- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 15 - รับคน
บทที่ 15 - รับคน
บทที่ 15 - รับคน
บทที่ 15 - รับคน
"หนึ่งพันสามสิบสองคนถ้วน"
จางเหมิงแจ้งตัวเลขออกมา จำนวนคนขนาดนี้ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
ที่แน่ๆ คือในที่ทำการกองพันแห่งนี้ ยัดคนเข้าไปไม่หมดแน่
"คนอยู่ที่ไหน?"
"อยู่นอกตำบลขอรับ คนเยอะเกินไปข้าไม่กล้าพาเข้ามา ถ้าใต้เท้าไม่ต้องการ ข้าจะรีบไล่พวกเขากลับไปเดี๋ยวนี้"
จางเหมิงเห็นลู่หมิงดูตื่นเต้น จึงรีบออกตัวก่อน
เขาอุตส่าห์ลงหลักปักฐานที่กองพันได้แล้ว ไม่อยากจะโดนไล่ออกเพราะเรื่องนี้
แววตาฉายแววตื่นตระหนกเล็กน้อย
"พาข้าไป"
ลู่หมิงสั่งทันที
ในยุคกลียุคแบบนี้ แถมยังอยู่ในพื้นที่กันดาร คนคือกำลังทรัพย์ที่สำคัญที่สุด
มีคนเป็นพันคนแบบนี้ จะยึดครองตำบลเฟิงเหลยทั้งตำบลก็ไม่ใช่เรื่องยาก
"ได้เลยขอรับ!"
เห็นลู่หมิงไม่โกรธ จางเหมิงก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
รีบเดินนำออกไปนอกประตู
จากที่ทำการกองพันไปถึงนอกตำบลใช้เวลาไม่นาน เพียงชั่วธูปไหม้ดอกเดียว ก็มาถึงถนนนอกตำบล
เห็นในป่าข้างทาง มีกลุ่มคนนั่งๆ ยืนๆ ดำทะมึนไปหมด บางคนก็กำลังกินเสบียงกรัง
บนตัวสวมเกราะหนังที่ผ่านการใช้งานจนสึกหรอ
ในมือถือดาบยาว บางคนสะพายธนูและซองลูกธนูไว้ที่เอว
แค่เดินเข้าไปใกล้ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่พุ่งเข้าใส่หน้า เข้มข้นมาก
คนละเรื่องกับพวกทหารแก่ในกองพันที่ห่างหายจากสนามรบมาหลายสิบปี
"พี่น้องทั้งหลาย ท่านนายกองพันมาแล้ว!"
จางเหมิงตะโกนบอกทุกคน
"พรึ่บ!"
กลุ่มคนที่ดูเรื่อยเฉื่อยเมื่อครู่ ลุกขึ้นยืนพร้อมกันทันที
และรวมตัวจัดแถวอย่างรวดเร็ว
ชายคนหนึ่งเดินออกมา รูปร่างกำยำ อายุราวสามสิบปี
เกราะหนังสีดำมีรอยถลอก ฝ่ามือเต็มไปด้วยด้านหนา
"หวังฮั่น คารวะใต้เท้า"
เสียงดังกังวานทรงพลัง
ขณะที่ลู่หมิงมองไป ข้อมูลของอีกฝ่ายก็ปรากฏขึ้นในหัว
[ชื่อ: หวังฮั่น]
[ระดับพลัง: ขั้นฝึกกระดูกระดับต้น]
[ประวัติชีวิต: อายุ 18 ปี เข้าร่วมกองทัพ เป็นทหารกล้า ปีนั้นสังหารศัตรูไป 22 คน
อายุ 23 ปี เข้าร่วมสงครามขยายดินแดน ด้วยความกล้าหาญในการฆ่าศัตรู ได้เลื่อนยศเป็นนายกองร้อย
อายุ 24 ปี ในสงครามชายแดน ได้ร่วมในภารกิจลอบสังหารขุนนางชั้นสูงของเผ่าเฉวียนหรง ครึ่งเดือนต่อมาสองแคว้นเจรจาสงบศึก พวกเขาจึงกลายเป็นเป้าสังหารที่เผ่าเฉวียนหรงต้องการตัว ท่านแม่ทัพใหญ่จึงส่งตัวกลับมา]
[ภารกิจ: รับราชการในกองพันตำบลเฟิงเหลย]
[ระดับความโหดเหี้ยม: 3500 คะแนน]
[สังหารหรือรับเข้าเป็นพวก จะได้รับคะแนนโกลาหล: 3500]
ลู่หมิงพยักหน้า นับว่าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง
"ไม่ต้องมากพิธี ในเมื่อพวกเจ้ามาที่กองพันเฟิงเหลยของข้า ก็ถือว่าให้เกียรติข้า วันนี้เรากลับไปกินข้าวกันให้เต็มคราบ พรุ่งนี้ค่อยลงทะเบียนประวัติ ต่อไปนี้พวกเจ้าคือคนของกองพันข้าแล้ว"
"ขอบพระคุณใต้เท้า"
หวังฮั่นดีใจมาก
สถานการณ์ราชสำนักตอนนี้เป็นยังไงเขารู้ดี
ตอนมาก็กังวลว่าลู่หมิงจะไม่รับ หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็คงถูกส่งกลับภูมิลำเนาเดิม
นึกไม่ถึงว่านายกองพันท่านนี้ จะรับพวกเขาไว้จริงๆ
"พี่น้องทั้งหลาย กลับกองพัน!"
