- หน้าแรก
- แผนที่สู่เซียน
- บทที่ 8 ข่าวคราวอสูร
บทที่ 8 ข่าวคราวอสูร
บทที่ 8 ข่าวคราวอสูร
บทที่ 8 ข่าวคราวอสูร
กู่ฉางฮวนหน้าแดงก่ำ
ทำไมท่านปู่ถึงชอบทำให้เขาเสียหน้าอยู่เรื่อยเลย!
ทั้งสามกล่าวขอบคุณแล้วก็ต่างรีบกระดกสุราวิญญาณลงคอคำหนึ่ง
สุราวิญญาณคำเดียวลงท้อง ยังไม่ต้องพูดถึงรสชาติ กู่ฉางชิงก็รู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณในตันเถียนของตนเอ่อล้นขึ้นมาอยู่หลายส่วน
ไม่เสียแรงที่เป็นสุราวิญญาณซึ่งผู้บำเพ็ญเซียนระดับจู้จีเป็นคนเอาออกมาเลี้ยงจริง ๆ!
ทั้งสามคนต่างก็ชื่นชมในใจอย่างพร้อมเพรียงกัน
อาหารรสเลิศกับสุราดีทำให้ทุกคนเจริญอาหารมากขึ้นเป็นพิเศษ แน่นอนว่ากู่หว่านฮ่าวเพียงแค่ลิ้มชิมเล็กน้อยเท่านั้น เขาบำเพ็ญถึงระดับจู้จีแล้ว การกินก็เป็นแค่การตอบสนองต่อความอยากเท่านั้น อาหารเซียนที่โรงอาหารของตระกูลกู่จัดทำ แม้จะรสเลิศแต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการบำเพ็ญของเขา
คนทั้งโต๊ะกินข้าวกันอย่างครึกครื้น เด็กหนุ่มทั้งหลายแม้จะมีพื้นเพไม่เลว แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินอาหารเลิศรสแบบนี้นัก มื้อนี้ทุกคนกินกันจนอิ่มแปล้ พากันจับท้องกลับเรือนไปเต็มท้องไปด้วยพลังวิญญาณ เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญอย่างยิ่ง!
กู่ฉางฮวนก็ลูบท้องตัวเองอย่างแน่น มื้อนี้อิ่มจริง!
แต่เมื่อครู่มีจานเนื้อจานหนึ่งอร่อยเหลือเกิน! เสียดายที่เขากินได้ไม่เยอะ พอกินไปไม่กี่ชิ้นก็แน่นเสียแล้ว!
“ท่านปู่ ข้ารู้สึกว่าคืนนี้คงไม่ต้องกินข้าวอีกแล้วล่ะ” แน่นท้องจริง ๆ กู่ฉางฮวนว่าอย่างรู้สึกละอาย เขาพยายามควบคุมตัวเองแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังเผลอกินจนแน่น เขารู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ในร่างมีพลังวิญญาณจำนวนมาก รอเขานั่งกลั่นอยู่!
กู่หว่านฮ่าวก็ไม่ได้แปลกใจนัก อาหารเซียนที่ผู้บำเพ็ญเซียนปรุง มักจะอร่อยกว่าของโลกสามัญนัก อีกทั้งในอาหารยังแฝงไปด้วยพลังวิญญาณ มื้อใหญ่หนึ่งมื้อเพียงพอจะทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนอิ่มได้นานสองสามวัน
“อาหารเซียนช่วยในการบำเพ็ญ กินมากหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่อย่าแน่นจนไม่สบายก็พอ” กู่หว่านฮ่าวหัวเราะกล่าว
เขาโอนแต้มผลงานตระกูลหนึ่งพันแต้มเข้าจี้หยกประจำตัวของกู่ฉางฮวน ในฐานะนักปรุงโอสถประจำตระกูล เขาแทบไม่ได้อยู่ที่เขาปี้เฟิงเลย ส่วนใหญ่มักประจำอยู่ที่หอค้าในเมืองจิ่วชี
“อีกไม่กี่วัน ท่านปู่ก็ต้องไปประจำที่ร้านค้าของตระกูลกู่แล้ว หากฉางฮวนมีเรื่องอะไรก็ไปหาท่านทวดหรือเจ้าตระกูลได้ ท่านปู่โอนแต้มผลงานตระกูลให้เจ้าแล้วหนึ่งพันแต้ม อยากกินอะไรก็ซื้อเอาได้ตามใจ
หนังสือในห้องหนังสือของท่านปู่ เจ้าก็อ่านได้หมด ฉางฮวนต้องจดจำไว้ด้วยว่าให้คลุกคลีอยู่กับคนในตระกูลมาก ๆ ข้าคิดว่าคงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามารังแกเจ้า ท่านปู่จะทิ้งยันต์ควบคุมค่ายกลของเรือนไว้ให้ เวลาจะออกไปไหน เช้าเย็นต้องตรวจสอบค่ายกลด้วยนะ”
