- หน้าแรก
- แผนที่สู่เซียน
- บทที่ 12 งานชุมนุมตรวจรากวิญญาณ (ตอนกลาง)
บทที่ 12 งานชุมนุมตรวจรากวิญญาณ (ตอนกลาง)
บทที่ 12 งานชุมนุมตรวจรากวิญญาณ (ตอนกลาง)
บทที่ 12 งานชุมนุมตรวจรากวิญญาณ (ตอนกลาง)
“ข้าน้อยไม่เคยพบผู้อาวุโสจากตระกูลอวี้ผู้นั้นมาก่อน แต่ท่านย่าก็งามเป็นอันดับหนึ่งแล้ว ในสายตาของข้า ท่านย่างามถึงที่สุดจริงๆ”
กู่ฉางฮวนตอบอย่างไร้ช่องโหว่ เขาก็ไม่ได้โกหก เพราะผิวของกู่หว่านฮวานั้นดั่งหยกเนียนนุ่ม คิ้วเรียวยาวดุจขุนเขาไกล ดวงตาดำขลับที่เคลื่อนไหวไปมานั้นฉายแววส่องประกายงดงามยิ่งนัก
กู่หว่านฮวายิ้มจนปากแทบปิดไม่มิด “พวกเจ้าเด็กน้อยสองคนนี้… จำไว้ ห้ามพูดจาพาดพิงเจ้าตระกูลอวี้ต่อหน้าคนนอก เข้าใจหรือไม่?”
“ท่านย่าวางใจเถิด พวกเรารู้ดี” กู่ฉางเจ๋อตอบ และกู่ฉางฮวนก็พยักหน้ารับด้วย
พวกเขาต่างก็เข้าใจดีว่าคนนอกไม่ใช่คนใน จะพูดอะไรก็ต้องระวังให้มาก ในโลกบำเพ็ญเซียนนี้ ผู้ที่มีพลังเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เอ่ยวาจา ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นผู้มีสิทธิ์ หากคำพูดของกู่ฉางเจ๋อในวันนี้ไปเข้าหูของเจ้าตระกูลอวี้เข้า และอีกฝ่ายตั้งใจจะเอาเรื่องขึ้นมา เช่นนั้นกู่ฉางเจ๋อกับกู่ฉางฮวนก็คงต้องเจอกับปัญหาเล็กๆ เข้าแล้ว
“การลงเขาเพื่อเยี่ยมบ้านคราวนี้ พวกเจ้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในเขตของตระกูลกู่ของเรามีเหตุอสูรทำร้ายผู้คนอยู่หลายครั้ง แม้ว่าอสูรเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปหมดแล้ว แต่หากยังมีอสูรที่หลงเหลืออยู่อีก หากเจอเข้าห้ามดึงดันต่อสู้เด็ดขาด!
เอาชีวิตให้รอดก่อนเป็นสำคัญ! โดยเฉพาะเจ้า! ฉางฮวน! เจ้าพึ่งอยู่แค่ระดับเหลี่ยนชี่ขั้นสอง ยังไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้เลย อย่าได้บุ่มบ่าม!”
สีหน้าของกู่หว่านฮวาจริงจังขึ้น
กู่หว่านฮวาได้รับความดูแลเอาใจใส่อย่างมากจากกู่หว่านฮ่าว การที่นางสามารถทะลวงถึงระดับจู้จีได้นั้น กู่หว่านฮ่าวก็มีส่วนไม่น้อย นางจึงยินดีดูแลหลานชายของกู่หว่านฮ่าวเช่นกัน ส่วนเจ้าหนุ่มกู่ฉางเจ๋อผู้นี้ นอกจากจะมีรากวิญญาณไม่เลวแล้ว ปากก็หวานอีกด้วย ทำให้นางเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
กู่ฉางฮวนรู้ว่าการเตือนนี้สำคัญ เขาจึงขรึมเสียงตอบว่า “ขอให้ท่านย่าสบายใจ ข้ารักชีวิตตัวเองยิ่งนัก”
กู่ฉางเจ๋อก็พูดขึ้นว่า “ท่านย่าวางใจเถิด หากข้าเจออสูรล่ะก็ ข้าจะเผ่นแน่บก่อนเลย! แล้วค่อยกลับมาพาพี่น้องในตระกูลไปล้อมมัน!”
