- หน้าแรก
- ท่านนายพันหน้านิ่ง กับ ปัญญาชนสาวพราวเสน่ห์ ในยุค เจ็ดศูนย์
- บทที่ 5 ยั่วยวน
บทที่ 5 ยั่วยวน
บทที่ 5 ยั่วยวน
ในฐานะอดีตทหารฝีมือเยี่ยมจากหน่วยรบพิเศษ ลู่หานโจวมีความสามารถในการสังเกตการณ์ที่เฉียบคมกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ซูเสี่ยวหว่านในวันนี้มีกิริยาและคำพูดคำจาที่แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
เขาสงสัยเหลือเกินว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้ คือคนเดียวกับซูเสี่ยวหว่านคนเดิมจริงหรือ ซูเสี่ยวหว่านคนเก่าไม่มีทางส่งยิ้มพิมพ์ใจแบบที่เธอทำในวันนี้แน่ ในอดีตหากเธอจะยิ้มก็มักจะเป็นตอนที่มาออดอ้อนขอเงินหรือขอให้เขาช่วยทำอะไรบางอย่างให้ แต่รอยยิ้มหลายครั้งที่เขาเห็นในวันนี้ ลู่หานโจวกลับสัมผัสได้ถึงความจริงใจอย่างบอกไม่ถูก
แม้แต่ความใจดีที่เธอมีให้เขาและครอบครัวก็ดูไม่เหมือนการเสแสร้ง ราวกับว่าเธอกลายเป็นคนละคนไปแล้วจริงๆ หรือในโลกนี้จะมีคนที่มีหน้าตาเหมือนกันได้ถึงเพียงนี้ ลู่หานโจวนึกขึ้นได้ว่าซูเสี่ยวหว่านมีปานรูปดอกเหมยอยู่ที่แผ่นหลัง บางทีเขาอาจจะต้องหาจังหวะพิสูจน์เรื่องนี้ในภายหลัง
ซูเสี่ยวหว่านอาศัยความทรงจำร่างเดิม หอบหิ้วเสื้อผ้าตรงไปยังห้องอาบน้ำซอมซ่อด้านนอกบ้าน ในยุคสมัยนี้ ครอบครัวธรรมดาทั่วไปไม่มีห้องน้ำส่วนตัวและต้องใช้ส้วมรวมของหมู่บ้าน แต่ตระกูลลู่มีฐานะดีกว่า และเนื่องจากลู่หานโจวขาพิการ พวกเขาจึงสร้างห้องน้ำไว้ใช้เองในบ้าน ซึ่งถือว่าสะดวกสบายมากแล้ว
เธอยังไม่ค่อยชินกับการต้องต้มน้ำร้อนเองและหิ้วถังไม้ไปอาบน้ำ ทุกอย่างต้องลงมือทำเองทั้งหมด แถมที่นี่ยังไม่มีแชมพูหรือครีมอาบน้ำ มีเพียงผลประคำดีควายแบบโบราณที่ใช้ซักล้าง ซูเสี่ยวหว่านอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพลางคิดว่า ‘ถ้ามีครีมอาบน้ำกับแชมพูสักขวดก็คงดี’ เธอเป็นคนรักสะอาดและชอบกลิ่นหอมเป็นชีวิตจิตใจ
ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้น เธอก็เหลือบไปเห็นขวดสองใบวางอยู่บนหิ้งข้างหน้าต่าง—มันคือแชมพูและครีมอาบน้ำที่เธอใช้เป็นประจำในโลกปัจจุบัน! ซูเสี่ยวหว่านตะลึงงัน ของพวกนี้มาได้อย่างไร หรือว่ามิติวิเศษจะเริ่มทำงานแล้ว?
เธอไม่รอช้ารีบเปิดแชมพูสระผมและถูตัวด้วยครีมอาบน้ำทันที หลังอาบเสร็จ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานหรือไม่ เธอรู้สึกว่าเส้นผมดูเงางามและผิวพรรณก็นุ่มลื่นไม่แห้งตึง กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ผสมผลไม้ที่เธอหลงใหลโชยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง เธอไม่คิดเลยว่ามิตินี้ไม่เพียงแต่จะให้ของได้ แต่มันยังส่งผลลัพธ์ที่ดีกว่าของเดิมที่เธอเคยใช้เสียอีก
เมื่ออาบน้ำเสร็จและเดินออกมา ลู่อันซีก็เดินสวนเข้าไปล้างตัวบ้าง ทันทีที่ก้าวเข้าห้องน้ำ ลู่อันซีก็ได้กลิ่นหอมรัญจวนใจจนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ‘หอมจัง! หอมยิ่งกว่ากลิ่นตัวพี่เวินซีเสียอีก’ แต่แล้วเธอก็เริ่มบ่นกระปอดกระแปดในใจ ‘เหอะ ยัยปีศาจจิ้งจอกซูเสี่ยวหว่าน ต้องแอบผลาญเงินพี่ชายฉันไปซื้อน้ำหอมมาอีกแน่ๆ!’
