- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 10 - พลังรุดหน้า
บทที่ 10 - พลังรุดหน้า
บทที่ 10 - พลังรุดหน้า
บทที่ 10 - พลังรุดหน้า
[ม้วนภาพจำลองการรบทหารระดับสามัญ 5000 คะแนน]
ลู่หมิงเพิ่งเปิดหน้าต่างข้อมูล ก็ถูกของสิ่งนี้ดึงดูดความสนใจทันที
ห้าพันคะแนน นี่ถือเป็นของระดับสูงสุดที่เขาแลกได้ในตอนนี้
ตอนนี้เหลืออยู่หกพันกว่าคะแนน พอลุ้นได้
ลู่หมิงกัดฟันกดแลกมา
จากนั้น ข้อมูลบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในสมอง
ม้วนภาพการฝึกฝนนี้ ขอเพียงแค่ใช้งาน ก็จะสามารถจำลองการต่อสู้กับยอดฝีมือ เพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้ และความเข้าใจ บำรุงเลี้ยงร่างกาย ราวกับได้เข้าร่วมสงครามจริงๆ ช่วยยกระดับศักยภาพโดยรวมของผู้ใช้ในทุกด้าน
เวลานี้ไม่ใช่เวลามาลังเล
ลู่หมิงใช้งานม้วนภาพทันที
วินาทีถัดมา ภาพตรงหน้าก็มืดดับไป พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด
เขามายืนอยู่กลางทุ่งร้าง
ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน ลมเหนือพัดหวีดหวิว
กลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกหายใจไม่ออกลอยอบอวลอยู่ในอากาศ รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คน นับไม่ถ้วน
จัดตั้งขบวนทัพเป็นสี่เหลี่ยม ชูหอกยาว เดินสวนสนามมุ่งหน้าไป
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ธงรบอักษร "จ้าว" (趙) มือข้างหนึ่งถือกระบี่ ส่งเสียงกัมปนาท
แต่เพราะระยะทางไกลเกินไป ลู่หมิงจึงไม่ได้ยิน
[สนามรบจำลอง: ศึกฉางผิง]
[คู่ต่อสู้: ทหารกล้าแห่งต้าฉิน]
[จำนวนครั้งการฝึกซ้อม: 10]
ลู่หมิงงงเป็นไก่ตาแตก
เขาเป็นทหารแคว้นจ้าวหรือนี่?
ต่อมา ทัพหน้าก็ได้ปะทะกับฝ่ายตรงข้ามแล้ว ฝนธนูร่วงหล่นลงมาราวห่าฝน
เสียงคมอาวุธฉีกกระชากเนื้อดังขึ้น ทหารจ้าวล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
จากนั้น ก็เห็นทหารฉินในชุดเกราะดำ ทะลักเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
ไม่ทันได้คิดอะไร ลู่หมิงกระโจนเข้าสู่การต่อสู้
ในฝูงชน เขาเจอกับคู่ต่อสู้คนแรก เป็นทหารแก่ราวห้าสิบปี พอมองใกล้ๆ เห็นฟันเหลืองอ๋อย ฟันหน้าหลอไปซี่หนึ่ง
แต่พอลงมือปะทะ ลู่หมิงก็รู้สึกได้ทันทีว่า ทหารแก่คนนี้เก่งมาก
ท่อนแขนผอมแห้งกลับมีพละกำลังมหาศาล ทำให้เขาที่ประมาทเกือบทำอาวุธหลุดมือ
แต่ด้วยพลังระดับขัดเกลากายา
เขาเอี้ยวตัวหลบการโจมตีของทหารแก่อีกครั้ง
หมุนตัวกวาดหอกออกไป
"ผัวะ!"
