- หน้าแรก
- ท่านนายพันหน้านิ่ง กับ ปัญญาชนสาวพราวเสน่ห์ ในยุค เจ็ดศูนย์
- บทที่ 4 ซูเสี่ยวหว่านที่เปลี่ยนไป
บทที่ 4 ซูเสี่ยวหว่านที่เปลี่ยนไป
บทที่ 4 ซูเสี่ยวหว่านที่เปลี่ยนไป
ตามเนื้อหาในนิยาย อีกไม่นานหญิงสาวที่ชื่อถังเวินซีจะปรากฏตัวขึ้น เธอมีวาสนาได้ช่วยเหลือ ‘หมอเทวดา’ ท่านหนึ่ง และภายหลังได้ขอให้หมอท่านนั้นช่วยรักษาขาของลู่หานโจว เมื่อขาหายดี เขาก็ได้กลับเข้ากรมและก้าวขึ้นเป็นใหญ่ในกองทัพ แม้สุดท้ายลู่หานโจวจะไม่ได้ครองคู่กับถังเวินซี แต่เขาก็ปักใจรักและคอยปกป้องเธออยู่ห่างๆ ไปตลอดชีวิต
แต่ในเมื่อตอนนี้เธอ ซูเสี่ยวหว่าน มาอยู่ที่นี่แล้ว วาสนาครั้งนี้อย่างไรเสียเธอก็ต้องเป็นคนคว้าเอาไว้ให้ได้
ซูเสี่ยวหว่านลุกขึ้นตักข้าวส่งให้ลู่หานโจว พลางหาจังหวะเอ่ยขึ้นว่า “อาการบาดเจ็บที่ขาของพี่... บางทีฉันอาจจะช่วยดูให้ได้นะ”
“หล่อนจะรักษาหายงั้นเหรอ?” ยังไม่ทันที่ลู่หานโจวจะอ้าปาก ลู่อันซีก็แผดเสียงขึ้นมาสุดแรง “ซูเสี่ยวหว่าน หล่อนแช่งให้ขาพี่ชายฉันไม่มีวันหายใช่ไหม!”
สิ้นคำนั้น ซูเสี่ยวหว่านก็ตระหนักได้ทันทีว่า ณ ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอแม้แต่คนเดียว เธอจึงได้แต่ก้มหน้ากินข้าวคำโตพลางพึมพำเสียงค่อย “ฉันแค่คิดว่า... ถ้าได้ลองดูสักหน่อยก็คงดี”
“ลองอะไร! พี่ชายฉันไม่ใช่หนูทดลองให้หล่อนมาหัดรักษานะ!” ลู่อันซีไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิด
“อันซี เงียบซะ” จางเหม่ยจวีเอ่ยปรามลูกสาว
ซูเสี่ยวหว่านเหลือบมองลู่หานโจว ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ดูท่าเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเธอนัก เอาเถอะ เห็นทีเธอต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นเสียก่อน
“พี่กินเนื้อเยอะๆ นะคะ” ซูเสี่ยวหว่านคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของลู่หานโจว
แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดวูบไหวสะท้อนในดวงตากลมโตที่ฉายแววหยั่งเชิงและคาดหวังเล็กๆ ลู่หานโจวยังคงทำหน้าตาย แต่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นเธอในมุมที่อ่อนโยนและพูดจาไพเราะเช่นนี้มาก่อน
ขณะที่ลู่อันซีและจางเหม่ยจวีต่างพากันอึ้งกิมกี่ ลู่อันซีรีบยัดข้าวเข้าปากพลางบ่นพึมพำ “มาไม้ไหนอีกละสิ กะจะหลอกเอาเงินพี่ชายฉันไปผลาญอีกล่ะท่า”