เห็นทั้งสองเป็นคนรู้ความ เข้าใจเหตุผล กู่หว่านฮวาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงต่อ
กู่ฉางฮวนกลับถึงลานของตน ก็เริ่มเตรียมของขวัญเล็กน้อยให้บิดา เขารู้ดีว่าพ่อของเขานั้นไม่ได้ขาดสิ่งใด ของขวัญจึงเป็นเพียงน้ำใจเท่านั้น
พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่เจ็ดต้นเดือน กู่ฉางฮวนไปยืนรอที่ปากทางขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่
ราวครึ่งเค่อถัดมา กู่ฉางเจ๋อก็มาถึง
“ทุกทีข้ามาก่อนเสมอ ดูท่าว่าวันนี้น้องสิบเจ็ดเองก็คงคิดถึงคนที่บ้านมากสินะ”
“พี่หกเองก็มาถึงเช้าเหมือนกันนี่นา”
“เพราะก่อนอายุสิบห้า เรากลับบ้านได้เฉพาะช่วงงานชุมนุมตรวจรากวิญญาณเท่านั้นเองล่ะสิ!” กู่ฉางเจ๋อถอนหายใจ
หลังจากอายุสิบห้าแล้ว ลูกหลานของตระกูลกู่ก็ต้องลงเขาไปทำงานให้ตระกูล เวลานั้นจึงจะมีอิสระมากขึ้น
ทั้งสองคุยกันได้ไม่นาน กู่ซื่อหย่วนก็นำคนมาถึง
“คารวะท่านลุง”
“คารวะท่านลุง”
ทั้งสองคารวะกู่ซื่อหย่วน
กู่ซื่อหย่วนสะบัดแขนเสื้อ “ไม่ต้องมากพิธีดอก ข้าล่ะเบื่อพวกพิธีรีตรองของตระกูลนัก ราวกับพวกขุนนางในโลกสามัญชนไปได้!” จะเรื่องมากทำไมกันนักหนา!
กู่ฉางฮวนกับกู่ฉางเจ๋อถึงกับอึ้งไป แต่สองคนที่ตามหลังมากลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลง คงเคยชินกับนิสัยของกู่ซื่อหย่วนแล้ว
“ท่านลุงผู้นี้ดูจะมีนิสัยแปลกอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่กล่าวมาก็ใช่จะไร้เหตุผลเสียทีเดียว” กู่ฉางฮวนคิดในใจ
ส่วนกู่ฉางเจ๋อนั้นกลับรู้สึกตาเป็นประกายขึ้นมา กล่าวตามตรง เขาเองก็ไม่ชอบพิธีการมากความเช่นกัน คราวนี้ได้เจอท่านลุงที่ใจตรงกัน จึงรู้สึกถูกชะตาอยู่ไม่น้อย
“ดูท่าก็มีแค่พวกเราเท่านี้สินะ”
กู่ซื่อหย่วนหยิบเรือวิญญาณลำหนึ่งออกมา เป็นเรือที่เล็กกะทัดรัดงดงามนัก ทว่าเมื่อรับลมแล้วกลับขยายขนาดขึ้นจนมีความยาวสิบจั้ง
“ขึ้นเรือเฮ่ออวี่ลำนี้ของข้าเถอะ! จะได้ถึงเมืองอวี้ชิงเร็วหน่อย”
ทั้งห้าคนก้าวขึ้นเรือเหาะไปพร้อมกัน กู่ฉางฮวนไม่เคยเห็นอุปกรณ์เวทประเภทเรือเหาะเช่นนี้มาก่อน ยังไม่ทันได้อุทานด้วยความตื่นตะลึง ก็ได้ยินกู่ฉางเจ๋อพูดขึ้นว่า
“เรือเฮ่ออวี่ลำนี้เป็นอุปกรณ์เวทระดับหนึ่งขั้นสูงสินะ! ท่านลุงซื่อหย่วนนี่ใจกว้างจริงๆ! หลานผู้นี้เพิ่งเคยเห็นของล้ำค่าแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย ต้องถือว่าเป็นบุญของข้าที่ได้ติดตามท่านลุงซื่อหย่วนมา”
กู่ฉางฮวนแอบหัวเราะในใจ พี่หกของเขานี่ช่างรู้จักประจบประแจงกับคนได้ดีจริงๆ
แม้กู่ซื่อหย่วนจะไม่ชอบพิธีรีตรอง แต่คนเรานั้นจะมีกี่คนที่ปฏิเสธคำยกยอหรือเสียงชมได้ลงคอกัน?