กู่หว่านฮ่าวกำชับ จริงอยู่ที่ว่าโดยทั่วไปเขาปี้เฟิงไม่ใช่ที่อันตรายอะไรนัก แต่การสร้างนิสัยแบบนี้ต้องปลูกฝังไว้ตั้งแต่ต้น
“ท่านปู่จะไปนานไหม?” กู่ฉางฮวนอาลัย เขาเพิ่งจากมารดามา ตอนนี้ญาติคนสนิทที่อยู่ด้วยก็มีเพียงท่านปู่เท่านั้น
ความจริงแล้วชีวิตของผู้บำเพ็ญเซียนมักเต็มไปด้วยการพรากจากและความเป็นความตาย เพียงแต่ตอนนี้กู่ฉางฮวนยังเด็ก ยังไม่เข้าใจความหมายของมันนัก
“ไม่นานหรอก” กู่หว่านฮ่าวว่า น่าเสียดายที่เขาไม่มีเวลาสั่งสอนกู่ฉางฮวนด้วยตนเอง ดังนั้นจึงให้เขาอยู่ที่เขาปี้เฟิงจะดีที่สุด
ปู่หลานสองคนพูดคุยกันพลางเดินกลับเรือน กู่ฉางฮวนกลับห้องไป ส่วนกู่หว่านฮ่าวก็ได้รับยันต์สื่อสารจากกู่หว่านชาง พออ่านจบ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบออกจากเรือนไปหากู่หว่านชาง
กู่ฉางฮวนก็นั่งขัดสมาธิ ค่อย ๆ ขจัดความคิดฟุ้งซ่าน เขาต้องรีบกลั่นพลังวิญญาณจากอาหารเซียนที่เพิ่งกินเข้าไป พลังวิญญาณในร่างเริ่มไหลเวียน ผ่านไปไม่นานก็รู้สึกว่ามีพลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่ กู่ฉางฮวนก็เลิกบำเพ็ญ แม้การบำเพ็ญจะน่าเบื่อ แต่เขาก็ชอบความรู้สึกที่ว่าพอทุ่มเทลงไปแล้วจะได้ผลตอบแทนทันที มันทำให้เขามีกำลังใจที่จะพยายามต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ที่หอปรึกษาของตระกูลกู่ กู่หว่านฮ่าวกับกู่หว่านชางต่างก็หน้าเครียด
ผ่านไปพักใหญ่ กู่หว่านฮ่าวจึงพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นข่าวที่บรรพชนตระกูลฟางส่งมา ก็คงไม่ใช่เรื่องลวง แต่ด้วยสถานการณ์ของตระกูลตอนนี้ เกรงว่า...”
“ข้าคิดอย่างละเอียดแล้ว ครั้งนี้เป็นเพียงคลื่นอสูรเล็ก ๆ ที่เกิดจากอสูรระดับจื่อฝู่เท่านั้น อีกทั้งเรายังมีเวลาเตรียมตัว คงไม่ถึงขั้นสร้างความเสียหายที่ฟื้นฟูไม่ได้หรอก”
กู่หว่านชางถอนใจ
เมื่อครู่ตระกูลฟางส่งผู้บำเพ็ญระดับจู้จีคนหนึ่งมาบอกข่าวแก่กู่หว่านชาง ว่าบรรพชนตระกูลฟางส่งข่าวมาว่า ในอีกไม่กี่วันเทือกเขาจิ่วชีจะเกิดคลื่นอสูรขนาดย่อม ขอให้ตระกูลกู่เตรียมตัวไว้ให้ดี
ต้นเหตุมาจากมีอสูรแรดจินเจี่ยวตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาเฉียนหลงซึ่งติดกับเทือกเขาจิ่วชี สามารถทะลวงถึงระดับสามได้ในถิ่นของอสูรหมาป่าจื่อจิง อสูรแรดจินเจี่ยวรูปร่างคล้ายแรด มีเขาทอง เป็นสัตว์อารมณ์สงบ ปกติเป็นเหยื่อของอสูรหมาป่าจื่อจิง มีเพียงระดับสองขั้นสูง ตัวที่พุ่งขึ้นถึงระดับสามได้นี้น่าจะกลายพันธุ์
หลังทะลวงระดับไม่นาน อสูรแรดจินเจี่ยวก็พาฝูงของมันเข้าชิงถิ่นกับฝูงหมาป่าจื่อจิง แต่ด้วยเพิ่งเข้าสู่ระดับสามได้ไม่นาน จึงไม่ใช่คู่มือของหมาป่าจื่อจิง ไม่นานก็พากันแตกพ่ายหนีไป
อสูรที่ขึ้นระดับสามจำเป็นต้องหาสายพลังวิญญาณระดับสามเพื่อรักษาระดับพลัง แต่เทือกเขาเฉียนหลงนั้น สถานที่ที่มีสายพลังวิญญาณระดับสามต่างก็มีเจ้าของหมดแล้ว ไม่ว่าฝูงแรดจินเจี่ยวจะหนีไปที่ไหนก็ต้องแย่งชิงพื้นที่ สุดท้ายต้องมีตัวหนึ่งที่ไม่มีถิ่นฐานเป็นของตัวเอง และเมื่อถูกขับไล่ซ้ำ ๆ เข้า มันซึ่งเริ่มมีปัญญาแล้ว ก็อาจเบนเป้ามายังเทือกเขาจิ่วชีแทน!
