- หน้าแรก
- ในวันที่โลกสยองขวัญ ผมต้องมาชงนมให้คายาโกะกับซาดาโกะ
- บทที่ 19 เครื่องสังเวยโลหิต เปิดฉากศึกตัดสิน!
บทที่ 19 เครื่องสังเวยโลหิต เปิดฉากศึกตัดสิน!
บทที่ 19 เครื่องสังเวยโลหิต เปิดฉากศึกตัดสิน!
"ไม่ใช่นะ พวกเราแค่..."
แนนซี่ถึงกับไปไม่เป็น
เมื่อมองไปยังซาดาโกะที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็น และคายาโกะที่ดูเขินอาย เธอก็นั่งยองๆ ลงและถามเด็กทั้งสองว่า "ซาดาโกะ คายาโกะ พวกหนูรู้เหรอว่าการเดตคืออะไร"
"รู้สิคะ"
ซาดาโกะกระพริบตาปริบๆ "การเดตก็คือการทำเรื่องสนุกๆ ด้วยกัน เพื่อให้คนสองคนรู้จักกันมากขึ้น ถ้าพี่เต็มใจรับฟัง ผู้ชายเขาก็เต็มใจจะพูดคุยด้วยอยู่แล้ว"
แนนซี่: "..."
ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล แต่ก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่นิดหน่อย
"พี่แนนซี่คะ พี่จะแต่งงานกับพ่อไหม"
จู่ๆ ความคิดของซาดาโกะก็กระโดดข้ามขั้นไปเรื่องแต่งงานเฉยเลย
"ไม่... คือ... มันยังอีกไกลน่ะจ้ะ พี่หมายถึง... เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่แค่พูดปุ๊บจะแต่งปั๊บได้เลย"
ใบหน้าของแนนซี่แดงระเรื่อ ขณะที่เธอพูดตะกุกตะกัก
ซาดาโกะถอนหายใจยาว แสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่ "พ่อเคยบอกว่า การแต่งงานคือการที่เราอยากอยู่กับแฟนมากกว่าอยากกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่"
"พี่แนนซี่คะ ตอนนี้พี่ก็อยากอยู่กับพ่อและไม่อยากกลับบ้านไปหาพ่อพี่ นี่ไม่ใช่การแต่งงานเหรอคะ"
แนนซี่: "หา?!"
เธอจ้องมองซาดาโกะตาค้าง
เด็กคนนี้ดูจะรู้มากเกินวัยไปหน่อยแล้ว!
"แต่ว่า..."
แนนซี่กระแอมเบาๆ ตัดสินใจว่าจะต้องสั่งสอนเด็กทั้งสองสักหน่อย
เธอพูดกับซาดาโกะด้วยสีหน้าจริงจัง "สิ่งสำคัญที่สุดของการแต่งงานคือการหาคู่ชีวิตที่เหมาะสม มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ และเราต้องระวังให้มากๆ ด้วย"
ซาดาโกะร้อง "อ๋อ" แล้วถามกลับว่า "แล้วจะหาคู่ที่เหมาะสมยังไงคะพี่แนนซี่"
ยังไม่ทันที่แนนซี่จะตอบ ซาดาโกะก็พูดต่อเองว่า "หนูคิดว่าต้องหาคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กับเรา อย่างเช่น ถ้าพี่ชอบกีฬา เขาก็ต้องชอบกีฬาแบบเดียวกับพี่ และต้องซื้อขนมมันฝรั่งทอดมานั่งดูแข่งกีฬากับพี่ด้วย"
คายาโกะพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างๆ ดูเห็นด้วยสุดๆ
เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยสองคนคุยเรื่องเดตและเรื่องแต่งงานด้วยสีหน้าจริงจัง แนนซี่ก็รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกพิลึกพิลั่น
ปีเตอร์สอนลูกยังไงของเขาเนี่ย?
ซาดาโกะกับคายาโกะยังเด็กแค่นี้ ทำไมถึงมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ได้?