ตั้งแต่แต่งงานกันมา เจ้าของร่างเดิมไม่เคยหยิบจับงานการ วันๆ เอาแต่ประทินโฉม ไม่ซื้อครีมทาหน้าก็ซื้อน้ำมันใส่ผม แถมยังอยากจะได้ลิปสติกมาแต่งหน้าทาปากให้ดูฉูดฉาด จะมีก็แต่ตอนเงินขาดมือเท่านั้นที่เธอจะยอมพูดดีกับลู่หานโจวสักประโยค
พอนึกถึงวีรกรรมเก่าๆ ของร่างนี้ ซูเสี่ยวหว่านเองยังรู้สึกว่าเจ้าของร่างเดิมช่างหน้าหนาไร้ยางอาย ไม่แปลกที่ลู่อันซีจะค่อนแคะเอาแบบนั้น
“อย่าคิดมากเลยจ้ะ ฉันไม่อยากได้เงินพี่ชายเธอหรอก” ซูเสี่ยวหว่านหันไปสบตาลู่หานโจวแล้วเอ่ยเสียงหวาน “เขาเป็นสามีของฉัน การดูแลเขาเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”
มุมปากของเธอโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ เพื่อที่จะเข้าใกล้ลู่หานโจวและปลดล็อกทรัพยากรในมิติวิเศษให้ได้มากที่สุด ครั้งนี้เธอจึงยอมทุ่มสุดตัว
ลู่หานโจวไม่ได้แสดงอาการอะไร แต่ในใจกลับเริ่มตั้งคำถาม: หรือว่าเธอจะเปลี่ยนนิสัยไปแล้วจริงๆ?
แต่ลู่อันซียังคงไม่วางใจ “ฉันเตือนไว้ก่อนนะ อย่ามาเล่นตุกติก ถ้าหล่อนก่อเรื่องอีก ฉันนี่แหละจะเป็นคนแรกที่ไม่เอาหล่อนไว้!” เธอถลึงตาใส่ซูเสี่ยวหว่านอย่างเอาเรื่อง
“เธอเกลียดฉันขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะ?” ซูเสี่ยวหว่านไม่โกรธ แต่กลับถามกลับด้วยรอยยิ้มสดใส
เมื่อเจอเข้ากับรอยยิ้มพิมพ์ใจ ลู่อันซีถึงกับสะบัดหน้าหนีแล้วงึมงำ “ก็ใช่สิ! คนที่สวยเกินไปน่ะเชื่อใจไม่ได้หรอก!”
ระหว่างบทสนทนา ซูเสี่ยวหว่านก็นึกถึงเรื่องราวในอดีตได้หลายอย่าง ก่อนแต่งงานเจ้าของร่างเดิมทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ได้อยู่กับลู่หานโจว เธอคอยป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเขา คอยหยิบยื่นสิ่งของและคอยช่วยเหลือสารพัด แม้แต่กับลู่อันซีเธอก็ยังทำดีด้วยจนเกินคำบรรยาย
‘น้องอันซีจ๊ะ ยางรัดผมนี่เป็นของแฟชั่นที่พี่ซื้อมาจากเมืองหลวงนะ ถ้าชอบพี่ให้จ้ะ’
กับจางเหม่ยจวีเธอก็เอาใจใส่ทุกระเบียดนิ้ว ‘คุณป้าคะ น้ำมันนวดนี่ฉันตั้งใจซื้อมาจากเมืองหลวงเลยนะคะ สรรพคุณดีมาก ตรงไหนที่ไม่สบายก็ทาลงไปนิดหน่อย ประเดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ’
ซูเสี่ยวหว่านก่อนแต่งงานนั้นแสนดีราวกับนางฟ้ามาโปรด เธอปรนนิบัติทุกคนในบ้านตระกูลลู่อย่างไร้ที่ติ และรู้ใจไปเสียหมดว่าใครชอบอะไร คนตระกูลลู่ที่เป็นคนซื่อและกตัญญูไม่เคยเจอกับการเอาอกเอาใจระดับนี้จึงพากันหลงเชื่อและเอ็นดูเธอในที่สุด