ลู่หมิงตะโกนบอกคนด้านหลัง แล้วเดินนำหน้าขบวน
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเดินกลับ
ภายในที่ทำการกองพันตอนนี้ ทุกคนต่างกำอาวุธในมือแน่นด้วยความตึงเครียด
เจิ้งหยงที่เพิ่งพันแผลเสร็จ ถือดาบยาวหมอบอยู่บนกำแพง
ดวงตาคมกริบดุจใบมีด กวาดมองไปเบื้องหน้า
กล้ามเนื้อที่แขนปูดโปน
ราวกับเสือดาวที่พร้อมตะครุบเหยื่อ
ซุนเถียนยืนอยู่บนหลังคา ควบคุมหน้าไม้
ตอนนี้ กองพันมีหน้าไม้เจาะเกราะถึงสิบคันแล้ว พลังโจมตีมหาศาล
แต่เขาก็ยังคงตึงเครียด
กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เพราะข้างนอกนั้น มีคนยืนอยู่ดำมืดไปหมดเกือบสองพันคน
ปิดถนนหน้าตำบลจนมิด
แสงคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าพวกเขา แต่ละคนมองมาที่กองพันราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ
ผู้นำเป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อกั๊กสีดำ
บนหน้ามีรอยแผลเป็นพาดเฉียง
แสงไฟส่องหน้าเขา เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวืด
จากนั้น เขาก็โบกมือสั่ง "ฆ่า!"
เสียงดังกึกก้อง แฝงไปด้วยความโหดเหี้ยม
ซุนเถียนรู้จักเขา ต่งซิง มือหนึ่งของตระกูลจาง ในอดีตคือกุนซือใหญ่ ได้ยินว่ามีระดับพลังถึงขั้นฝึกกระดูกระดับกลาง
ปกติคนทั่วไปอยากเจอยังยาก
ไม่นึกว่าวันนี้จะมาโผล่หน้ากองพัน
แต่คนรอบข้างเขา มีหลายคนที่เป็นคนหน้าแปลก
ดูไม่เหมือนคนตระกูลจาง และไม่ใช่คนในตำบล ไม่รู้ว่าไปเกณฑ์คนพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ
แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นพวกที่มือเปื้อนเลือดมาแล้วทั้งนั้น
พวกเขาผ่านสนามรบมา เจอคนประเภทนี้ย่อมดูออกทันที
จังหวะนั้นเอง คนของตระกูลจางก็พุ่งเข้ามา
ดาบหอกวาววับ ดูน่ากลัว
"ผึง! ผึง!"
ซุนเถียนสั่งให้พลหน้าไม้เริ่มโจมตี
พวกเขารู้หน้าที่ดี คือต้องเก็บพวกยอดฝีมือในฝูงชน
นี่คือสิ่งที่ลู่หมิงย้ำนักย้ำหนา
เมื่อลูกดอกหน้าไม้พุ่งแหวกอากาศออกไป
ยอดฝีมือตระกูลจางที่วิ่งนำหน้า ล้วนถูกตรึงตายอยู่กับพื้นโดยไม่มีข้อยกเว้น
แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนพลของตระกูลจางได้
ขณะที่หน้าไม้กำลังขึ้นสายใหม่
บนกำแพงก็มีคนปีนขึ้นมาแล้วยั้วเยี้ย
"ตึง! ตึง!"
