เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - การมาเยือน

บทที่ 8 - การมาเยือน

บทที่ 8 - การมาเยือน


บทที่ 8 - การมาเยือน

"มาแล้ว มาแล้ว!"

ชายชรายังคงก้มหน้าถอนหญ้าต่อ กลับเป็นหญิงสูงวัยเดินออกมาจากในบ้าน นางสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีแดง ดูแลตัวเองดีและดูมีฐานะ

"แอ๊ด!"

พอเปิดประตูรั้ว เห็นว่าเป็นซีโหรว นางก็ตาลุกวาว

"อุ๊ย แม่หนูเองหรือ สามีเจ้าอาการดีขึ้นหรือยังล่ะ?"

"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้า เขาหายดีแล้ว วันนี้ข้าตั้งใจมาเยี่ยมพวกท่าน แล้วก็เอาเงินมาคืนด้วยเจ้าค่ะ" หลี่ซีโหรวตอบพร้อมรอยยิ้ม

"อย่ามัวยืนตากแดดอยู่เลย รีบเข้ามาคุยกันข้างในเถอะ พวกเจ้าเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ไม่ต้องรีบเอามาคืนหรอก คนกันเองทั้งนั้น" หญิงสูงวัยดึงมือหลี่ซีโหรวให้เดินเข้าไปอย่างกระตือรือร้น

พร้อมหันมามองลู่หมิงแล้วเอ่ยว่า "พ่อหนุ่ม นั่งสิ ไม่ต้องเกรงใจ"

ลู่หมิงจะนั่งเฉยๆ ก็คงไม่งาม

เมื่อเห็นชายชรายังคงถอนหญ้าอยู่ เขาจึงรีบเข้าไปช่วย

ตอนนี้เอง อีกฝ่ายถึงเงยหน้าขึ้นมา "เจ้ามีภรรยาที่ดีนะ วันนั้นฝนตกหนัก ผู้คนวิ่งหนีฝนกันจ้าละหวั่น แต่นังหนูนั่นกลับยืนตากฝนอยู่หน้าโรงหมอซื่อบื้ออยู่คนเดียว แต่ไม่ยอมเดินเข้าไป ข้ากับยายแก่ไปรับยา พอถามว่าทำไมไม่เข้าไป นางบอกว่าไม่มีเงินซื้อยา แต่สามีป่วยหนักมาก

ข้าเลยให้เงินนางไปสามตำลึง คิดไม่ถึงว่าพอนางรับยาเสร็จ ก็เดินตามข้ากับยายแก่มาตลอดทาง เพียงเพื่อจะดูว่าเราพักที่ไหน วันหน้าจะได้เอาเงินมาคืนถูก

เจ้าหนุ่ม เจ้ามีวาสนาจริงๆ"

ลู่หมิงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก หลี่ซีโหรวเป็นคุณหนูที่โตมาในกองเงินกองทอง

มาอยู่กับเขา ต้องลำบากจริงๆ

"ขอบคุณท่านลุงที่ช่วยชีวิตขอรับ"

"ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก ข้าให้ยืมเพราะเห็นแก่ภรรยาเจ้า ถ้าจะขอบคุณ ก็ดีกับนางให้มากๆ ก็พอ"

ชายชราลุกขึ้น ปัดเศษดินออกจากมือ

เขามองลู่หมิงแวบหนึ่ง แล้วหันไปตะโกนบอกคนในบ้าน "ยายแก่ วันนี้ทำกับข้าวเยอะหน่อยนะ รั้งผัวเมียคู่นี้ให้อยู่กินข้าวด้วยกัน!"

"ได้เลย!"

หลี่ซีโหรวกับลู่หมิงซื้อกับข้าวมาพอดี จึงไม่ได้ปฏิเสธ ครู่ต่อมาควันไฟจากการทำอาหารก็ลอยขึ้นเหนือหลังคา

กลิ่นอายของชีวิตธรรมดาแบบนี้ ทำให้ลู่หมิงรู้สึกสบายใจ

หลังจากประคองชายชราไปนั่งบนเก้าอี้โยก อีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วเอ่ยถาม "เจ้านายกองร้อยป้ายแดง เพิ่งรับตำแหน่งก็งัดข้อกับตระกูลจางเสียแล้ว ไม่กลัวจะมีคนมาหาเรื่องหรือ?"

"ท่านลุงรู้จักข้าด้วยหรือขอรับ?"

