- หน้าแรก
- ฟ่านอี หนึ่งเนตรครอบจักรวาล
- ตอนที่ 48 มู่หลาน
ตอนที่ 48 มู่หลาน
ตอนที่ 48 มู่หลาน
ตอนที่ 48 มู่หลาน
ฟ่านอีมิได้เกรงใจแม้แต่น้อย เก็บผลนิวหลิวใส่ถุงเก็บของทันที จากนั้นจึงหันมามองทั้งสอง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เอาละ ข้าจะไปแล้ว พวกเจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อ หรือให้ข้าพาออกไป?”
“ออ…ออกไป…”
แรดตัวนั้นกินเม็ดยาห้ามเลือดเข้าไป อาการฟื้นขึ้นเล็กน้อย ถึงกับตะกุกตะกัก ฝืนเปล่งวาจามนุษย์ออกมาได้หนึ่งประโยค
ฟ่านอีพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวต่อว่า
“เช่นนั้น เจ้าก็เข้าไปอยู่ในถุงอสูรของข้าก่อน พอข้าออกไปแล้ว จะส่งเจ้าไปยังหุบเขาอสูร”
กล่าวจบ เขาใช้จิตสัมผัสเชื่อมต่อถุงอสูร ก็เห็นแรดตัวนั้นมีสีหน้าสงบนิ่ง ถูกเก็บเข้าไปในถุงอสูรโดยดี
“แล้วเจ้าเล่า?”
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ ฟ่านอีจึงหันไปมองหญิงสาว เอ่ยถาม
“ข้า…อยากกลับบ้าน…”
หญิงสาวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเบา
“เจ้าอยู่เขตนอกหรือเขตใน?”
ฟ่านอีพยักหน้า ถามต่อ
“ข้า…หมายถึง…บ้านในโลกสามัญ…”
หญิงสาวมีสีหน้าเคอะเขิน ก้มหน้าพูดอย่างกระดาก
“เช่นนั้น ข้าคงช่วยไม่ได้ เจ้าจงหาทางเองเถิด ลาก่อน!”
ฟ่านอียกมุมปาก กล่าวอย่างเด็ดขาด
สิ้นคำ เขาหันหลังเดินออกจากถ้ำไปทันที มิได้หันกลับมาอีก
“ศิษย์พี่โปรดหยุดก่อน! หากศิษย์พี่ช่วยสนองความปรารถนานี้ได้ ศิษย์น้องยินดีตอบแทน!”
หญิงสาวพ้นจากความทรมานแห่งการหลอมวิญญาณ พักฟื้นอยู่ครู่หนึ่ง จึงพอมีเรี่ยวแรงกล่าวถ้อยคำได้เป็นปกติ นางจึงรีบเอ่ยออกมาในคราวเดียว
“เจ้าจะให้สิ่งใดเป็นค่าตอบแทน?”
ฟ่านอีหยุดฝีเท้า หันกลับมาถามด้วยความสนใจ
“หนึ่งร้อยศิลาวิญญาณพอหรือไม่?”
หญิงสาวลองหยั่งเชิงถาม
“บ้านเจ้าอยู่แห่งใด?”
“ตระกูลมู่แห่งสันเขาฉินหลิ่ง”
“ไม่พอ!”
“ศิษย์พี่เห็นว่าเท่าใดจึงเหมาะ?”
“สองร้อยศิลาวิญญาณ”
“ตกลง!”
หลังการต่อรองสั้นๆ ทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลงกันโดยเร็ว
ดังนั้น ฟ่านอีจึงซ่อนวิญญาณคงค้างของหญิงสาวไว้ในแขนเสื้อยาว แล้วก้าวผ่านค่ายกล กลับออกมาที่เรือนทะเลสาบคราม
สถานที่แห่งนี้ยังไม่มีผู้ใดอาศัย เขาจึงเข้าไปในเรือนโดยตรง ปล่อยหนึ่งคนหนึ่งอสูรออกมา แล้วกล่าวกับหญิงสาวว่า
“เจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะนำแรดห้าเขานี้ไปส่งคืนหุบเขาอสูร พอรุ่งเช้า จะไปส่งเจ้ากลับบ้าน”
หญิงสาวไม่มีข้อโต้แย้ง ฟ่านอีจึงหันไปมองแรดห้าเขา เอ่ยถามว่า
“เจ้าจะไปหุบเขาอสูรของเขตนอก หรือเทือกเขาอสูรของเขตใน?”