มีคนอุ้มท่อนซุงเริ่มกระแทกประตู
ประตูไม้เก่าๆ ไม่มีทางต้านทานแรงกระแทกแบบนี้ได้
ไม่ถึงสิบครั้ง
ประตูก็พังครืน
ผู้คนจำนวนมากถือดาบทะลักเข้ามา
เข้าปะทะกับทหารของกองพัน
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
ณ ตำบลเฟิงเหลย
บนถนนไม่มีคนแม้แต่คนเดียว มีเพียงเสียงอึกทึกดังมาจากลานบ้านของกองพัน
กลิ่นเหล้าหอมฉุยลอยคลุ้งไปทั่วถนน
ในที่ทำการกองพัน มีคนล้มลงเรื่อยๆ
เจิ้งหยงถือดาบยาว นำคนสิบกว่าคน ปักหลักเฝ้าทางเข้าเรือนหลังอย่างถวายหัว
มีหน้าไม้ของซุนเถียนคอยช่วย
ก็ยังพอต้านทานไหว
แต่เขารู้ดี
ถ้าลูกดอกหมดเมื่อไหร่ แล้วต่งซิงบุกเข้ามา ที่ทำการกองพันแห่งนี้คงจบสิ้น
แผลเก่าเขาฉีกอีกแล้ว
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง
แต่เขารู้ว่าถอยไม่ได้
ในยามที่เขาไร้ที่พึ่ง เป็นลู่หมิงที่ช่วยชีวิตเขา ให้เงิน ให้รักษาตัว
ให้ข้าวให้ปลา
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
วันนี้ตราบใดที่เขายังอยู่ จะไม่ยอมให้ใครก้าวเข้าไปในเรือนหลังได้แม้แต่ก้าวเดียว
เสียงฆ่าฟันดังระงมไปทั่วลานบ้าน
ไม่ถึงชั่วจิบชา ทหารกองพันก็ล้มลงไปในกองเลือดหลายสิบคน ไม่รู้เป็นตายร้ายดี
ต่งซิงยืนอยู่นอกลานบ้าน ยังไม่ยอมเข้ามาใกล้ เขากำลังรอให้ลูกดอกหมด หรือรอให้ลูกน้องเขาเข้าไปยึดรถหน้าไม้ได้
ถึงตอนนั้น คนข้างในก็อย่าหวังจะรอด
คิดได้ดังนั้น ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเขาก็เผยรอยยิ้ม
ผู้นำตระกูลเกาะขานายท่านผู้นั้นได้แล้ว อย่าว่าแต่ตำบลเฟิงเหลย ต่อให้เป็นรอบอำเภอเฮยซานพันลี้ นอกจากตีตัวอำเภอแล้ว ไม่มีเรื่องไหนที่พวกเขาไม่กล้าทำ
ยุคนี้มันยุคกลียุค มีกำลังทหารคือพระเจ้า ในเมืองราชสำนักอาจจะใหญ่ แต่ถ้านอกเมือง ต่อไปนี้คือโลกของตระกูลจาง
"ฉึก!"
แต่ในขณะที่เขากำลังฝันหวาน ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมาจากด้านหลัง ทะลุไหล่เขาไป
ต่งซิงตกใจแทบสิ้นสติ หันกลับไปมอง พบว่านายกองพันผู้นั้น มายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
จากนั้น เขาเห็นเพียงแสงดาบวาบผ่าน
แล้วโลกตรงหน้าก็มืดดับไป
หลังจากฆ่าต่งซิง แววตาของลู่หมิงฉายแววอำมหิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หันไปสั่งพวกหวังฮั่นที่เพิ่งเกณฑ์มาด้านหลัง "มีคนบุกโจมตีกองพัน ฆ่ามันให้หมด อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
ดวงตาเขาแดงก่ำ มือที่กำดาบมีเส้นเลือดปูดโปน
"รับทราบ!" หวังฮั่นขานรับ
สะพายธนูยาวไว้ด้านหลัง แล้วคว้าหอกยาวพุ่งเข้าไป
ทหารชายแดนคนอื่นๆ ก็ชูอาวุธ วิ่งเข้าสู่สนามรบ
[จบแล้ว]