- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 14 - นายกองพัน
บทที่ 14 - นายกองพัน
บทที่ 14 - นายกองพัน
บทที่ 14 - นายกองพัน
"แกมาจากไหน ไม่รู้หรือไงว่ามาตั้งแผงบนถนนเส้นนี้ ต้องจ่ายเงิน!"
นอกวงล้อม ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมา
ชายฉกรรจ์ชุดดำเจ็ดแปดคนผลักฝูงชนเดินเข้ามา
"คนของตระกูลจาง"
"ร้านค้าบนถนนเส้นนี้ร้านไหนบ้างที่ไม่ต้องจ่ายส่วยให้พวกมัน ตอนนี้แม้แต่คนต่างถิ่นมาตั้งแผง ก็ยังจะขูดรีดอีก"
ผู้คนรอบข้างกระซิบกระซาบกัน
เจิ้งหยงเก็บกระบอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น เส้นเลือดที่หลังมือปูดโปนจากการกำกระบองแน่น
แต่สุดท้าย เขาก็สูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์
แม้การฆ่าคนพวกนี้จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขาจะต้องระหกระเหินหนีตายอีกครั้ง
แถมเงินติดตัวก็หมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ
อาการบาดเจ็บเก่าเริ่มกำเริบ ถ้าไม่รีบหาที่พักรักษาตัว เกรงว่าจะแย่
จึงได้แต่ประสานมือคารวะ "พี่ชาย ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ ไม่รู้กฎธรรมเนียม ไม่ทราบว่าต้องจ่ายเท่าไหร่?"
"เหอะ ยังดีที่รู้ความ สิบตำลึง แล้วเจ้าจะทำมาหากินที่นี่ได้สบาย ไม่อย่างนั้น วันนี้ข้าจะพังแผงเจ้าซะ"
นักเลงตระกูลจางที่เป็นหัวหน้าพูดพลางเบ่งกล้าม
แก้มของเจิ้งหยงกระตุกยิก
"พี่ชาย เงินสิบตำลึงข้าไม่มีจริงๆ นี่คือที่หาได้วันนี้ ให้พวกท่านหมดเลย"
เจิ้งหยงพูดพลาง
กอบเงินอีแปะในถาดขึ้นมา
"เพล้ง!"
"เศษเงินแค่นี้คิดจะไล่พวกข้าหรือไง เห็นตระกูลจางเป็นขอทานหรือ!"
ชายคนนั้นไม่ยอม
ตบมือเจิ้งหยงจนเงินอีแปะร่วงกระจายเต็มพื้น
วินาทีนี้ เขาหมดความอดทนแล้ว
หันหลังเตรียมจะเดินหนี
"แกจะไปไหน หยุดเดี๋ยวนี้!"
คนตระกูลจางพุ่งเข้ามา มือเพิ่งจะแตะไหล่เจิ้งหยง
"ผัวะ!"
เขาก็ถูกเจิ้งหยงจับแขนเหวี่ยงลอยกระเด็นออกไปทันที
จากนั้นก็ถีบเข้ายอดอกอีกคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามา จนกระเด็นไปไกล
เจิ้งหยงไม่หยุดแค่นั้น กระโดดลอยตัว ศอกทิ้งดิ่งลงกลางกระหม่อมอีกคน
ชั่วพริบตาเดียว ก็ล้มไปสามคน
แถมอาการสาหัสทั้งสิ้น
คนอื่นไม่กล้าเข้าต่อ ลากเพื่อนที่บาดเจ็บวิ่งหนีไป
ลู่หมิงมองดูฝีมือของเขา พยักหน้าอย่างพอใจ นี่แหละวิชาฆ่าคนของทหารแท้ๆ
"พี่ชาย รีบหนีไปเถอะ ในตำบลเฟิงเหลยแห่งนี้ ล่วงเกินตระกูลจางแล้ว ไม่มีใครรอดไปได้หรอก"
มีคนหวังดีเตือน
แต่ลู่หมิงกลับจ้องมองไปที่เจิ้งหยง
"ปึก!"