เขาลูบเคราของตนเอง สีหน้าดูพึงพอใจกับคำชมของกู่ฉางเจ๋อเป็นอย่างยิ่ง
“เรือเฮ่ออวี่ลำนี้ ข้าเพิ่งได้มาไม่นานมานี้เองนะ เจ้ารู้ไหมว่าข้าจ่ายไปตั้งสองพันหินวิญญาณแน่ะ! ถึงแม้ความเร็วของมันจะช้ากว่าผู้ฝึกตนระดับจู้จีเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่าราคาแน่นอน!”
กู่ฉางเจ๋อก็ใช้จุดแข็งของตนอย่างเต็มที่ ทั้งชมเชยกู่ซื่อหย่วน ทั้งชวนสองพี่น้องในตระกูลที่เดินทางมาด้วยคุย อีกทั้งยังดึงกู่ฉางฮวนเข้ามาร่วมวงสนทนาอยู่เนืองๆ บรรยากาศบนเรือจึงเป็นกันเองและอบอุ่นขึ้นทันตา แม้ว่ากู่ซื่อหย่วนจะเป็นผู้อาวุโส แต่ด้วยนิสัยเปิดเผย เขาก็พูดคุยกับรุ่นน้องได้อย่างเข้ากันได้ดี
จากบทสนทนา กู่ฉางฮวนได้ทราบว่า ทั้งกู่ซื่อหย่วนและสองพี่น้องที่มาด้วย เคยประจำการอยู่ในหนึ่งในกิจการของตระกูล และเพิ่งถูกเรียกตัวกลับมายังเขาปี้เฟิงเพราะขาดคนจัดงานชุมนุมตรวจรากวิญญาณ
สองพี่น้องที่มากับกู่ซื่อหย่วนนั้น คือกู่ฉางเฟิง กับกู่ฉางหย่ง เป็นรุ่น “ฉาง” ลำดับที่สองและสาม ทั้งคู่ต่างเป็นผู้ฝึกตนระดับเหลี่ยนชี่ขั้นหก
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เรือเฮ่ออวี่ก็พาทุกคนลงจอดที่ลานกว้างกลางเมืองอวี้ชิง สถานที่จัดงานชุมนุมตรวจรากวิญญาณได้ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย เหลือเพียงรอให้พิธีเริ่มขึ้นเท่านั้น เมืองอวี้ชิงก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน แขกเหรื่อที่พาลูกหลานมาทดสอบรากวิญญาณพักกันเต็มทุกโรงแรมในเมือง
ผู้ที่ประจำการอยู่ในเมืองอวี้ชิงก็คือกู่ซื่อช่าง อายุเขาเกินร้อยปีแล้ว ที่ประจำอยู่ที่นี่ก็เพื่อทั้งเฝ้าเมืองและพักผ่อนไปพร้อมกัน
ทันทีที่ก้าวลงจากเรือ กู่ฉางฮวนก็หันไปกล่าวลา
“ท่านลุง ข้าคิดถึงบ้านนัก พรุ่งนี้ค่อยไปคารวะท่านลุงซื่อช่างก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปเถอะ! เจ้าหนุ่มฉางเจ๋อ เจ้าก็ไปได้เลย! ขอแค่กลับมาก่อนงานชุมนุมตรวจรากวิญญาณสิ้นสุดก็พอแล้ว” กู่ซื่อหย่วนหัวเราะพลางกล่าว
กู่ฉางฮวนเร่งใช้วิชาตัวเบาที่กู่เสวียนจั้นเคยสอนให้ เพียงชั่วพริบตาก็เบาดั่งหงส์ ย่างเท้าเพียงหนึ่งก้าวก็พุ่งไปได้หลายมี่ เขามุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความเร็วสูง