"ตำบลเฟิงเหลยเท่าหางอึ่ง มีเรื่องอะไรปิดกันได้ที่ไหน"

"ไม่มีอะไรต้องกลัวขอรับ ข้าเป็นคนของราชสำนัก ก็ต้องทำงานให้ราชสำนัก ต้องทวงคืนอำนาจในตำบลเฟิงเหลยกลับคืนมาจากมือพวกผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นพวกนั้น!" ลู่หมิงตอบเสียงดังฟังชัด

ในเมื่อตอนนี้สวมหมวกขุนนางอยู่ ก็ต้องอ้างบารมีหลวงกันสักหน่อย

"ดี! ถ้าขุนนางในราชสำนักมีความคิดความอ่านได้อย่างเจ้า บ้านเมืองคงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้!"

ดวงตาชายชราฉายประกายกล้า เขาตบที่วางแขนเก้าอี้โยกฉาดใหญ่

เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับคำพูดของลู่หมิงมาก

จากนั้น เขาพิจารณาลู่หมิงอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "ข้าชื่อหลี่เหยียน วันหน้าอย่าเรียกท่านลุงท่านลุงเลย ฟังแล้วมันจั๊กจี้หู"

"ผู้น้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ" ลู่หมิงรีบรับคำ

ต่อมา ในวงข้าว ชายชราก็สอบถามความคิดเห็นของลู่หมิงเกี่ยวกับสถานการณ์ในตำบลเฟิงเหลย

เขาก็ไม่ได้ปิดบัง ตอบไปตามตรงทุกอย่าง

ทำเอาชายชราหัวเราะชอบใจ ตบมือฉาดใหญ่เป็นระยะ

เห็นได้ชัดว่าพอใจในคำตอบของลู่หมิงมาก

จนกระทั่งกินข้าวเสร็จ ถึงเวลาล่ำลา

ทัศนคติที่มีต่อลู่หมิงก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก

"เจ้าหนุ่มสกุลลู่ ว่างๆ ก็แวะมาที่นี่บ่อยๆ นะ ตาแก่คนนี้ชอบคุยกับคนหนุ่มไฟแรงอย่างเจ้า"

"ข้าจะจำไว้ขอรับท่านผู้เฒ่าหลี่"

ลู่หมิงรับคำ แล้วจูงมือหลี่ซีโหรวเดินจากไป

พอทั้งสองพ้นประตูรั้วไปแล้ว

ภรรยาของหลี่เหยียนก็เอ่ยขึ้น "กลับมาอยู่บ้านตั้งสองปีกว่า ไม่เคยเห็นคุณพี่มีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย"

"นานๆ ทีจะเจอคนหนุ่มเข้าท่าในที่กันดารแบบนี้ แถมยังเป็นคนบ้านเดียวกันอีก สิ่งที่เขาพูด ข้าฟังแล้วถูกใจนัก" หลี่เหยียนหัวเราะร่า

"คุณพี่เอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าหมดช่วงไว้ทุกข์แล้ว ราชสำนักจะจัดสรรตำแหน่งอะไรให้ รับคนบ้านเดียวกันมาเป็นศิษย์ตั้งเยอะ ไม่เห็นจะมีใครได้เรื่องสักคน พอคุณพี่ไม่อยู่ ก็โดนคนในราชสำนักรังแกจนดูไม่ได้ ไม่รู้คุณพี่คิดอะไรอยู่ คนเก่งๆ อยากฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งเยอะตั้งแยะ ดันไม่เอา จะเอาแต่คนบ้านเดียวกัน"

หญิงสูงวัยบ่นกระปอดกระแปด

เห็นได้ชัดว่า ตัวตนของชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

"คุณหญิงจะไปรู้อะไร คนบ้านเดียวกันสิถึงจะไว้ใจได้ แม้จะไม่โดดเด่นเป็นสง่า แต่คุณหญิงไม่สังเกตหรือว่าศิษย์สำนักข้านั้นสามัคคีกันที่สุด ที่โดนรังแกก็เพราะในมือไม่มีอำนาจทหารต่างหาก

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว หัวเมืองแข็งข้อ ถ้าไม่มีขุนพลคู่ใจคอยคุมชายแดน คงจะอยู่ยากแล้วล่ะ"

ชายชราโยกเก้าอี้ไปมา

ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง

ภรรยาเดินกลับเข้าไปในบ้านพลางบ่น "ในบรรดาศิษย์ของคุณพี่ มีใครรบเป็นที่ไหนกัน คราวก่อนส่งไปเป็นแม่ทัพรักษาการณ์ ก็อยู่ไม่ได้ ต้องซมซานกลับมา ข้าว่านะ ถ้าไม่ไหวก็ยอมอ่อนข้อให้พวกนั้นบ้างเถอะ