เงินก้อนหนึ่งถูกโยนไปใส่มือเขา
"ข้าคือลู่หมิง นายกองร้อยแห่งตำบลเฟิงเหลย ถ้าเจ้าเต็มใจก็ตามข้ามา ตระกูลจางทำอะไรเจ้าไม่ได้
แต่ถ้าไม่เต็มใจ ข้าก็ไม่บังคับ เงินนี่ถือว่าเป็นค่าเดินทาง"
เสียงของลู่หมิงดังขึ้น
ทุกคนรอบข้างหันมามอง ทันใดนั้นก็เงียบกริบ
ตอนนี้ในตำบล ใครบ้างจะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนายกองร้อยผู้นี้ ฆ่าคนตระกูลจางแล้วยังลอยนวลอยู่ได้
"ข้าไปกับท่าน" เจิ้งหยงเม้มปากแน่น การออกแรงเมื่อครู่ทำให้แผลเขาฉีกอีกแล้ว
อีกอย่าง แม้กองร้อยจะไม่ใช่กองทัพชายแดนหรือกองทัพหลวง เป็นแค่กองกำลังรักษาความสงบในเมือง
แต่สำหรับเขาในตอนนี้ ก็ถือเป็นที่พึ่งที่ดี
"งั้นก็ไปกันเถอะ"
ลู่หมิงพยักหน้า
แล้วเดินนำไปยังที่ทำการกองร้อย
หลังจากส่งภรรยาเข้าห้องพักผ่อน ก็แนะนำเจิ้งหยงให้ทุกคนรู้จัก
ล้วนเป็นลูกผู้ชายชาติทหารเหมือนกัน ครู่เดียวก็คุยกันถูกคอ
ลู่หมิงยังจ้างหมอมาดูอาการให้เจิ้งหยงเป็นพิเศษ
กว่าจะจัดยาเสร็จ ก็เกือบพลบค่ำแล้ว
"ใต้เท้า ร้านค้าทั้งหมดในตำบลเฟิงเหลย ข้าไปแจ้งหมดแล้วขอรับ พรุ่งนี้เที่ยง ที่หอเหอเฟิง"
หลังจากส่งหมอกลับไป
ซุนเถียนก็เดินเข้ามารายงาน
เมื่อเช้าลู่หมิงสั่งให้ซุนเถียนไปแจ้งร้านค้าในตำบลเฟิงเหลย ว่าพรุ่งนี้จะขอเลี้ยงข้าวที่หอเหอเฟิง ให้ทุกคนมาให้ได้
เขาเตรียมจะเจรจาเรื่องภาษีการค้า
"พวกมันรับปากไหม?"
"รับเทียบเชิญไว้หมดแล้ว บอกว่าพรุ่งนี้ไปแน่นอนขอรับ"
ซุนเถียนยิ้มตอบ
ลู่หมิงพยักหน้า ให้ซุนเถียนไปทำงานต่อ
ส่วนตัวเขาเดินไปที่เรือนหลัง
ไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยา
"ท่านพี่ ข้าสังสัยว่าคนในตำบลดูแปลกไป ท่านไปมีเรื่องอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?"
ในห้อง หลี่ซีโหรวรินชาให้ลู่หมิงแล้วถามเสียงเบา
ใบหน้าสวยฉายแววกังวล
"หือ ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะ?"