แต่ใครจะคิดว่าพอแต่งเข้าบ้านปุ๊บ เธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่แม้แต่จะรักษาภาพพจน์เดิมไว้ และหากวันไหนที่เธอจู่ๆ เกิดมาทำดีด้วยขึ้นมา นั่นหมายความว่าเธอกำลังจ้องจะเอาผลประโยชน์อะไรบางอย่างแน่นอน
ไม่แปลกที่ลู่หานโจวจะระแวดระวังขนาดนี้เมื่อเห็นเธอทำดีผิดหูผิดตา เพราะทุกคนต่างเข็ดขยาดและมีแผลใจจากพฤติกรรมในอดีตของเธอ
ซูเสี่ยวหว่านรู้ดีว่าการกระทำของเจ้าของร่างเดิมได้ทำร้ายจิตใจคนบ้านลู่จนแตกสลายไปนานแล้ว การจะสมานรอยร้าวนี้ไม่อาจรีบร้อนได้ มีเพียงต้องใช้เวลาและความจริงใจค่อยๆ หลอมละลายความเย็นชา โชคดีที่เธอเป็นคนร่าเริงและรับมือกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างหมอกับคนไข้มานักต่อนัก ความอดทนในการจัดการเรื่องครอบครัวจึงมีเหลือเฟือ
คิดได้ดังนั้น เธอก็คีบเนื้อชิ้นใหญ่ให้แม่สามี “แม่คะ กินเยอะๆ นะคะ ตอนนี้ร่างกายแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ต้องบำรุงเลือดบำรุงกำลังค่ะ”
จากนั้นเธอก็ตั้งใจจะคีบให้น้องสะใภ้บ้าง แต่ลู่อันซีกลับรีบชักชามหนีทันทีด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ฉันมีมือ คีบเองได้!” เธอสะบัดเสียงใส่ เพราะไม่อยากแตะต้องอาหารที่ซูเสี่ยวหว่านคีบให้
ซูเสี่ยวหว่านไม่ถือสา เธอแย้มยิ้มแล้วคีบไข่เจียวมะระเข้าปากกินเองเงียบๆ จังหวะนั้นเธอสังเกตเห็นลู่หานโจวจ้องมองมา จึงเงยหน้าถามเขา “มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เธอไม่กินเนื้อหรือ?” เขาถาม
“ฉันไม่ค่อยชอบน่ะค่ะ พี่ๆ กินกันเถอะ” เธอตอบไปตามตรง
คำตอบนั้นทำให้สายตาของลู่หานโจวดูค้นหามากยิ่งขึ้น แม้แต่จางเหม่ยจวีและลู่อันซีก็ยังหันมามอง
“เหอะ ทำเป็นแสร้งทำ” ลู่อันซีคนซื่อคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น “เมื่อก่อนเห็นเนื้อทีไรตาโต รีบคว้าไปกินก่อนใครเพื่อน ตอนนี้มาทำเป็นบอกไม่ชอบ กินไม่ลงหรือไง เห็นแล้วจะอ้วก!”
ซูเสี่ยวหว่านถึงกับใบ้กินไปชั่วขณะ ไม่ใช่ว่าเธอไม่กินเนื้อเสียทีเดียว เพียงแต่เธอค่อนข้างเลือกกิน เธอชอบผักสดและผลไม้มากกว่า และไม่พิสมัยพวกผักกาดดองเท่าไหร่นัก แต่โชคดีที่ในยุคที่ทุกอย่างขาดแคลนเช่นนี้ สิ่งที่สดใหม่และอุดมสมบูรณ์ที่สุดคือพืชผักผลไม้ แถมยังเป็นเกษตรอินทรีย์แท้ๆ อีกด้วย! พวกธัญพืชขัดสีน้อยที่ผู้คนกินกันตอนนี้ ในอนาคตจะกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพราคาสูงลิ่วเชียวนะ!