เธอเคยได้ยินมาว่าผู้หญิงในเมืองชอบฉีดน้ำหอมกัน แค่นิดเดียวก็หอมฟุ้งไปทั้งวัน แต่ของพวกนั้นราคาแพงลิบลิ่ว ‘คนล้างผลาญแบบนี้ ฉันต้องฟ้องพี่ชายให้ได้!’ ลู่อันซีคิดพลาสูดกลิ่นหอมเข้าปอดไม่หยุด ใจหนึ่งก็แอบริษยาอยากจะมีกลิ่นหอมแบบนี้บ้าง
ด้านซูเสี่ยวหว่านกลับเข้าห้องนอน ปิดประตูลงสลักก่อนจะถอดชุดนวมและกางเกงตัวหนาออก แม้ตอนกลางคืนอากาศจะเย็น แต่เธอไม่ชินกับการสวมเสื้อผ้าหลายชั้นเวลานอน ในโลกก่อนเธอสวมเพียงชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวที่แสนนุ่มสบาย เมื่อมาอยู่ที่นี่ในสภาพการณ์ที่ไม่อำนวย เธอจึงหาเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้นจากกองเสื้อผ้าเก่าของเจ้าของร่างเดิมมาใส่แทนชุดนอน
เธอนั่งลงที่ขอบเตียง ค่อยๆ เช็ดผมที่เปียกชื้นอย่างช้าๆ เมื่อลู่หานโจวเดินเข้ามาในห้อง เขาก็เห็นภาพซูเสี่ยวหว่านนั่งอยู่ตรงนั้นทันที ผมยาวสลวยสีดำขลับพาดระบ่า ดูดกหนาราวกับปอยเมฆนุ่มนวล ใบหน้าดวงน้อยดูจิ้มลิ้มพริ้มเพราเมื่ออยู่ท่ามกลางเส้นผมเหล่านั้น ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายสดใสราวกับลูกกวางตัวน้อย
แต่เมื่อลู่หานโจวสังเกตเห็นเสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นทันที
เธอสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นเกินไป! ท่อนบนเป็นเพียงเสื้อสายเดี่ยวคอกว้าง ยามที่เธอเอียงคอเช็ดผม ลู่หานโจวเห็นกระดูกไหปลาร้าที่เด่นชัดได้ถนัดตา ลึกลงไปกว่านั้นคอเสื้อที่แง้มออกเล็กน้อยเผยให้เห็นเนินเนื้อนวลเนียนขาวผ่องปานหิมะที่วาววับภายใต้แสงตะเกียง
แววตาของเขาเข้มขึ้น เขาเบือนหน้าหนีทันที แต่พอเลื่อนสายตาลงต่ำ เขาก็พบว่ากางเกงที่เธอใส่นั้นสั้นกุดจนเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่ดูชวนมอง ลามไปถึงเท้าเปลือยเปล่าในรองเท้าแตะ เล็บเท้าสะอาดสะอ้านเป็นสีชมพูระเรื่อเหมือนเปลือกหอยตัวเล็กๆ
ผู้หญิงคนนี้... หากเขาไม่เชื่อมั่นในหลักการเหตุผลและไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ เขาคงคิดว่าเธอคือปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมาล่อลวงมนุษย์แน่ๆ
ซูเสี่ยวหว่านเห็นลู่หานโจวเข้ามาแต่เธอก็ไม่ได้หยุดมือ เธอยังคงเช็ดผมต่อไปพลางส่งยิ้มหวานให้ “พี่จ๋า กลับมาแล้วหรือคะ?”