หัวทหารแก่กระเด็นหลุดจากบ่า
แต่ในวินาทีถัดมา ลู่หมิงก็รู้สึกหน้ามืด ทหารฉินใบหน้าเหี่ยวย่นอีกคน ฟันหัวเขาขาดกระเด็น
ม้วนภาพนี้ ให้โอกาสร่วมรบได้สิบครั้ง
พอลู่หมิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็กลับเข้ามาในสนามรบใหม่
รอบนี้ก็ยังเป็นช่วงเริ่มสงครามเหมือนเดิม
แต่เขามีพัฒนาการดีกว่าครั้งแรกเล็กน้อย หลังจากฆ่าทหารฉินไปสองคน ก็ถูกหอกแทงทะลุอก
ครั้งที่สาม เขาฆ่าไปสี่คน แล้วโดนตัดหัว
ครั้งที่สี่ เขาฆ่าไปเจ็ดคน แล้วโดนรุมแทงตาย
ครั้งที่สิบ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย พอเขาโผล่มา ก็ถูกขุนพลสวมเกราะฆ่าตายทันที กระบี่นั้นเขามองเห็นแต่หลบไม่พ้น เป็นการบดขยี้ด้วยพลัง และเทคนิคที่สมบูรณ์แบบ
แถมเขายังสัมผัสได้ลางๆ ว่า บนตัวขุนพลผู้นั้น มีพลังลึกลับบางอย่างสถิตอยู่
ต่อให้เขามีระดับพลังเท่ากัน ก็เกรงว่าจะรับมือได้ยาก
ก่อนตาย เขาได้ยินคนเรียกชื่อขุนพลผู้นั้นว่า 'ไป๋ฉี'
"เฮือก!" จากนั้นเขารู้สึกเหมือนมีเส้นบางอย่างในสมองขาดผึง
เกิดความเข้าใจในหลายสิ่งหลายอย่าง
พอได้สติ ลู่หมิงลืมตาขึ้น
"กรี๊ด!" เสียงกรีดร้องดังขึ้นตามมา
เงยหน้ามอง เห็นหลี่ซีโหรวกำลังถอยกรูด มองเขาด้วยแววตาหวาดกลัว
"ซีโหรว เป็นอะไรไป?"
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยถาม
หลี่ซีโหรวไม่พูดจา ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้สติ
วิ่งเข้ามาสวมกอดลู่หมิง
น้ำตาเม็ดโตไหลริน
ลู่หมิงได้แต่ปลอบโยนเสียงเบา
กว่าหลี่ซีโหรวจะสงบลง นางบอกว่าเมื่อกี้ลู่หมิงน่ากลัวมาก
ดวงตาแดงฉาน บนหน้ามีไอหมอกสีดำปกคลุม
ลู่หมิงรู้ว่า นี่คือผลพวงจากการผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
เห็นว่าดึกมากแล้ว กล่อมหลี่ซีโหรวให้หลับไป
เขาเริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง
รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ความเร็วในการออกดาบเพิ่มขึ้น และโหดเหี้ยมขึ้น
แถมทุกครั้งที่ฟันดาบออกไป จะมีพลังที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แฝงมาด้วย
ทำให้การโจมตีของเขามีอานุภาพรุนแรงขึ้น
ถ้าต้องสู้กับตัวเองในอดีต เขามั่นใจว่าชนะได้สบายๆ
"มันคืออะไรกันแน่นะ?"
ลู่หมิงแปลกใจ
จากนั้น ความรู้สึกอ่อนล้าก็ถาโถมเข้ามา
ความรู้สึกนี้ เหมือนกับพลังกายพลังใจถูกสูบออกไปจนหมด
ลู่หมิงรีบแลกยาต้มขัดเกลากายาจากร้านค้ามาดื่ม
พอดื่มลงไป แม้จะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ
"ได้ผล!"