เมื่อคิดได้แบบนี้ ความขุ่นเคืองที่ต้องทะลุมิติมาแบบงงๆ ก็เบาบางลงบ้าง เธอหันไปอธิบายกับลู่อันซีว่า “วันนี้เนื้อมันดูเลี่ยนไปหน่อยจ้ะ พวกเธอเต็บที่เลยไม่ต้องห่วงฉัน”
หลังมื้ออาหาร ซูเสี่ยวหว่านอาสาเก็บล้างถ้วยชาม แถมยังห้ามจางเหม่ยจวีที่จะเข้ามาล้างเองด้วย “แม่คะ ให้ฉันทำเถอะค่ะ ร่างกายแม่ไม่แข็งแรง ไม่ควรถูกน้ำเย็นบ่อยๆ ไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
ในฐานะแพทย์แผนจีน เธอมองปราดเดียวก็รู้ว่าจางเหม่ยจวีมีสภาวะพร่องพลังลมปราณและเลือดอย่างรุนแรง และเป็นมานานจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ในกรณีนี้การรักษาพื้นฐานที่สุดคือต้องรักษาความอบอุ่นและบำรุงด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เธอวางแผนว่าจะฝังเข็มให้แม่สามีเป็นประจำ เชื่อว่าอาการจะดีขึ้นในไม่ช้า โชคดีที่ฐานะบ้านตระกูลลู่นับว่าไม่ขัดสน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหาเนื้อมาบำรุง
ซูเสี่ยวหว่านล้างจานอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของลู่อันซี เธอเติบโตมาในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าก่อนจะถูกคุณยายหมอจีนรับไปเลี้ยง ท่านมักจะยุ่งกับการตรวจคนไข้จนเธอต้องเรียนรู้การดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก และคอยทำอาหารไปส่งให้ท่านเสมอ ประสบการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมให้เธอเป็นคนพึ่งพาตัวเองได้ เธอเก่งทั้งเรื่องทำอาหารและงานบ้านงานเรือน ยกเว้นแค่งานในไร่นาที่ไม่ถนัดนัก นอกนั้นเธอรับมือได้ทุกอย่าง ต่อให้หลุดมาอยู่ในยุคนี้ เธอก็มั่นใจว่าจะสร้างชีวิตที่ดีได้แน่
อีกด้านหนึ่ง ลู่อันซีลากลู่หานโจวไปกระซิบกระซาบ “พี่ วันนี้ยัยนั่นโดนผีสิงหรือเปล่า ทำไมถึงกลายเป็นคนละคนแบบนี้?”
แววตาของลู่หานโจวลุ่มลึกและยังคงนิ่งสงบ แต่เดิมเขาเป็นคนเย็นชาอยู่แล้ว ลู่อันซีจึงมองไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงตบไหล่น้องสาวเบาๆ “อย่าคิดมากเลย”
“แต่ที่หล่อนทำดีมันผิดปกติเกินไป!” ลู่อันซีเอ่ยอย่างกังวล “ชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ดว่าช่วงนี้หล่อนสนิทสนมกับไป๋ฟู่หลินนั่นมาก วันนี้ที่แต่งตัวออกไปข้างนอกก็คงไปหาเขานั่นแหละ หรือหล่อนกำลังวางแผนจะหนีตามกันไป?”
“ถ้าพี่เชื่อหนูนะ พี่ไปคบกับพี่เวินซีดีกว่า พี่เขาใจดี นิสัยก็เที่ยงธรรม แถมยังเป็นครู เข้ากับพี่ได้ดีออก...”
“อย่าพูดเหลวไหล!” ลู่หานโจวขัดขึ้นเสียงเข้ม “อย่าไปฟังข่าวลือไร้สาระ”
เมื่อถูกพี่ชายดุ ลู่อันซีจึงยอมปิดปากเงียบอย่างเสียไม่ได้ แต่ในใจของลู่หานโจวเองก็เริ่มมีความคลางแคลงใจเกิดขึ้นเช่นกัน