จะได้ไม่ต้องวุ่นวายขายปลาช่อนกันทุกวันแบบนี้"

ชายชราไม่ตอบโต้ เพียงแต่โยกเก้าอี้ต่อไป ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว

ส่วนลู่หมิง ตอนนี้กลับมาถึงที่ทำการกองร้อยแล้ว

วันนี้ดูคึกคักขึ้นถนัดตา

หน้าไม้สามคันถูกติดตั้งไว้บนหลังคา

คนสามคนประจำการหนึ่งชุด พร้อมยิงได้ทุกเมื่อ

ส่วนอีกสิบกว่าคน ถือหอกยาวเดินลาดตระเวนเป็นกลุ่มๆ

ตอนผ่านเรือนหน้า ได้ยินซุนเถียนบอกว่า คนพวกนี้ไม่มีภาระครอบครัว

จะให้กินนอนที่กองร้อยเลยก็ไม่มีปัญหา

ลู่หมิงถอนหายใจอย่างโล่งอก

ตอนนี้เขาค่อยรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง

ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในตำบลเฟิงเหลย จวนตระกูลจาง

นี่คืออาณาจักรย่อมๆ กินพื้นที่นับร้อยไร่ ไฟส่องสว่างไสว ยามเดินตรวจตรากันขวักไขว่

ในห้องโถงใหญ่เรือนหน้า

ชายวัยกลางคนผิวขาวเนียน สวมชุดยาวแบบบัณฑิต กำลังเขี่ยถ้วยชาเล่นเบาๆ

"เรื่องของนายกองร้อยคนนั้น สืบได้ความว่ายังไงบ้าง?"

เขาคือผู้นำตระกูลจาง จางไหวเหริน

ดูภายนอกเหมือนบัณฑิตสำอาง แต่แท้จริงแล้วมีพลังยุทธ์ถึงขั้นฝึกกระดูกระดับสูงสุด

ในตำบลเฟิงเหลย เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่ชี้เป็นชี้ตายได้

"เรียนนายท่าน ส่งคนไปสืบข่าวที่เมืองหงตูแล้วขอรับ กว่าจะกลับมาก็น่าจะสิบกว่าวัน" พ่อบ้านคนหนึ่งยืนค้อมตัวรายงาน

"งั้นก็รออีกสิบกว่าวัน" จางไหวเหรินกล่าวเรียบๆ

"นายท่าน ระวังเกินไปหรือเปล่าขอรับ นายกองร้อยที่ถูกส่งมาตำบลเฟิงเหลย จะมีเบื้องหลังอะไรได้"

"นายกองร้อยที่งัดเอาหน้าไม้เจาะเกราะออกมาได้ เจ้าเคยเห็นกี่คน การที่เรามีรากฐานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ระวังไว้หน่อยดีกว่า แม้ราชสำนักจะเสื่อมถอย แต่ถ้าไปแหย่หนวดเสือเข้าจริงๆ การจะกวาดล้างตำบลเฟิงเหลยสักแห่ง ก็ไม่ใช่เรื่องยาก"

"นายท่านพูดถูกขอรับ" พ่อบ้านรีบรับคำ

"ช่วงนี้บอกคนในบ้านให้เพลาๆ หน่อย อย่าเพิ่งไปตอแยเจ้าลู่หมิงนั่น รอคนสืบข่าวกลับมาก่อนค่อยว่ากัน"

สั่งความเสร็จ จางไหวเหรินก็โบกมือไล่พ่อบ้านออกไป

ที่แท้ หลังจากลู่หมิงงัดหน้าไม้เจาะเกราะออกมา ตระกูลจางก็ส่งคนไปสืบข่าวที่ตัวเมืองทันที

เพราะของแบบนี้ คนธรรมดาไม่มีทางหามาครอบครองได้

ผู้นำตระกูลจางเกรงว่า เบื้องหลังลู่หมิงจะมีผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่

แต่ฝ่ายลู่หมิงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย

ใต้แสงตะเกียง ใบหน้าของหลี่ซีโหรวแดงระเรื่อ

ลู่หมิงเอาแต่จ้องนาง จนทำตัวไม่ถูก

"ซีโหรว เรามีลูกกันเถอะ"

พูดจบ ลู่หมิงก็ขยับตัวเข้าไปหา

หลี่ซีโหรวพยักหน้าเบาๆ แล้วเป่าตะเกียงให้ดับลง

ครู่ต่อมา ในความมืดก็มีเสียงแห่งความรักดังขึ้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 8 - การมาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว