- หน้าแรก
- บันทึกเลือดล้างปฐพี วิถีเซียนนอกคอก
- บทที่ 16 - ภายในและภายนอกสำนัก
บทที่ 16 - ภายในและภายนอกสำนัก
บทที่ 16 - ภายในและภายนอกสำนัก
บทที่ 16 - ภายในและภายนอกสำนัก
◉◉◉◉◉
"เอาล่ะ ไหวเซิง วันนี้เจ้าเพิ่งเข้าสำนักเรา พูดมากไปจะทำให้เจ้าฟุ้งซ่านเปล่าๆ เป็นการเพิ่มความกังวลให้ตัวเอง วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ยังมีเวลาให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกเยอะ"
อู๋เทียนเอินรู้ดีว่าเฉินไหวเซิงเพิ่งเข้าสำนัก แถมยังปล่อยเวลาทิ้งไปหลายปี ย่อมต้องร้อนใจ อยากจะรีบเข้าสู่วิถี แต่เรื่องแบบนี้มันรีบไม่ได้ ยังต้องปรับทัศนคติให้ถูกต้อง รอคอยวาสนาอย่างใจเย็น
"อีกอย่าง ไหวเซิง ในเมื่อเจ้าเข้าสำนักข้าแล้ว ก็คือศิษย์ของสำนักเรา กฎระเบียบข้อห้ามในสำนักเจ้าค่อยๆ เรียนรู้ไป แต่ตอนนี้เจ้าต้องแจ้งทุกอย่างให้ทางสำนักทราบให้ชัดเจน ทั้งเรื่องลำดับญาติพี่น้อง ทรัพย์สินติดตัว และวิชาที่เคยฝึกฝนมา..."
นี่ก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ
สำนักให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดเป็นพิเศษ ลูกหลานตระกูลขุนนางห้ามเข้าสำนักเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นวันหน้าหากสำนักกับตระกูลขุนนางที่เจ้าสังกัดเกิดขัดผลประโยชน์กัน เจ้าจะเข้าข้างฝ่ายไหน
และวิชาของแต่ละสำนักล้วนเป็นความลับห้ามแพร่งพราย หากเจ้าเห็นแก่ผลประโยชน์ของตระกูลแล้วแอบถ่ายทอดวิชาออกไป นั่นไม่เท่ากับชักศึกเข้าบ้านหรือ
แม้ว่าศิษย์ที่ไม่ได้มาจากตระกูลขุนนางจะมีความเสี่ยงนี้เช่นกัน แต่เมื่อใจเจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักแล้ว ทางสำนักย่อมมีวิธีดึงดูดและควบคุมเจ้า ทำให้เจ้ายากที่จะปันใจเป็นอื่น
"...ที่บ้านความจริงไม่มีญาติสนิทแล้ว... ของมีค่าอื่นก็ไม่มีอะไรมาก มีทองคำปราณและแร่เงินเร้นลับอย่างละก้อน หินวิญญาณยี่สิบสองก้อน กระบี่ชิงเฟิงหนึ่งเล่ม หนังสือหนึ่งเล่ม... เคยฝึกวิชาไท่ซ่างกานอิง แต่..."
อู๋เทียนเอินฟังคำบอกเล่าของเฉินไหวเซิงอย่างละเอียด ก็ถือว่าพอใจ
ประวัติขาวสะอาด นี่ก็ดีแล้ว ส่วนทรัพย์สินนั้นไม่ค่าแก่การพูดถึง แม้จะมีทองคำปราณและแร่เงินเร้นลับอย่างละก้อนที่ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่ในสำนักใหญ่มีคนร้อยพ่อพันแม่ ศิษย์เลวๆ ก็มีมาก พวกที่ยักยอกแร่ที่ขุดได้ หรือสัตว์ที่ล่าได้ สมุนไพรวิญญาณ แม้แต่แอบสร้างอาวุธวิเศษเอามาขายเองก็มีให้เห็นบ่อยๆ
นี่เป็นเหตุผลที่สำนักฉงฮวายอมรับศิษย์น้อยหน่อย กฎระเบียบเข้มงวดหน่อย ดีกว่ารับศิษย์พร่ำเพรื่อแล้วมาทำลายชื่อเสียงของสำนัก
"อืม ข้าดูสมุดวิชาไท่ซ่างกานอิงของเจ้าแล้ว ดูท่าทางเจ้าจะรู้ข้อบกพร่องของตัวเองดี มันเหมาะกับเจ้ามาก หนังสือเล่มนี้ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่งในยุคไหน อ้างว่าสามารถบำรุงรากวิญญาณ เสริมสร้างจิตสัมผัส ข้าก็หวังว่ามันจะมีผลเช่นนั้นจริงๆ..."
