- หน้าแรก
- นักวิจัยโลกวิญญาณอัศจรรย์
- บทที่ 18 : พบราชันหมาป่าอีกครั้ง
บทที่ 18 : พบราชันหมาป่าอีกครั้ง
บทที่ 18 : พบราชันหมาป่าอีกครั้ง
ผู้คนล้อมวงรอบกองไฟ ย่างเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุย ในขณะที่คู่หูวิญญาณสายนักล่านั่งฉีกเนื้อสดกินกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ที่วงนอก
"เสี่ยวเหยา เสี่ยวเย่ รีบมาเร็ว!" หลินเหมียวกวักมือเรียกเด็กทั้งสอง "มากินอะไรหน่อย"
"ครับผม" ฉินเหยาเก็บหวีเข้าที่ แล้วเดินไปที่กองไฟพร้อมกับมูนและเจียงเย่
หลังจากสางขนจัดทรงเรียบร้อย มูนก็กลับมาเป็นแมวน้อยแสนสวยอีกครั้ง แม้ขนจะยังดูหม่นหมองเพราะฝุ่นไปบ้างก็ตาม
หม้อใบเล็กตรงหน้าหลินเหมียวเดือดปุดๆ ส่งเสียง 'กุรุ กุรุ' ชิ้นเนื้อขนาดเท่าหัวแม่มือหลายชิ้นกลิ้งไปมาอยู่ในน้ำเดือด
"เอ้า"
เห็นทั้งสองเดินเข้ามา หลินเหมียวก็ตักซุปใส่ถ้วยส่งให้เจียงเย่กับฉินเหยาคนละถ้วย ต่างกันตรงที่ถ้วยของเจียงเย่มีแค่น้ำซุปใสๆ ส่วนของฉินเหยามีเนื้อติดมาด้วยชิ้นหนึ่ง
"ส่วนนี่ของมูน" หลินเหมียววางจานใบเล็กไว้ตรงหน้ามูน ในจานมีน้ำซุปขลุกขลิกกับเนื้อชิ้นเล็กๆ สามสี่ชิ้น
"เอ๋? ทำไมผมไม่ได้กินเนื้อล่ะ?" เจียงเย่มองถ้วยของฉินเหยา สลับกับจานของมูน แล้วทำหน้าช็อค
"นี่เนื้อหมาป่าหยวนเย่นะ สัตว์คลั่งระดับสี่ห้า เนื้อมีพลังงานสูง ลูกยังไม่ได้ทำสัญญา กินได้แค่น้ำซุปที่ต้มเนื้อเท่านั้นแหละ" หลินเหมียวคีบเนื้อเข้าปากสองชิ้น แล้วซดซุปตาม "เสี่ยวเหยาเพิ่งทำสัญญา กินเนื้อนิดหน่อยได้ ส่วนมูนเป็นคู่หูวิญญาณอยู่แล้ว กินได้สบาย"
"คร้าบ~" เจียงเย่เบะปากรับคำอย่างจำยอม ความอยากทำสัญญากับคู่หูวิญญาณยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ไม่มีสัญญา แม้แต่ของดีก็ยังกินไม่ได้ ฮือออ
ฉินเหยามองมูนกินอย่างเอร็ดอร่อย กวาดทั้งเนื้อและซุปเกลี้ยงจานในพริบตา แล้วค่อยหันมาละเลียดกินส่วนของตัวเอง
น้ำซุปอุ่นๆ ไหลลงคอสู่กระเพาะ ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นทันที พลังงานอันอ่อนโยนซึมซาบไปทั่วแขนขา ฉินเหยากำหมัดแน่น รู้สึกถึงพละกำลังที่เปี่ยมล้น จนเผลอคิดไปเองว่าต่อยหมาป่าหยวนเย่ตายได้ในหมัดเดียว
พอกัดเนื้อเข้าไป มันค่อนข้างเหนียวสู้ฟัน เคี้ยวหนึบหนับ หลังจากเคี้ยวไปสักพัก ฉินเหยาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของสมุนไพรจางๆ เหมือนยอดอ่อนใบชา ดูเหมือนเนื้อชิ้นนี้จะมาจากหมาป่าหยวนเย่ธาตุไม้
"เอิ๊ก~ ทำไมรู้สึกอิ่มแปลกๆ..." เจียงเย่ซดน้ำซุปจนหมดเกลี้ยง นั่งแผ่อยู่กับพื้น ลูบท้องป้อยๆ เขารู้สึกตัวร้อนวูบวาบและแน่นท้องไปหมด ทั้งที่กินไปแค่ถ้วยเดียว
"ก็ลูกรีบซดเกินไป ค่อยๆ จิบสิ รับพลังงานเข้าไปทีเดียวเยอะขนาดนั้น ร่างกายปรับตัวไม่ทันหรอก" ฉินเหยาจิบซุปช้าๆ แล้วหันไปมองเจียงเย่ หน้าของเจียงเย่แดงก่ำ สงสัยจะเมาพลังงาน
"ถ้าแน่นมาก ก็ลุกไปเดินย่อยสักสองสามรอบ ช่วยให้ดูดซึมเร็วขึ้น" หลินเหมียวมองสภาพลูกชายอย่างอ่อนใจ เลี้ยงมาเหมือนกันแท้ๆ ทำไมต่างกันได้ขนาดนี้นะ
"ช่างเถอะครับ ขอนั่งพักแป๊บ" เจียงเย่โบกไม้โบกมือปฏิเสธ ยังคงลูบท้องต่อไป ตอนนี้มันอุ่นสบายจนไม่อยากขยับตัวเลย...
