็เปิดคัมภีร์ออกทันที
วินาทีถัดมา เขาก็ถูกดึงเข้าสู่สนามรบ
"ซ่า ซ่า!"
ฝนห่าใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า
บนพื้นมีแอ่งน้ำขังอยู่มากมาย
แต่มันเป็นสีเลือด
น้ำฝนไหลลงมาตามศีรษะ ทำท่าจะไหลเข้าปาก ลู่หมิงเม้มริมฝีปากแน่น
กลิ่นอายความรกร้างและเก่าแก่ปะทะเข้าใบหน้า
คนรอบข้างกำลังเข่นฆ่ากัน ปากตะโกนภาษาที่ฟังดูแปลกหู
เป็นภาษาที่ลู่หมิงไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่กลับเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายสื่อสารได้อย่างชัดเจน
สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเรียกว่า 'มู่เหย่' เขาอยู่ฝ่ายราชวงศ์ซาง
ฝ่ายตรงข้ามคือกองทัพที่นำโดยโจวอู่หวาง
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นสงครามมู่เหย่อันโด่งดัง
ในมือของเขากำดาบทองสัมฤทธิ์เล่มหนึ่ง
เวลานี้ไม่อาจลังเล เขาฟาดฟันตรงไปข้างหน้าทันที
คู่ต่อสู้คือชายแก่คนหนึ่ง บนตัวพันด้วยแผ่นทองแดง ผมขาวโพลน แต่จากร่างกายที่เผยออกมา เห็นได้ว่ากำยำล่ำสันมาก
ตอนนี้กำลังหันหลังให้ลู่หมิง
แต่ทว่า ในจังหวะที่คมดาบของเขาฟาดลงไป
ทหารเฒ่าผู้นั้นราวกับมีตาหลัง พลิกตัวกลับมาด้วยความเร็วสูง หอกยาวแทงสวนกลับมาทันควัน
ลู่หมิงตวัดดาบกลับ ปะทะกับหอกยาว
"เคร้ง!" ฝ่ามือของเขาสะเทือนจนชาหนึบ
ระดับพลังของตาแก่นี่ ต้องอยู่ขั้นโคจรโลหิตแน่นอน หากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งทะลวงขั้น และเข้าใจในเจตจำนง การปะทะเมื่อครู่ ดาบในมือคงกระเด็นหลุดมือไปแล้ว
แววตาฉายความประหลาดใจ
แต่ลู่หมิงไม่กล้าชักช้า ขยับกายเข้าประชิด คมดาบตวัดวูบ
ลำคอของทหารเฒ่าถูกปาดขาด
เลือดสดๆ ไหลทะลัก
ตายคาที่ในสนามรบ
ลู่หมิงมองหาคู่ต่อสู้คนต่อไป
สุดท้ายหลังจากสังหารไปได้สามคน เขาก็ถูกหอกยาวตรึงร่างไว้กับพื้น
ทำได้เพียงมองดูเลือดไหลรินตามด้ามหอกลงสู่พื้นดิน
สิ้นใจตาย
ครั้งที่สอง เขาฆ่าไปได้ห้าคนติดต่อกัน ก่อนจะถูกลูกธนูยิงทะลุศีรษะ
ครั้งที่สาม หลังจากต้องแลกด้วยแขนข้างหนึ่ง สังหารทหารเฒ่าขั้นโคจรโลหิตระดับกลางที่รุมล้อมสามคนไปได้ แต่พริบตาถัดมาก็ถูกปราณกระบี่อันคมกริบฟันขาด
ครั้งสุดท้าย เขาเห็นยอดฝีมือบินว่อนอยู่เต็มท้องฟ้า ในมือถือของวิเศษนานาชนิด ขี่สัตว์เทพในตำนานที่กำลังคำรามกึกก้อง เขาถูกเศษเสี้ยวประกายดาบที่กระเด็นมาโดน ร่างกายระเบิดเป็นหมอกเลือด
เมื่อได้สติกลับมา ความตกตะลึงในแววตายังคงไม่จางหายไป
คนพวกนั้นแข็งแกร่งเกินไป ทิ้งความประทับใจไว้อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะประกายดาบที่กระเด็นออกมานั้น ให้ความรู้สึกราวกับฟ้าดินจะถล่มทลาย
นี่หรือคือยอดฝีมือที่แท้จริง
จากนั้น ยาเม็ดก็ถูกยัดเข้าปาก
หลังจากกลืนลงไป ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
เจตจำนงของเขา ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในช่วงเวลานี้ ในสนามรบที่เต็มไปด้วยคาวเลือดและพายุฝน เริ่มมีตัวตนที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศปรากฏขึ้น แม้จะยังเลือนรางก็ตาม
[จบแล้ว]