อู๋เทียนเอินพลิกดูผ่านๆ แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ข้างนอกนั่นมีหนังสือตำราที่พวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแต่งขึ้นเองมากมายก่ายกอง แม้แต่ตำราของสำนักที่ล่มสลายไปแล้วก็ยังมีโผล่มาบ้าง หนังสือพื้นๆ ในตลาดแลกเปลี่ยนมีถมเถไป ส่วนใหญ่เป็นของย้อมแมวขาย แต่โอกาสฟลุกเจอของดีก็มี
ถ้าเจ้าอยากหาซื้อของแท้สักเล่ม ขอแค่มีหินวิญญาณพอก็หาได้ แต่จะให้เหมาะกับการฝึกฝนของตัวเอง นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย
"ของพวกนี้เจ้าเก็บไว้เองก่อน ทองคำปราณกับแร่เงินเร้นลับตอนนี้เจ้าอาจจะยังไม่ได้ใช้ เจ้าจะเอาไปขายที่ตลาดแลกเปลี่ยนหรือแลกของกับศิษย์ในสำนักก็ได้ หรือจะเก็บไว้ใช้ภายหลังก็ได้..."
"ในเมื่อเจ้าเข้าสำนักข้า เป็นศิษย์ในสำนัก อะไรที่ศิษย์ควรมีเจ้าก็จะมี แต่รากฐานของสำนักเราอยู่ที่หลางหลิง ของแจกจ่ายหลายอย่างต้องรอกลับไปที่นั่นถึงจะเบิกให้ครบได้..."
"แต่การไปตรวจสอบที่อำเภอเหลียวครั้งนี้ ในเมื่อเจ้าได้กลับบ้าน และยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ข้าจะให้ของบางอย่างแก่เจ้าก่อน หากเกิดเหตุร้าย ก็พอจะใช้ป้องกันตัวได้..."
ยาจั่วหยวนหนึ่งขวด ยันต์วิเศษสามแผ่น
นี่ไม่ใช่ของดาดๆ อย่างยันต์เดินเร็วแล้ว
ยันต์มุดดินหนึ่งแผ่น สามารถมุดลงดินได้หกฟุต ดำดินได้สามวา กลั้นหายใจได้ครึ่งเค่อ (ประมาณ 7.5 นาที)
ยันต์เพลิงตะวันหนึ่งแผ่น สามารถปล่อยไฟสวรรค์เผาผลาญศัตรู
ยันต์กันปีศาจหนึ่งแผ่น สามารถตั้งสติเบิกเนตร คุ้มครองร่างกายไม่ให้ภูตผีปีศาจร้ายกล้ำกราย
เฉินไหวเซิงรู้น้ำหนักของสิ่งเหล่านี้ดี
นี่คือบารมีและสง่าราศีของสำนัก และก็ถือว่านับเขาเป็นคนกันเองจริงๆ แล้ว
ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งผุดขึ้นในใจ นี่เป็นครั้งที่สองที่เฉินไหวเซิงสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีของโลกใบนี้ ครั้งแรกคือความช่วยเหลือเต็มกำลังจากซวนฉือเม่ย
ยันต์เพลิงตะวันเฉินไหวเซิงยังไม่มีความสามารถจะใช้ มันต้องใช้พลังวิญญาณกระตุ้น และต้องรอให้เข้าสู่วิถีเสียก่อนถึงจะใช้ได้
แต่ยันต์มุดดินและยันต์กันปีศาจขอแค่เป็นผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าโดยกำเนิดก็ใช้ได้
ยันต์มุดดินใช้งานได้จริงที่สุด
เมื่อเผชิญอันตราย ใช้พลังวิญญาณกระตุ้นก็มุดดินหนีได้ แต่ระยะทางจำกัด หากเจอศัตรูที่เป็นผู้ฝึกตน ผลลัพธ์อาจจำกัด แต่ถ้าเจอกับสัตว์อสูรที่ไม่มีสติปัญญา ก็จะได้ผลดีทีเดียว
ยันต์กันปีศาจก็ใช้งานได้ดี เมื่อเจอกับสิ่งชั่วร้ายภูตผีปีศาจก็สามารถแสดงฤทธิ์ได้ระดับหนึ่ง อานุภาพจำกัด แต่สำหรับตัวละครระดับเฉินไหวเซิง ก็เพียงพอแล้ว
