- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 19 - การทะลวงผ่านอีกครั้ง
บทที่ 19 - การทะลวงผ่านอีกครั้ง
บทที่ 19 - การทะลวงผ่านอีกครั้ง
บทที่ 19 - การทะลวงผ่านอีกครั้ง
"โอ้ ได้มาเท่าไหร่หรือ?"
ลู่หมิงเริ่มสนใจขึ้นมา อยากจะสร้างตำบลเฟิงเหลยให้เป็นอาณาเขตที่แข็งแกร่ง ต้องใช้เงินมหาศาล
"ตั้งหนึ่งแสนสามหมื่นตำลึงเชียวเจ้าค่ะ สำหรับบ้านข้าเองก็นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่เลย" หลี่ซีโหรวพูดด้วยรอยยิ้ม
แล้วนั่งลงข้างๆ ลู่หมิง
"อีกอย่าง ตอนนี้ท่านพี่ได้เลื่อนเป็นนายพันแล้ว ข้าอยากกลับบ้านสักครั้ง ท่านพี่ว่าได้ไหมเจ้าคะ?"
หลี่ซีโหรวพูดเสียงเบา ไม่กล้าเงยหน้ามอง
นางรู้ว่าตอนที่นางตามลู่หมิงมา เขาต้องเจอกับความลำบากใจแค่ไหน
"เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว อยากกลับบ้านเดี๋ยวพี่พาไป"
ลู่หมิงยิ้มตอบ
ตระกูลจางถูกจัดการแล้ว ตำบลเฟิงเหลยตอนนี้ถือว่าปลอดภัยชั่วคราว
ภรรยาอยากกลับไปเยี่ยมบ้าน ตอนนี้เขามีเวลาว่างแล้ว ก็ควรพาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
แล้วพูดต่อ
"แล้วเจ้าอยากไปเมื่อไหร่ล่ะ?" หลี่ซีโหรวเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ
"รอพี่จัดการธุระสักหน่อย อีกสักวันสองวัน เจ้าว่าดีไหม?"
ลู่หมิงจิบชา
ภรรยาคนนี้ของเขาดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือเกรงใจเขามากเกินไป
"เจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านพี่"
หลี่ซีโหรวตอบอย่างว่าง่าย
หลังจากตกลงกันได้ ลู่หมิงก็เข้าไปในห้องชั้นในเพื่อฝึกฝน
กองทัพเขาดำ เป็นตัวตนที่น่าเกรงขามมาก ในเขตเมืองหงตูถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง
แม้ศักยภาพของตระกูลจาง อาจจะไม่ถึงขั้นทำให้กองทัพเขาดำยกทัพใหญ่มาบุกได้ แต่แค่ส่งหน่วยย่อยมาสักหน่วย ตอนนี้เขาก็อาจจะรับมือไม่ไหว
ดังนั้น การเพิ่มความแข็งแกร่งจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ไม่ใช่แค่ตัวเขา
แต่รวมถึงลูกน้องในสังกัดด้วย
มีเพียงวิธีนี้ ถึงจะรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้
พอเข้าห้องมา เขาก็แลกม้วนภาพจำลองการรบออกมา แล้วเข้าสู่มิตินั้นทันที
ครั้งนี้ ไม่ใช่สนามรบฉางผิงอีกแล้ว แต่เป็นสนามรบโบราณอีกแห่งหนึ่ง
ฝ่ายของเขายืนอยู่บนทุ่งราบเวิ้งว้าง เกราะของเพื่อนร่วมรบแตกหัก ทั่วร่างเปรอะเปื้อนเลือด
ไกลออกไปมีแต่ผู้คน ทัพศัตรูมืดฟ้ามัวดิน
เหมือนกำแพงเหล็ก ถือหอกยาว เดินหน้าบีบเข้ามา
ทุกย่างก้าวที่ย่ำลง ให้ความรู้สึกหนักอึ้งกดดัน
"ท่านนายพล ข้าน้อยขอสู้ตายพร้อมท่าน!"
"ท่านนายพล พวกเราจะตีฝ่าวงล้อมไปพร้อมกับท่าน!"
เสียงตะโกนดังกึกก้องทรงพลัง
สะเทือนจนแก้วหูลู่หมิงสั่นไหว
ตอนนี้เขาถึงสังเกตเห็นว่า ท่ามกลางคนร้อยกว่าคนนี้ มีขุนพลผู้เฒ่าคนหนึ่งสวมเกราะทมิฬ สวมชุดคลุมยาวสีเขียวทับ ใบหน้าแดงดั่งผลพุทราจีน ในมือถือง้าวมังกรเขียว
นั่งองอาจอยู่บนหินก้อนใหญ่
หนวดยาวสลวยปลิวไสวตามลม มีหยดเลือดไหลย้อยลงมา
"พ่ายศึกที่เมืองม่ายเฉิง?"