เขาไม่รบกวนบ่าวรับใช้ แต่กลับมายังหน้าห้องหนังสืออย่างเงียบเชียบ เขาใช้จิตสัมผัสตรวจสอบก่อนจะพบว่า บิดาและมารดาอยู่ในห้องหนังสือด้วยกัน
เขายืนอยู่หน้าประตูสักครู่ ไม่กล้าเคาะประตูทันที
“ใครอยู่หน้าประตู!” กู่ฉางฮวนเผลอปล่อยลมหายใจออกมา จนถูกฟางอวี้หรงในห้องจับสัมผัสได้
กู่ฉางฮวนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วผลักประตูเข้าไป
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฮวนเอ๋อร์กลับมาแล้ว!”
มือของกู่ซานที่กำลังถือพู่กันถึงกับสั่น ส่วนฟางอวี้หรงน้ำตาคลอทันที
จะไม่พูดถึงความคึกคักในบ้านของกู่ซานก็คงไม่ได้ แต่ทางฝั่งของกู่ซื่อช่างเองก็คึกคักไม่แพ้กัน
กู่ซื่อช่างได้เตรียมอาหารสุราชั้นเลิศไว้เรียบร้อยแล้ว ยังมีการแสดงร้องรำทำเพลงจากหญิงสาวสามัญชนผู้มีโฉมสะคราญ ภายในคฤหาสน์หรูหราของเขา ขณะนี้หญิงสาวงามสะพรั่งหลายคนกำลังร่ายรำอยู่ กู่ซื่อช่างกับกู่ซื่อหย่วนต่างนั่งซ้ายขวาชมอยู่ ส่วนกู่ฉางเฟิงกับกู่ฉางหย่งนั้นจับจ้องนักรำไม่วางตา ราวกับกำลังลืมโลกภายนอกไปเสียแล้ว
“ท่านซื่อหย่วน คิดว่าหญิงงามในจวนข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” กู่ซื่อช่างเอ่ยถามพลางเรอเบาๆ ด้วยฤทธิ์สุรา
“ข้ารู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเพลงเต้นดนตรีพรรค์นี้กันเล่า ท่านพี่สิบเก้าอย่าทำให้ลำบากข้าเลย” กู่ซื่อหย่วนตอบตรงๆ ใบหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเขาดื่มไปไม่น้อย
“ข้าว่าเถอะ ผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเรา วันๆ เอาแต่นั่งสมาธิ ฝึกฝน ทำงานเหน็ดเหนื่อย แต่สุดท้ายแล้วจะมีสักกี่คนกันที่ได้เป็นเซียนยืนยาว? สู้ข้าไม่ได้หรอก ข้าเลือกใช้ชีวิตให้สุขสมอย่างเต็มที่เสียยังดีกว่า!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู่ฉางเฟิงก็ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะยกสุราขึ้นดื่มหมดรวดเดียว
ส่วนกู่ฉางหย่งนั้นกลับมีสีหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่