"ป้าจางปกติจะดีกับข้ามาก โดยเฉพาะหลังจากที่เราปราบโจรได้ เจอกันทีไรก็ยิ้มแย้ม ชวนไปกินข้าวที่บ้านตลอด แต่วันนี้พอเจอข้ากลับหลบหน้า สามีแกเป็นคนขับรถม้าให้ตระกูลโจวเจ้าค่ะ" หลี่ซีโหรวกระซิบ
ลู่หมิงเลิกคิ้ว ถ้าเป็นอย่างนั้น
ดูท่าจะมีเรื่องแล้วจริงๆ
การที่ใครสักคนจะเปลี่ยนท่าทีกับเรากะทันหัน ย่อมต้องมีเหตุผล
โดยเฉพาะในที่อย่างตำบลเฟิงเหลย
แต่เพื่อปลอบใจหลี่ซีโหรว เขาจึงพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดมากเลย"
อีกด้านหนึ่ง ในห้องโถงใหญ่ตระกูลจาง แม้ฟ้าจะยังไม่มืดสนิท แต่ไฟก็ถูกจุดสว่างไสว
ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ กลางห้องโถงมีกระถางไฟวางอยู่
ไฟลุกโชน "เปรี๊ยะๆ"
ผู้นำตระกูลจางนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
ใบหน้าขาวเนียนถูกแสงไฟส่องกระทบจนเกิดเงาวูบวาบ
ด้านล่าง เป็นแขกที่เขาเชิญมา ล้วนเป็นพ่อค้ามีชื่อในตำบลเฟิงเหลย
ในจำนวนนั้น ผู้นำตระกูลโจวและตระกูลอู๋ก็อยู่ด้วย
ผู้นำตระกูลโจวเป็นชายร่างใหญ่ สวมชุดรัดกุมสีดำ
กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แทบจะระเบิดออกมานอกเสื้อ
ส่วน 'อู๋เฟิง' ผู้นำตระกูลอู๋ เป็นคนคิ้วตก หน้าตาถมึงทึง เต็มไปด้วยตุ่มหนอง ดูโหดเหี้ยมอำมหิต
พ่อค้าคนอื่นๆ ก็มากันหลายสิบคน
เมื่อเห็นคนมาครบ ผู้นำตระกูลจางก็เคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ
สายตาดุจเหยี่ยวตวัดมองทุกคน แล้วเอ่ยเสียงขรึม "ทุกท่าน ได้ยินว่าท่านนายกองร้อย ส่งเทียบเชิญให้พวกท่านหรือ?"
"ท่านจาง เทียบเชิญส่งมาแล้ว ข้าก็ปฏิเสธลำบาก เลยรับไว้ แต่ข้าไม่ไปแน่นอน"
พ่อค้าคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแสดงจุดยืนเป็นคนแรก
"ฟรึ่บ!" พร้อมกับโยนเทียบเชิญในอกเสื้อลงไปในกระถางไฟ
คนอื่นๆ มองหน้ากัน แล้วก็ลุกขึ้นยืนเลือกข้าง "ท่านจางวางใจได้ ในตำบลเฟิงเหลยแห่งนี้ พวกเรารู้ดีว่าต้องตามใครถึงจะร่ำรวยมั่นคง เจ้านายกองร้อยนั่นคิดว่าหาทหารแก่มาได้หน่อยหนึ่งจะพลิกฟ้าได้รึ
ท่านวางใจ พวกเราสนับสนุนท่านแน่นอน!"
เมื่อเห็นทุกคนแสดงท่าทีชัดเจน
เสียงห้าวๆ ของอู๋เฟิงก็ดังขึ้น "เห็นทุกคนเป็นแบบนี้ พวกเราสามตระกูลก็ดีใจ ตอนนี้ราชสำนักเป็นยังไง ทุกคนก็รู้ดีกันอยู่ ไอ้เจ้าลู่หมิงนั่นขนยังไม่ทันขึ้นครบ เอาหนังเสือรั่วๆ มาขู่ คิดจะมาวางก้ามในตำบลเฟิงเหลย ฝันไปเถอะ
ท่านจางส่งคนไปสืบที่เมืองหงตูมาแล้ว นายกองร้อยของเราคนนี้ ไม่มีเบื้องหลังอะไรทั้งนั้น ตำแหน่งก็ซื้อมา
ดังนั้นพวกท่านตัดสินใจแบบนี้ ถือว่าช่วยชีวิตตัวเองไว้
ข้าอู๋เฟิงขอพูดไว้ตรงนี้ แม้ข้าจะไม่ชอบท่าทางเหมือนบัณฑิตของจางไหวเหริน แต่เรื่องในตำบลเฟิงเหลย พวกเราสามตระกูลเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อให้คนของราชสำนักมา ก็อย่าหวังจะมาขี่คอข้าได้!"
อู๋เฟิงทิ้งท้ายไว้ แล้วเดินจากไป
ผู้นำตระกูลโจวพยักหน้าให้จางไหวเหริน แล้วก็เดินออกไปเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่า สองคนนี้มาเพื่อช่วยหนุนหลังตระกูลจาง
ฝ่ายจางไหวเหริน ยิ้มละไมแล้วเอ่ยว่า "ทุกท่าน ขอบคุณสำหรับการสนับสนุน วันนี้ข้าเตรียมเหล้าอาหารไว้เล็กน้อย เชิญทุกท่านที่ห้องอาหาร"
พูดพลางดึงมือพ่อค้าคนหนึ่งเดินออกไป
ตอนเดินผ่านประตู ก็กระซิบถามพ่อบ้าน "คนเตรียมพร้อมหรือยัง?"