บรรดาอสูรระดับต่ำที่โดนผลกระทบจากศึกแย่งถิ่นก็จะพลอยออกจากที่อยู่เดิม อสูรเหล่านี้แม้ไม่แข็งแกร่งนัก แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้วก็เป็นภัยถึงชีวิต
ตระกูลกู่เพิ่งจะฟื้นจากคลื่นอสูรใหญ่เมื่อคราวก่อน แถมยังเพิ่งค้นพบร่างวิญญาณอย่างกู่ฉางฮวนกำลังจะมุ่งหน้าเร่งฝีเท้า กลับต้องมาเจอกับคลื่นอสูรย่อยอีก โชคชะตานี่ช่างไม่เข้าข้างจริง ๆ!
เกรงว่าต่อไปอีกหลายเดือนหรืออาจยาวไปเป็นปี พื้นที่ของตระกูลกู่จะต้องถูกอสูรรุกรานอยู่เรื่อย
ตระกูลกู่ตั้งอยู่ในเทือกเขาจิ่วชี ซึ่งอยู่ใกล้ถิ่นของเผ่าอสูร พูดให้ชัดก็คือเป็นพื้นที่กันชนระหว่างสองเผ่า แคว้นชิงโจวที่ตั้งของเทือกเขาจิ่วชีติดกับเผ่าอสูร เพื่อขยายอาณาเขตของมนุษย์ นิกายห่าวหรานซึ่งเป็นนิกายใหญ่สุดของแคว้นจึงสนับสนุนให้ผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรตั้งตระกูลนิกายในเขตกันชน และเทือกเขาจิ่วชีก็ถือเป็นประตูหนึ่งของเขตตะวันออกเฉียงใต้แคว้นชิงโจว
ตลอดหลายปี หากไม่เพราะโดนพวกอสูรรุกรานอยู่บ่อย ๆ ตระกูลกู่คงมีผู้บำเพ็ญถึงระดับจื่อฝู่แล้ว ปัจจุบันในเทือกเขาจิ่วชีมีเพียงสี่ตระกูลคือกู่ ฟาง อวี้ จาง ที่มีผู้บำเพ็ญถึงระดับจื่อฝู่แค่สองคน บรรพชนตระกูลฟางเป็นผู้อาวุโสของนิกายห่าวหราน ส่วนบรรพชนตระกูลจางประจำการอยู่ที่จิ่วชีเพื่อข่มผู้บำเพ็ญพเนจรและอสูร บรรพชนทั้งสองร่วมมือกันถึงรักษาความสงบให้เทือกเขาแห่งนี้มากว่าร้อยปี
ทุกอย่างมีสองด้าน สี่ตระกูลในเทือกเขาจิ่วชีแม้จะก้าวหน้าไม่มากเพราะภัยอสูร แต่เพราะทำเลดี จึงครอบครองภูเขาที่มีพลังวิญญาณหลายลูก โดยเฉพาะเขาปี้เฟิง ดินแดนของพวกเขากว้างกว่าตระกูลระดับจู้จีอื่นในแคว้นหลายเท่า ถึงแม้รายรับจากวัตถุดิบจะมาก แต่ความสูญเสียจากศึกต่อเนื่องก็ไม่น้อยเลย เป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ยให้คนนอกเข้าใจ
“เพื่อรับมือเรื่องนี้ บรรพชนตระกูลจางจะจัดงานแลกเปลี่ยนที่หอค้าเมืองจิ่วชี เพื่อให้ทั้งสี่ตระกูลแลกเปลี่ยนของกันสะดวกขึ้น บรรพชนตระกูลจางจะนำวัสดุจากอสูรมาด้วยบางส่วน”
กู่หว่านชางกล่าวด้วยน้ำเสียงปนสะท้อนใจ
บรรพชนรุ่นแรกของตระกูลจางนั้นมีเพียงระดับจื่อฝู่ขั้นกลาง เป็นคนที่พลังต่ำสุดในบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งตระกูลทั้งสี่ อีกทั้งยังไม่มีมรดกตกทอดอันโดดเด่น
แต่โชคของตระกูลจางก็ดี ลูกหลานสายตรงของบรรพชนรุ่นแรก ซึ่งก็คือบรรพชนตระกูลจางคนปัจจุบัน จางเหวินเต้า เป็นผู้มีรากวิญญาณพิเศษธาตุลม ตระกูลจางจึงทุ่มสุดกำลังจนเขาทะลวงถึงระดับจื่อฝู่ได้ ผู้มีรากวิญญาณพิเศษมักเชี่ยวชาญในการต่อสู้ จึงไม่แปลกที่บรรพชนตระกูลจางจะมีวัสดุจากอสูรขั้นสูงอยู่ในมือมากมาย