แม้จะรู้ว่าลูกสาวทั้งสองของปีเตอร์มีความพิเศษ แต่แนนซี่ก็ไม่คิดว่าจะแตกต่างจากเด็กทั่วไปขนาดนี้
"อะแฮ่ม... พี่จะรับคำแนะนำไว้พิจารณานะ ขอบใจมากจ้ะที่บอก"
แนนซี่ลูบหัวเด็กน้อยทั้งสองแก้เขิน แล้วรีบขอตัวเข้าห้องไป
เธอกลัวว่าถ้าคุยเรื่องเดตกับสองสาวน้อยต่อไป อาจจะได้ยินอะไรที่น่าตกใจยิ่งกว่านี้อีก
คืนนี้คือศึกตัดสินชี้ชะตากับเฟรดดี้ เธอต้องเก็บแรงไว้...
...
ยามค่ำคืนมาเยือน
ปีเตอร์ขับรถพาแนนซี่มุ่งหน้าไปยังโบสถ์ร้างแถบชานเมือง
ถนนสายยาวเหยียดดูไร้ที่สิ้นสุด นอกหน้าต่างรถมืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องผ่าความมืดออกเป็นสองทาง
แนนซี่นั่งเงียบอยู่ที่เบาะข้างคนขับ มองดูต้นสนและป้ายจราจรที่โผล่พ้นความมืดเข้ามาในสายตา แล้วถูกกลืนหายกลับเข้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหลังรถอย่างรวดเร็ว
ขณะขับรถ ปีเตอร์เหลือบมองแนนซี่แล้วเอ่ยขึ้น "ถ้าเธอเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะแนนซี่ เราเลี้ยวรถกลับได้ เธอไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อล่อเฟรดดี้ออกมาหรอก"
เขาคิดว่าควรลองเกลี้ยกล่อมเธอเป็นครั้งสุดท้าย
เพราะแผนการของแนนซี่นั้นเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง
"ไม่ค่ะ ฉันตัดสินใจแล้วปีเตอร์"
แนนซี่สูดหายใจลึก สายตายังคงจับจ้องทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
"จริงๆ แล้วตอนนี้ฉันไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่แล้วล่ะค่ะ"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงซับซ้อน "ตอนนี้ฉันเชื่อในโชคชะตาแล้วค่ะอาปีเตอร์ บางที... ทุกสิ่งที่คนเราต้องเผชิญอาจถูกกำหนดไว้แล้ว สวรรค์ลิขิตชะตาชีวิตของพวกเราไว้แล้ว เหมือนที่ฉันได้มาเจออา"
"เราคิดว่าเราควบคุมทุกอย่างได้ ควบคุมชะตาชีวิตตัวเองได้ แต่จริงๆ แล้วเราทำไม่ได้หรอกค่ะ เราทุกคนถูกถักทอด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป ทุกการกระทำที่เกิดขึ้น แม้แต่คำกระซิบรักหรือท่าทีโกรธแค้น ก็เป็นแค่แรงสั่นสะเทือนเล็กๆ บนลานนาฬิกาแห่งชีวิต ที่ต้องสั่นไหวนับครั้งไม่ถ้วน"
เธอหันมาจ้องตาปีเตอร์ด้วยแววตามุ่งมั่น "เหมือนตอนนี้ โชคชะตากำหนดให้ฉันต้องทำสิ่งนี้ นี่คือแรงสั่นสะเทือนครั้งหนึ่งบนนาฬิกาชีวิตของฉัน ดังนั้น... ฉันหนีไม่ได้ค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ปีเตอร์ส่ายหน้าและแย้งว่า "ไม่หรอก เธอเข้าใจผิดแล้วแนนซี่ โชคชะตากำหนดการกระทำของเราแค่ครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทิ้งไว้ให้เราเป็นคนควบคุมเอง"
รถแล่นมาถึงจุดหมาย ปีเตอร์เหยียบเบรกแล้วหันไปบอกแนนซี่ "เอาล่ะ ถึงแล้ว"
หลังจากจอดรถหน้าโบสถ์ร้าง ปีเตอร์ก็เปิดประตูลงจากรถพร้อมกับแนนซี่
ขณะที่กำลังจะเดินออกไป ปีเตอร์รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
ทำไมเบาะหลังรถดูนูนๆ ผิดปกติ?