ลู่หานโจวพยักหน้า สายตาหยุดอยู่ที่รอยยิ้มของเธอครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นแบบนี้เข้านอน มันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ”
ซูเสี่ยวหว่านถึงกับพูดไม่ออก ชายคนนี้เป็นอะไรของเขา? ในเมื่อเป็นสามีภรรยาที่นอนเตียงเดียวกัน ตามตรรกะแล้วยิ่งใส่น้อยชิ้นก็น่าจะยิ่งสะดวกไม่ใช่หรือ? การที่เธอยอมใส่เสื้อผ้านอนก็นับว่าเกรงใจเขามากแล้ว (จริงๆ เธออยากจะพุ่งเข้าหาเขาใจจะขาด)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นท่อนแขนกำยำที่โผล่พ้นแขนเสื้อและคิดว่าต้องนอนเตียงเดียวกันในอีกไม่ช้า เธอจึงเลือกที่จะไม่เถียงกับเขา เธอวางผ้าขนหนูลงและก้าวเดินเข้าไปหาลู่หานโจวทีละก้าว
ภายใต้แสงไฟสลัว ลู่หานโจวมองดูเธอเดินเข้ามาด้วยความระแวดระวัง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยแต่ในใจกลับคาดเดาไม่ได้ว่าเธอจะทำอะไร แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อวินาทีต่อมา ซูเสี่ยวหว่านเอื้อมมือมาคว้าชายเสื้อของเขาแล้วเลิกขึ้นทันที!
กล้ามหน้าท้องที่แข็งแกร่งเป็นลอนสวยและวีไลน์ที่เด่นชัดปรากฏแก่สายตา ซูเสี่ยวหว่านเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง แต่บนผิวสีทองแดงที่ตึงแน่นนั้นกลับมีรอยแผลเป็นเก่าแก่พาดผ่านไปมา ทั้งรอยมีดและรอยที่ดูเหมือนแผลจากกระสุนปืน หัวใจของเธอพลันบีบคั้นด้วยความรู้สึกบางอย่าง
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาลู่หานโจวทันที เขาเคยเป็นทหาร บาดแผลเหล่านี้คงมาจากการออกไปทำภารกิจเสี่ยงตายสินะ ซูเสี่ยวหว่านรู้สึกสะท้อนใจ ในนิยายไม่ได้บรรยายถึงตัวละครนี้มากนัก เพราะเขาเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น
ลู่หานโจวผลักเธอออกอย่างไร้ความรู้สึก เขาดึงเสื้อลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “ซูเสี่ยวหว่าน เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่?”
ดวงตาคมปลาบจ้องเขม็งอย่างไม่พอใจในการกระทำของเธอ เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งขรึมนั้น ซูเสี่ยวหว่านจึงแสร้งทำเป็นน้อยใจ หยาดน้ำตาเริ่มคลอหน่วย “พี่จ๋า เราแต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว แต่พี่ไม่เคยยอมแตะต้องตัวฉันเลย... พี่เกลียดฉันขนาดนั้นเลยหรือคะ?”
“ตอนที่เธอวิ่งตามไป๋ฟู่หลิน ทำไมไม่คิดบ้างว่าตัวเองแต่งงานมีสามีแล้ว?” สีหน้าของลู่หานโจวมืดครึ้มลงทันที แววตาของเขาดุดันจนแทบจะฆ่าคนได้ การที่เขาไม่ยืนกรานเรื่องหย่าจนถึงตอนนี้ก็นับว่าเป็นความใจกว้างที่สุดแล้ว เมื่อนึกว่าเธออาจจะเคยทำกิริยาออดอ้อนแบบนี้กับไป๋ฟู่หลิน เขาก็ยิ่งรับไม่ได้
ซูเสี่ยวหว่านแอบถอนใจในใจ นี่คือกองขยะที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้เธอตามล้างตามเช็ดจริงๆ เมื่อความสัมพันธ์เกิดรอยร้าวแล้ว การจะซ่อมแซมมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ แต่มิติวิเศษของเธอจำเป็นต้องอาศัยความใกล้ชิดเพื่อปลดล็อกสิ่งของ และที่สำคัญ... เธอก็คลั่งไคล้ในหุ่นของลู่หานโจวจริงๆ นั่นแหละ
เธอตัดสินใจกัดฟันสู้ เดินเข้าไปหาลู่หานโจวแล้วกุมมือเขาไว้อย่างอ่อนโยน เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้มปนรอยน้ำตา เอ่ยเสียงหวานละมุน “พี่จ๋า... ในใจของฉันมีแต่พี่คนเดียว ถ้าพี่ไม่เชื่อ พี่ลองสัมผัสมันดูสิคะ”
พูดจบเธอก็จับมือหนาของเขามาทาบลงบนหน้าอกนุ่มนิ่มของเธอเบาๆ สัมผัสที่นุ่มละมุนผ่านเนื้อผ้าบางเบาบวกกับไออุ่นจากร่างกายสาว ทำให้ลู่หานโจวที่ไม่ได้ตั้งตัวถึงกับลมหายใจสะดุดและยืนอึ้งตะลึงงันไปในทันที