เนื่องจากแรดห้าเขานี้อยู่ในขอบเขตหลอมรวมขั้นเจ็ด เขาจึงยังไม่แน่ใจว่าควรส่งไปที่ใด จึงเอ่ยถามขึ้นเป็นพิเศษ
“ขอ…สวามิ…ภักดิ์…”
ผู้ใดจะคาดคิด แรดห้าเขากลับส่ายศีรษะเล็กน้อย จากนั้นก็เห็นหยดโลหิตหนึ่งหยดผุดออกจากหน้าผากของมัน ลอยมาตรงหน้าฟ่านอี
“เจ้าจะยอมรับข้าเป็นนายกระนั้นหรือ?!”
ฟ่านอีตกตะลึง รีบเอ่ยถาม
“บุญ…ใหญ่…ตอบ…”
แรดห้าเขาพยักหน้า พูดตะกุกตะกัก
ฟ่านอีพลันยินดีในใจ แรดห้าเขานี้มีขอบเขตเทียบเท่าตน หากรับไว้กำลังของเขาย่อมเพิ่มขึ้นในทันที
[สมแล้วที่ความดีมีผลตอบแทน!]
เขารับโลหิตวิญญาณของอีกฝ่ายไว้ด้วยความปลาบปลื้ม พลางคิดในใจ
แม้ผลนิวหลิวหลังหลอมเสร็จจะมีมูลค่าสูงกว่าแรดห้าเขานี้ ทว่าเขากลับรู้สึกเสมอว่านั่นคือทรัพย์ที่ไม่ชอบธรรม สู้ยามนี้ที่ได้รับอสูรหลอมรวมขั้นเจ็ดมาด้วยความสบายใจ ย่อมมั่นคงและชื่นใจกว่า
เมื่อผูกพันธะสำเร็จ ฟ่านอีก็เก็บแรดห้าเขาเข้าไปในถุงอสูร ให้มันพักฟื้นฟูร่างกายอย่างสงบ
“ขอแสดงความยินดีศิษย์พี่ ได้อสูรวิญญาณอันแข็งแกร่งมาครอบครอง”
หญิงสาวมองด้วยแววตาอิจฉา เอ่ยคำอวยพรแก่ฟ่านอี
นางย่อมรู้ดีว่า ในวันนั้นจางจี้กับพวกพ้อง เพื่อจับอสูรตนนี้ ถึงกับลงมือพร้อมกันถึงสี่คน ใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะจับมันได้ คาดไม่ถึงว่าวันนี้กลับตกเป็นประโยชน์ของฟ่านอีไปโดยง่าย
“ขอบใจ เจ้ารีบพักผ่อนเถิด พอรุ่งเช้า ข้าจะไปส่งเจ้ากลับฉินหลิ่ง”
ฟ่านอีกล่าวขอบคุณ จากนั้นกำชับไว้คำหนึ่ง ก็ล้มตัวลงบนเตียง หลับตาพักผ่อนทันที
วันนี้เขาได้กำจัดศัตรูใหญ่ที่สุดภายในสำนัก ความกังวลที่แบกไว้หลายเดือน ในที่สุดก็วางลงได้ ใจชื่นบานเป็นธรรมดา ย่อมอยากพักผ่อนให้เต็มที่สักครา
แน่นอนว่าเขายังไม่ถึงกับวางใจวิญญาณคงค้างที่อยู่ข้างกายทั้งหมด จึงแอบให้แมลงเขียวของตนซุ่มอยู่ข้างหมอน ครั้นแล้วจึงหลับสนิทอย่างไร้กังวล
รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ่านอีพาวิญญาณคงค้างนั้น ออกจากสำนัก มุ่งหน้าไปทางฉินหลิ่ง
สันเขาฉินหลิ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นตงเซิ่ง ระยะทางจากสำนักชิงอวิ๋นราวสามวันทาง
ฟ่านอีติดยันต์เคลื่อนกายไว้ที่รองเท้า แล้วออกวิ่งสุดกำลัง เร่งรุดเดินทางไม่หยุด
ระหว่างทาง จากการสนทนาเล่น ฟ่านอีจึงได้รู้ว่า วิญญาณคงค้างนั้นมีนามว่ามู่หลาน เป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตหลอมรวมขั้นห้า นี่เองจึงเป็นเหตุให้นางเอ่ยเรียกเขาว่าศิษย์พี่ตั้งแต่แรกพบ
ในโลกบ่มเพาะนั้น หลายคราไม่อาจแยกอายุจากรูปลักษณ์ภายนอกได้ จึงมักใช้ขอบเขตเป็นตัวแบ่งลำดับอาวุโส
ตระกูลของมู่หลาน เป็นตระกูลใหญ่เก่าแก่ร้อยปีแห่งฉินหลิ่ง มีทรัพย์สินเงินทองไม่น้อย ในโลกสามัญนับว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้หนึ่ง
เนื่องจากตระกูลมู่เป็นตระกูลบ่มเพาะ เคยมีผู้บ่มเพาะขอบเขตหลอมรวมขั้นสิบสามถือกำเนิดขึ้น ทำให้สถานะในโลกสามัญสูงส่งยิ่ง ถึงขั้นมีความเกี่ยวพันเล็กน้อยกับราชวงศ์แห่งแคว้นตงเซิ่ง