กว่าฉินเหยาจะกินซุปหมด มูนก็งีบหลับไปตื่นหนึ่งแล้ว
มูนตื่นขึ้นมา ยืดตัวยาวเหยียด โก่งตูด บิดขี้เกียจตามแบบฉบับแมวเหมียว แล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ มันยกอุ้งเท้าขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง
"เหมียว!" ไม่เจ็บแล้ว!
"ไหนขอเช็คหน่อย" ฉินเหยาแหวกขนบนหัวมูนดู รอยปูดบวมยุบหายไปแล้ว เขาพยักหน้าอย่างพอใจ "หายแล้ว ดีมาก"
เขาถือโอกาสลูบขนที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้เข้าที่
พูดตามตรง ขนสีทองอ่อนกระจุกเล็กๆ บนหน้าผากให้สัมผัสต่างจากขนสีขาวนิดหน่อย ขนกระจุกนั้นแข็งกว่าเล็กน้อย ตอนที่บวมเป่งเมื่อกี้เลยเห็นชัดว่าขนมันชี้โด่เด่ขึ้นมา
หลังจากกินดื่มและพักผ่อนจนอิ่มหนำ คู่หูวิญญาณส่วนใหญ่ก็ฟื้นตัวเต็มที่ ท้องฟ้าเริ่มสว่าง
ป่าชั้นนอกที่เคยสลัวมัวหมองกลับมาสดใสสว่างตา ดวงจันทร์มายาแตกสลาย ดวงอาทิตย์เพลิงโผล่พ้นขอบฟ้า แสงเย็นยะเยือกจางหายไป แทนที่ด้วยแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องลงมายังสิ่งมีชีวิต
หลังจากเก็บข้าวของสัมภาระ คู่หูวิญญาณธาตุน้ำช่วยดับกองไฟ ตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีประกายไฟหลงเหลือ ทุกคนก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อ
---★☆---×---☆★---
หลังจากผ่านสมรภูมิเมื่อคืน ความสัมพันธ์ระหว่างมูนกับงูเงาทมิฬก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว พอเริ่มออกเดิน ทั้งคู่ก็ตัวติดกันทันที งูเงาทมิฬเลื้อยขึ้นไปพันรอบตัวมูนอย่างชำนาญ ชูคอขึ้นมองรอบด้าน พลางคุยเจื้อยแจ้วกับมูน
"เหมียว~ เหมียว?" พี่เงา ปกติพี่ทำอะไรบ้างอะ?
มูนเดินอยู่ข้างๆ ฉินเหยา มองซ้ายมองขวาอย่างอยากรู้อยากเห็น แม้จะอยู่ในป่าชั้นนอกมาสองวันแล้ว แต่ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นที่นี่ยังคงแปลกใหม่สำหรับมันเสมอ
"ฟ่อ~"
งูเงาทมิฬแลบลิ้นตอบคำถามมูน
หนึ่งแมวหนึ่งงูคุยกันอย่างถูกคอ จากคำพูดที่จับใจความได้บ้างไม่ได้บ้างของมูน ฉินเหยาเดาว่าพวกมันคงคุยเรื่องกิจวัตรประจำวันของงูเงาทมิฬกันอยู่...
"ก๊าซ!"