เขากัดฟัน แลกยาเม็ดขัดเกลากายามาอีกเม็ด
รอบนี้พอกินเข้าไป สภาพร่างกายดีขึ้นมาก
แถมระดับพลังไม่รู้ทะลวงผ่านไปตอนไหน กลายเป็น 'ขั้นฝึกกระดูกระดับต้น' แล้ว
วิชาระฆังทองคุ้มกายก็เลื่อนเป็นขั้นที่สอง
พละกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาล
การเข้าสู่ขั้นฝึกกระดูก เงื่อนไขคือต้องมีแรงกายเกินสองพันชั่ง
แรงของขั้นฝึกกระดูกระดับต้น น่าจะอยู่ที่ประมาณสองพันสามร้อยชั่ง
แต่ลู่หมิงรู้สึกว่า ตอนนี้เขายกของหนักสองพันห้าร้อยถึงหกร้อยชั่งได้สบายๆ
หมายความว่า พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเขา เทียบเท่าขั้นฝึกกระดูกระดับกลางได้แล้ว
แม้รอบนี้จะผลาญคะแนนไปจนเกลี้ยง
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ามาก
ลู่หมิงพอใจสุดๆ
จากนั้น ก็เดินไปที่เรือนหน้า
คนในกองร้อยยังไม่มีใครกลับ
หน้าไม้เจาะเกราะห้าคัน ถูกติดตั้งแน่นหนาบนหลังคา
คนอื่นๆ ถือดาบยาวเฝ้าระวังอยู่ในลานบ้าน
ทหารแก่บางคนกำลังนั่งลับหัวหอก
ดูท่าทางเอื่อยเฉื่อย ไม่มีความตึงเครียดก่อนเกิดศึกใหญ่เลยสักนิด
จางสวินรีบเดินเข้ามาหา "ใต้เท้า ช่วงบ่ายเราได้รับข่าวว่าคนตระกูลจางขึ้นเขาไปแล้วขอรับ"
ขึ้นเขา ก็ต้องไปตามโจรป่าแน่นอน
เรื่องนี้ไม่ต้องเดาก็รู้
นี่เป็นมุกเดิมๆ ของตระกูลจาง
ดูท่าจะบีบพวกมันจนตรอกแล้วจริงๆ ถึงได้ยอมทุบหม้อข้าวตัวเองแบบนี้
"พวกเจ้ากินข้าวกันหรือยัง?"
"เรียนใต้เท้า เรียบร้อยแล้วขอรับ ฮูหยินเอาข้าวสารออกมาตั้งหลายกระสอบ แล้วก็เก็บส่วนของท่านไว้ให้แล้ว"
พูดไป จางสวินก็เดินไปหยิบชามข้าวพูนๆ กับกะละมังใส่เนื้อสัตว์มาให้
ลู่หมิงไม่เกรงใจ ตักกินคำโต
วันนี้คงเลี่ยงการปะทะไม่ได้
ท้องต้องอิ่มไว้ก่อน
พอกินข้าวเย็นเสร็จ เสียงซุนเถียนก็ดังมาจากบนหลังคา
"ใต้เท้า ข้าศึกมาแล้ว!"
เสียงเขากดต่ำ ดูเหมือนจะตื่นเต้นเล็กน้อย
ลู่หมิงวางชามแล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคา
"โห มากันเยอะใช้ได้เลยนี่หว่า"
เขาพึมพำกับตัวเอง
แล้วก็เห็นเงาคนจำนวนมาก กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาที่ทำการกองร้อย
จุดคบเพลิงกันโจ่งแจ้ง
ใต้แสงไฟวูบวาบ เขาเห็นชายร่างยักษ์ขี่ม้าอยู่หัวขบวน กำลังสั่งการลูกน้องให้โอบล้อมเข้ามา
จำนวนคนเยอะมาก น่าจะสักสองร้อยกว่าคน ล้วนเป็นโจรป่าจากเขาดำ
[ชื่อ: หลี่สยง]
[ระดับพลัง: ขั้นฝึกกระดูกระดับกลาง]
[ประวัติชีวิต: อายุ 18 ปี เข้าร่วมยอดเขาพยัคฆ์คำรามแห่งเทือกเขาดำ
ปีเดียวกัน ติดตามหัวหน้าใหญ่ลงเขาปล้นชิง ใช้ดาบฟันพ่อค้าตายไป 2 คน
อายุ 19 ปี เพราะความโหดเหี้ยมอำมหิต ถูกใจหัวหน้าใหญ่ จึงรับเป็นบุตรบุญธรรม เริ่มต้นชีวิตแห่งความชั่วร้าย
อายุ 35 ปี เข้าร่วมการสังหารหมู่ผู้ลี้ภัย ฆ่าคนไปเกือบพันคน
อายุ 36 ปี ยึดอำนาจสำเร็จ สังหารหัวหน้าใหญ่และคนสนิท ขึ้นเป็นเจ้าของยอดเขาพยัคฆ์คำราม ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงถูกกดขี่ข่มเหง ลอยนวลมาจนถึงปัจจุบัน]
[ภารกิจ: สังหารนายกองร้อยคนใหม่ตำบลเฟิงเหลย ลู่หมิง]
[ระดับความโหดเหี้ยม: 10000 คะแนน]
[สังหารจะได้รับคะแนนโกลาหล: 10000]
[จบแล้ว]