ทว่า หลังจากผู้บ่มเพาะผู้นั้นสิ้นอายุขัย แม้ตระกูลมู่จะยังมีผู้บ่มเพาะรุ่นหลังปรากฏขึ้นบ้าง แต่ล้วนหยุดอยู่เพียงขอบเขตหลอมรวมขั้นห้าราวนั้น ไม่อาจก้าวหน้าไปได้อีก
ยิ่งในช่วงสิบกว่าปีหลัง จำนวนผู้บ่มเพาะยิ่งลดลง เหลือเพียงมู่หลานคนเดียว ที่ได้ก้าวเข้าสู่สำนักบ่มเพาะ
เหตุนี้เอง กิจการของตระกูลมู่จึงเริ่มถูกผู้มีใจคดหมายปอง ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปบางส่วน
ดังนั้น ภายหลังมู่หลานกับจางจี้ผูกสัมพันธ์เป็นคู่วิถี ตระกูลจึงทุ่มเททรัพยากรทั้งหมด สนับสนุนจางจี้อย่างสุดกำลัง ช่วยให้เขายกระดับพลัง ข้ามผ่านขอบเขตหลอมรวมขั้นหก เข้าไปสู่สายในได้สำเร็จ
ทว่ามิคาดคิดเลยว่า จางจี้กลับเป็นผู้เนรคุณ ครั้นก้าวเข้าสู่สายใน เห็นอิทธิพลของตระกูลมู่ที่มีต่อการเกื้อหนุนตนลดน้อยถอยลง ก็เริ่มวางท่าทีเย็นชา ห่างเหินต่อมู่หลาน
เดิมทีเรื่องเช่นนี้ก็หาใช่เรื่องใหญ่ไม่ ผู้บ่มเพาะย่อมถือการบ่มเพาะเป็นหลัก เจ็ดอารมณ์หกปรารถนาย่อมเบาบางกว่าปุถุชนอยู่แล้ว อีกฝ่ายมีความสำเร็จสูงขึ้น เกิดความคิดใหม่ในโลกบ่มเพาะ ก็มิใช่เรื่องน่าแปลก มู่หลานเพียงถือว่า วาสนาระหว่างตนกับเขาสิ้นสุดลงแล้ว ตั้งใจบ่มเพาะของตนให้ดี ไม่คิดพึ่งพาอีกฝ่ายอีกก็พอ
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ จางจี้กลับมีโชควาสนาดียิ่งนัก บังเอิญได้ครอบครองผลนิวหลิวหนึ่งลูก และยิ่งโชคดีเข้าไปอีก เมื่อค้นพบจากหลี่โม่ถึงวิชามารอย่างหนึ่ง ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของผลนิวหลิวได้อย่างมหาศาล
ก็เพราะวิชามารนี้เอง จางจี้จึงคลุ้มคลั่ง สูญสิ้นมนุษยธรรม และหันความคิดชั่วร้ายมายังคู่วิถีผู้นี้ของตน
แท้จริงแล้ว ตระกูลมู่มีสายเลือดหายากที่เรียกว่า กระดูกวิญญาณ แม้เมื่อกาลเวลาผ่านไป สายเลือดจะถูกเจือจางลงเรื่อยๆ จนบางเบาอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงเป็นสายเลือดกระดูกวิญญาณแท้ มีความได้เปรียบโดยกำเนิดในเส้นทางการบ่มเพาะกาย
นี่เองคือเหตุผลที่บรรพชนผู้หนึ่งของตระกูลมู่ ซึ่งมีรากวิญญาณห้าธาตุอันต่ำต้อย กลับสามารถบ่มเพาะไปถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นสิบสามได้ ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากสายเลือดกระดูกวิญญาณนี้
และในวิชามารสำหรับหลอมผลนิวหลิวนั้น กลับจำเป็นต้องใช้ดวงวิญญาณของผู้บ่มเพาะที่มีสายเลือดกระดูกวิญญาณ เป็นวัตถุดิบในการหลอมพอดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ จางจี้ซึ่งรู้เรื่องของมู่หลานอย่างถ่องแท้ จึงเกิดความคิดโหดเหี้ยม คิดลงมือทำร้ายคู่วิถีของตน
เขาจึงหาโอกาสหนึ่ง ล่อลวงมู่หลานออกจากสำนัก สังหารนางเสีย แล้วนำดวงวิญญาณของนางกลับเข้าสำนัก กักขังไว้ใต้ก้นทะเลสาบ ณ ที่พำนักเดิมของนาง นั่นคือ เรือนทะเลสาบคราม
(จบตอน)