ลู่หมิงอุทานด้วยความตกใจ
ในขณะนั้นเอง ขุนพลเฒ่าก็ลุกขึ้นยืน
วินาทีถัดมา กลิ่นอายความกล้าหาญชาญชัยก็พุ่งเข้าปะทะหน้า ดวงตาหงส์เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ทำให้ลู่หมิงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่แหนในเกลียวคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะถูกซัดกระจุยได้ทุกเมื่อ
"ลูกหลานเอ๋ย ตามข้าตีฝ่าวงล้อม!"
เสียงดังกังวานราวกับโลหะกระทบกัน
กวนอูกระโดดขึ้นม้า ม้าเซ็กเธาว์พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับก้อนไฟ
คนร้อยกว่าคนรอบข้างรีบควบตาม
ลู่หมิงถือดาบยาว วิ่งตามไปติดๆ
ฉากที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น ท่ามกลางวงล้อมนับหมื่น ขุนพลเฒ่าผู้นั้นราวกับแปลงร่างเป็นมังกรยักษ์ ฉีกกระชากแนวรับศัตรูเป็นทางยาว
ทหารรอบข้างเงื้อดาบไล่ฆ่า
ลู่หมิงปะปนอยู่ในกลุ่ม เห็นเพียงที่ใดที่ท่านผ่านไป ข้าศึกล้วนขวัญหนีดีฝ่อ
จนถึงตอนนี้ เขาถึงได้เข้าใจว่า อะไรคือคำว่า 'พันกองทัพต้องหลีกทาง' ที่แท้จริง
เขาตวัดดาบยาว ฟันคอทหารทัพง่อที่เข้ามาใกล้จนขาดสะบั้น
แต่ในวินาทีถัดมา คนจำนวนมากก็ทะลักเข้ามา
ท่ามกลางดงดาบคมหอก เขาฆ่าไปได้สิบกว่าคน สุดท้ายก็ถูกฟันหัวขาด
พอเข้ามาในสนามรบอีกครั้ง คนรอบข้างเหลือไม่ถึงสิบคน
เขาแกว่งดาบอย่างบ้าคลั่ง แต่สุดท้ายก็ต้านทานไม่ไหว หลังจากฆ่าไปยี่สิบกว่าคน ก็ถูกแทงทะลุคอหอย
ครั้งสุดท้ายที่เข้าสู่สนามรบ ลู่หมิงเริ่มชินกับภาพตรงหน้าแล้ว
เขามองดู 'เทพเจ้าแห่งการต่อสู้' ผู้เลื่องลือในประวัติศาสตร์ สิ้นใจในสนามรบ
และได้เห็นดาบสุดท้ายที่งดงามหยดย้อยของท่าน
ประกายดาบสีเขียวร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทหารง่อนับพันหมื่น ถูกฟันแหลกละเอียด
ในสนามรบปรากฏร่องลึกยาวเหยียด
เบื้องหลังขุนพลเฒ่า คือซากศพทับถมเป็นภูเขาเลากา 'เจตจำนง' ของท่านช่างดุดันและยิ่งใหญ่ แม้ยืนอยู่ไกลๆ ก็ยังทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก
เมื่อท่านสิ้นชีพ
ลู่หมิงก็ถูกคลื่นมนุษย์ถมทับในพริบตา
ไม่เหลือร่องรอยใดๆ
พอลืมตาตื่น เขาก็หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ภาพในสนามรบทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจจะกระดอนออกมา
จากนั้น เขาก็รีบโคจรวิชา 'พลังคชสารมังกร' พร้อมกับกลืนยาเม็ดฝึกกระดูกลงท้อง
เขารู้สึกได้ว่า ทุกครั้งที่เสร็จสิ้นการจำลองรบ การฝึกฝนจะได้ผลดีเป็นทวีคูณ
ย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
ถ้าตอนนี้มีคนอยู่ข้างๆ จะเห็นว่าผิวหนังบนตัวลู่หมิงกำลังสั่นระริกไม่หยุด
กระดูกของเขากระทบกันดัง "กรอบแกรบ"
ลางๆ เหมือนมีกลิ่นอายโบราณลอยอยู่รอบตัวเขา ราวกับสัตว์ร้ายวัยเยาว์จากยุคบรรพกาลกำลังตื่นขึ้น
ด้านหลัง มีเงาของสนามรบปรากฏขึ้นจางๆ
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ในห้องก็มืดสนิทแล้ว
เขาลองเหวี่ยงแขนดู รู้สึกว่ากระดูกแข็งแกร่งขึ้นมาก แม้แต่ร่างกาย ก็ได้รับการขัดเกลาจนแกร่งขึ้น
ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยพลัง
ใบหน้าเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
"ขั้นฝึกกระดูกระดับปลายขั้นสูงสุด อีกแค่ก้าวเดียว ก็จะเข้าสู่ขั้นโคจรโลหิตแล้ว 'เจตจำนง' ก็บรรลุถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อย ตอนนี้ต่อให้เจอขั้นโคจรโลหิตระดับต้นที่ไม่มีเจตจำนง ก็พอฟัดพอเหวี่ยงได้!"