ด้วยความสงสัย เขาจึงเปิดประตูหลังและเลิกผ้าใบที่คลุมอยู่ออก
เสียงกุกกักดังขึ้น ผ้าใบถูกดึงออก เผยให้เห็นเด็กหญิงสองคนนั่งซ่อนตัวอยู่ด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
ปีเตอร์มองคายาโกะและซาดาโกะที่แอบติดรถมาด้วยแล้วถอนหายใจยาว
"ไหนลองอธิบายมาซิ ซาดาโกะ นี่เป็นไอเดียลูกใช่ไหม"
ยังไม่ทันที่ซาดาโกะจะตอบ คายาโกะก็ยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วพูดเสียงอ่อย "เปล่าค่ะพ่อ หนูอยากมากับพ่อเอง หนู... หนูลัวพ่อจะโดนเฟรดดี้ทำร้ายเหมือนคราวที่แล้ว"
ขณะพูด คายาโกะทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ
เมื่อเห็นคายาโกะเบะปากเตรียมจะร้องไห้ ปีเตอร์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอุ้มเธอขึ้นมา
เขาเดาว่าสองสาวคงแอบได้ยินแผนการของเขากับแนนซี่ เลยแอบตามมาด้วย
"ตกลงกันก่อนนะ ทั้งสองคนต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อ ไม่งั้นพ่อจะส่งตัวกลับบ้านเดี๋ยวนี้ เข้าใจไหม"
ปีเตอร์คาดโทษไว้ล่วงหน้า
ซาดาโกะพยักหน้ารัวๆ "เข้าใจค่ะพ่อ หนูจะทำตามที่พ่อบอกทุกอย่างเลย"
...
ภายในโบสถ์ร้าง ปีเตอร์จุดเทียนไขเพื่อให้แสงสว่าง
เขาพูดกับแนนซี่ที่นอนราบอยู่บนแท่นบูชา "ตอนนี้เที่ยงคืนแล้วแนนซี่ อีกสิบนาทีฉันจะปลุกเธอ หรือถ้าฉันเห็นเธอได้รับบาดเจ็บ ฉันจะยุติแผนการแล้วปลุกเธอทันที ไม่ว่าเธอจะจับตัวเฟรดดี้ได้หรือไม่ก็ตาม"
แนนซี่สูดหายใจลึก พยักหน้าให้ปีเตอร์และสองสาวน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปที่ไม้กางเขนใจกลางโบสถ์
ร่างบางที่นอนอยู่บนแท่นเทศน์ที่เหล่านักบุญเคยใช้ประกาศธรรม ดูราวกับเครื่องบูชายัญแด่พระเจ้า เธอหลับตาลงและกระซิบคำอธิษฐานต่อหน้าไม้กางเขน
"ข้าพระองค์ขอล้มตัวลงนอน ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองวิญญาณของข้า หากข้าต้องตายก่อนตื่น ขอพระเจ้าทรงรับวิญญาณข้าไป"
เมื่อเห็นแนนซี่หลับตาลง ปีเตอร์ก็กดปุ่มนับถอยหลังที่นาฬิกาข้อมือ
ติ๊ก!
ทันทีที่ปีเตอร์กดปุ่มนับถอยหลัง สติของแนนซี่ก็เริ่มเลือนราง
วินาทีถัดมา
แนนซี่ลืมตาขึ้นและพบว่าปีเตอร์ คายาโกะ และซาดาโกะหายไปจากโบสถ์แล้ว
ภายในโบสถ์ที่เงียบเชียบราวป่าช้า มีเพียงแสงเทียนสีขาวซีดที่ยังคงลุกไหม้อยู่
แนนซี่รู้ทันทีว่าเธอได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความฝันแล้ว
เท้าเปล่าสัมผัสพื้นเย็นเฉียบ เธอก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ทีละก้าว... ทีละก้าว