"เรียนนายท่าน เตรียมพร้อมหมดแล้วขอรับ คืนนี้ท่านรอฟังข่าวดีได้เลย"
จางไหวเหรินพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินจากไป
ส่วนที่ที่ทำการกองร้อย
"ปัง!"
ประตูใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง จางเหมิงที่เนื้อตัวมอมแมมวิ่งเข้ามา
เขาไม่สนใจสายตาคนอื่น วิ่งตรงดิ่งไปที่หน้าประตูเรือนหลัง
แล้วบอกสาวใช้ว่า "นังหนู ไปเรียนใต้เท้า บอกว่าจางเหมิงกลับมาแล้ว"
"เจ้าค่ะ" สาวใช้รับคำแล้วเดินเข้าไป
ครู่ต่อมา ลู่หมิงก็เดินออกมา
เห็นจางเหมิงกลับมา ใบหน้าเขาก็เผยรอยยิ้ม ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น
แค่เขากลับมาได้อย่างปลอดภัยก็น่ายินดีแล้ว เพราะหนทางตอนนี้ไม่ได้สงบสุข
"ใต้เท้า งานสำเร็จแล้วขอรับ หนังสือแต่งตั้งข้าเอามาแล้ว"
ไม่รอลู่หมิงถาม จางเหมิงก็รีบรายงานด้วยความตื่นเต้น
พูดพลางหยิบหนังสือแต่งตั้งออกมาจากห่อผ้า
พร้อมกับป้ายประจำตำแหน่ง
ลู่หมิงยิ้มขื่นในใจ แม้จะรู้ว่าราชสำนักเน่าเฟะไปถึงแก่น แต่ก็นึกไม่ถึงว่า
แม้แต่คนส่งหนังสือแต่งตั้งยังไม่มี ให้จางเหมิงถือกลับมาเองดื้อๆ
"ท่านเฉียนมีคำสั่งอะไรอีกไหม?"
"มีขอรับ ท่านเฉียนบอกว่า มีทหารชายแดนปลดประจำการกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนจะสร้างผลงานมา ท่านแม่ทัพใหญ่มีคำสั่งให้บรรจุเข้าในกองกำลังรักษาการณ์เมือง แต่ไม่มีตำแหน่งว่าง เลยให้ข้าพากลับมาที่กองร้อยเรา
ให้เราช่วยจัดการรับไว้หน่อย"
จางเหมิงทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก กลัวลู่หมิงจะโกรธ เพราะการเลี้ยงคนต้องใช้เงิน
แถมคนที่ฝากมาก็ไม่ใช่น้อยๆ
ในใจก็นึกด่า กองกำลังรักษาการณ์เมืองไม่เคยเต็มจำนวน มีไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ ที่บอกว่าไม่มีตำแหน่งว่างก็แค่ข้ออ้าง เก็บโควตาไว้กินเงินเดือนผีสิไม่ว่า
ดันโยนภาระมาให้ทางตำบลเฟิงเหลยเฉยเลย
แต่ทว่า ลู่หมิงกลับไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย ดวงตากลับเป็นประกายวาววับ "กี่คน?"
ทหารชายแดนเก่า แถมเคยสร้างผลงานมา นี่มันหัวกะทิชัดๆ
กองทัพต้าอวี๋ ที่แกร่งที่สุดคือทหารองครักษ์ รองลงมาคือทหารชายแดนที่รบพุ่งตลอดปี
รั้งท้ายสุด คือกองกำลังรักษาการณ์เมือง ที่ปกติทำหน้าที่แค่ดูแลความสงบ
ดังนั้น ทหารชายแดนปลดประจำการ ย่อมเป็นยอดฝีมือ
เขาจะรังเกียจได้ยังไง มีแต่จะอ้าแขนรับไม่ทันเสียอีก
[จบแล้ว]