ใบหน้าเขาฉายแววคาดหวัง
หากต้องการรับตำแหน่ง 'ผู้บังคับการ' (เสี้ยวเว่ย) เงื่อนไขคือต้องมีผลงานทางทหาร และระดับพลังขั้นโคจรโลหิต
ตอนนี้ แม้เขายังขาดทั้งสองอย่าง แต่ก็ถือว่าเข้าใกล้ไปอีกก้าวแล้ว
ผู้บังคับการ ถือว่าเข้าสู่ทำเนียบขุนพลของต้าอวี๋ แม้จะเป็นแค่ระดับล่าง แต่ก็มีบรรดาศักดิ์อย่างเป็นทางการ
สถานะต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับนายกองพัน
ไม่เพียงแต่คุมกำลังระดับอำเภอได้ แต่สถานะทางสังคมก็เปลี่ยนไป
ถ้านายกองพัน ยังอาจถูกพวกผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นดูแคลนได้ แต่ถ้าเป็นผู้บังคับการ
ต่อให้เป็นผู้มีอิทธิพลระดับอำเภอ ก็ต้องก้มหัวให้
ไปถึงเมืองหลวง ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาคนหนึ่ง
แต่การจะก้าวไปถึงขั้นนั้น มีแค่เงิน ผลงาน และพลังฝีมือยังไม่พอ ต้องมีผู้ใหญ่คอยหนุนหลังด้วย
ลู่หมิงลุกขึ้นยืน เตรียมจะออกไปดูข้างนอก
ตอนนั้นเอง กลิ่นหอมก็ลอยมาแตะจมูก
พอเปิดประตูเดินออกมาที่ห้องชั้นนอก ก็เห็นบนโต๊ะมีกับข้าววางอยู่ หลี่ซีโหรวกำลังนั่งปัดแมลงวันอยู่ข้างๆ
พอเห็นลู่หมิงออกมา นางก็เดินยิ้มเข้ามาหา
"ท่านพี่ ฝึกวิชาเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ รีบมากินข้าวเถอะ"
ลู่หมิงมองดู บนโต๊ะล้วนเป็นของชอบของเขา
ในใจรู้สึกอบอุ่น
ไม่ลังเล นั่งลงกินอย่างมูมมาม
หลี่ซีโหรวนั่งมองสามีกินข้าวด้วยความสุขใจ
คอยรินน้ำคีบกับข้าวให้เป็นระยะ
เพิ่งทะลวงระดับพลังมา ท้องไส้ของลู่หมิงว่างเปล่า
เพียงครู่เดียว ก็กวาดอาหารจนเกลี้ยง
"ใต้เท้า จางเหมิงขอพบขอรับ"
นอกห้อง เสียงสาวใช้ดังขึ้นขัดจังหวะ
ลู่หมิงพยักหน้า หันไปบอกภรรยา
"พี่ออกไปข้างนอกหน่อยนะ"
พูดจบ ก็เดินออกไป
พอมาถึงลานหน้าบ้าน
เห็นหีบวางเรียงรายอยู่หลายใบ
ขณะที่เขากำลังแปลกใจ จางเหมิงก็เดินเข้ามา
"ใต้เท้า ตระกูลโจวกับตระกูลอู๋ ส่งของขวัญมาให้ท่านขอรับ แล้วก็คฤหาสน์ตระกูลจางพวกเราเข้าไปรับช่วงต่อแล้ว ไม่มีที่ติเลย
ข้างในยังค้นเจอของดีอีกเพียบ!"
เสียงนั้นทำให้ลู่หมิงเลิกคิ้ว
ตอนค้นบ้านตระกูลจาง เขาก็รู้สึกตะหงิดๆ ว่าไม่น่าจะมีเงินแค่นั้น ตอนนี้ดูท่าจะเป็นจริง
อย่าเห็นว่าตอนนี้เขามีเงินเยอะ แต่การเลี้ยงกองทัพนั้นผลาญเงินที่สุด
ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น แค่การตีดาบตัดอาชา กับชุดเกราะ ก็ต้องใช้เงินมหาศาล เงินแสนกว่าตำลึง อยู่ได้ไม่นานหรอก
แค่ตีดาบก็ไม่รู้จะพอหรือเปล่า
"ไปดูกัน!"
พูดจบ เขาก็เดินนำออกไปข้างนอก
[จบแล้ว]