เดินไปได้ไม่นาน อินทรีหยกทองกวาดวายุบนท้องฟ้าก็ร้องเสียงแหลม แล้วโฉบลงมาหยุดอยู่เหนือหัวทุกคน
"จิ๊ว จิ่ว!"
ปักษาแสงสลายวายุก็บินสูงขึ้นอีกนิด บินวนเวียนเฝ้าระวังภัยกลางอากาศ
งูเงาทมิฬแลบลิ้นถี่ๆ ยกตัวส่วนบนขึ้น มองกลับไปยังทิศทางที่เพิ่งผ่านมา มันได้กลิ่นที่คุ้นเคย
"ระวังตัวด้วย!" หลิวเฉิงเตือนทุกคนให้เตรียมพร้อม
"สวบ..."
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน พุ่มไม้ไม่ไกลจากเส้นทางแหวกออก เผยให้เห็นราชันหมาป่าสีขาวสะดุดตาที่คุ้นเคยอย่างยิ่งตัวเดียวกับที่สู้กันเมื่อวานเปี๊ยบ
!!!
ฉินเหยาตกใจเล็กน้อย เขากวาดตามองรอบๆ แต่ไม่เห็นฝูงหมาป่าหยวนเย่อยู่ใกล้ๆ มาตัวเดียวเหรอ?
"อู๊ว~"
ราชันหมาป่าก้มหัวลงแล้วกระดิกหางเบาๆ
?
เป็นอะไรไป?
ฉินเหยามองแถบสถานะ พบสถานะหลายอย่างปรากฏขึ้นพร้อมกัน: 【สงบ, ตื่นตัว, วิงวอน】
วิงวอน?
"อู๊ว~"
ราชันหมาป่าส่งเสียงร้องเบาๆ อีกครั้ง
"...เหมียว?" หนูเหรอ?
มูนเอียงคอสงสัย
"เดี๋ยวนะ!" ฉินเหยาบอกราชันหมาป่า แล้วนั่งยองๆ ถามมูน "มันพูดอะไรกับเธอ?"
"เหมียว เหมียว~ เหมียว! มันบอกว่าเห็นหนูปล่อยดวงจันทร์น้อย เลยอยากให้หนูช่วย รายละเอียดไม่รู้ มันยังไม่บอก"
ฉินเหยาพยักหน้า
"งั้นเข้ามาใกล้ๆ แล้วอธิบายให้ชัดเจน ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย"
เมื่อพิจารณาว่าเมื่อวานฝูงหมาป่าไม่ได้กะเอาชีวิตพวกเขา ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ฉินเหยาก็ไม่รังเกียจที่จะยื่นมือเข้าช่วย แต่เขาก็ยังไขว้มือไว้ข้างหลัง ส่งสัญญาณให้ราชสีห์เพลิงแสงจ้าขยับเข้ามาใกล้ๆ เผื่อไว้ก่อน
คู่หูวิญญาณของลูกทีมด้านหลังแหวกทางให้ มองดูราชันหมาป่าเดินเข้ามาที่วงใน
ราชันหมาป่าค่อยๆ เดินเข้ามาหาฉินเหยากับมูน แล้วนั่งลงห่างไปประมาณสองสามเมตร มันมองมูนสลับกับมองฉินเหยา แล้วอ้าปากวางของที่คาบมาไว้บนพื้น ดันมาทางฉินเหยา
นี่คือของขวัญที่มันนำมา วัตถุดิบที่สิ่งมีชีวิตธาตุน้ำแข็งเห็นค่าอย่างยิ่ง แสดงถึงความจริงใจของมัน เมื่อคืนมันสัมผัสได้ถึงพลังงานธาตุน้ำแข็งและธาตุจิตที่ตกค้างจากดวงจันทร์น้อยดวงนั้น
ขบวนเดินทางที่ยืดยาวหดตัวลงมาล้อมวงมุงดู กลายเป็นวงล้อมสามชั้นทั้งคนและคู่หูวิญญาณ ล้อมรอบคนสามคนและสัตว์ไม่กี่ตัวตรงกลาง
เหตุผลหนึ่งคือเพื่อความปลอดภัยราชันหมาป่ามาตัวเดียว แสดงว่าไม่ได้มาร้าย แต่ก็ต้องระวังสัตว์ร้ายไว้ก่อน อีกเหตุผลหนึ่งคือ... เผือกล้วนๆ อยากรู้อยากเห็นน่ะ...