หากเจอสิ่งชั่วร้ายและผีระดับปีศาจมารจริงๆ ตัวเล็กๆ ต่อให้มีของวิเศษท่วมตัว ก็เท่ากับไปส่งอาหารอยู่ดี
ยาจั่วหยวนสามารถช่วยเดินลมปราณทะลวงชีพจร คล้ายกับยาเดินปราณคล่องของสำนักจิ่วเหลียน แต่นี่ให้มาทีเดียวทั้งขวดสิบสองเม็ด
แม้จะไม่รู้ราคาตลาดในตอนนี้ แต่เฉินไหวเซิงประเมินว่ายาจั่วหยวนหนึ่งเม็ดราคาน่าจะอยู่ที่หินวิญญาณธรรมดาห้าก้อนขึ้นไป
กราบเข้าสำนัก เป็นแค่ศิษย์จดชื่อ ก็ได้มามากกว่าที่ตัวเองบากบั่นทำงานหนักมาหกปี เฉินไหวเซิงคิดว่านี่คงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของคำว่า "การเลือกสำคัญกว่าความพยายาม" ในยุคนี้กระมัง
"ขอบพระคุณศิษย์ลุงที่เมตตามอบของให้ ศิษย์ซาบซึ้งใจยิ่งนัก..."
เฉินไหวเซิงพูดจากใจจริง สีหน้าเต็มไปด้วยความขอบคุณ
"พอเถอะ ไหวเซิง ในเมื่อเข้าสำนักฉงฮวาของเราแล้ว พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน พูดมากไปจะกลายเป็นคนอื่นคนไกล"
อู๋เทียนเอินสังเกตดูชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียด ประวัติขาวสะอาด บุคลิกดี กระดูกเต๋าแน่นหนา ไม่ถ่อมตนไม่จองหองแต่ก็ยังรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียกได้ว่านอกจากรากวิญญาณจะแย่ไปหน่อย ด้านอื่นถือว่าไม่เลว
"ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักฉงฮวาของเรากับสำนักจิ่วเหลียนเจ้าก็น่าจะพอรู้ สำนักฉงฮวาเราเทียบกับสำนักจิ่วเหลียนแล้วถือเป็นรุ่นน้อง สำนักจิ่วเหลียนเป็นสำนักระดับซูเปอร์ของต้าจ้าว แต่สำนักใหญ่ก็มีความลำบากของเขา ดังนั้นหลายครั้งพวกเขาจะเลือกพันธมิตรในท้องถิ่นมาร่วมมือ เช่นเดียวกับสำนักหลิงหยุน สำนักฉงฮวาเราก็นับเป็นพันธมิตรสำคัญของสำนักจิ่วเหลียนในเขตอี้จวิน..."
"แต่ข้าต้องชี้แจงก่อน สำนักฉงฮวาของเรากับสำนักจิ่วเหลียนเป็นสองสำนักที่เป็นเอกเทศต่อกัน ไม่ขึ้นตรงต่อกัน พวกเขาไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ ในกิจการภายในของสำนักเรา เราเป็นแค่พันธมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สำนักหลิงหยุนก็เป็นพันธมิตรของสำนักจิ่วเหลียน ไม่ต้องปิดบัง สำนักจิ่วเหลียนแข็งแกร่งกว่าสำนักฉงฮวาและสำนักหลิงหยุนมาก ดังนั้นในสามฝ่ายนี้ สำนักหลิงหยุนและเราจึงอยู่ในสถานะผู้ตาม แต่ผู้ตามไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่สาขา ไม่ใช่รองสำนัก..."
อู๋เทียนเอินแนะนำความสัมพันธ์ระหว่างสำนักฉงฮวา สำนักจิ่วเหลียน และสำนักหลิงหยุนอย่างย่อๆ แล้วกล่าวว่า "เหตุการณ์ต่อเนื่องในจังหวัดอี้หยางครั้งนี้ ตามหลักแล้วควรเป็นสำนักหลิงหยุนเป็นหลักและเราคอยช่วยจัดการ แต่ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์จะซับซ้อน สำนักหลิงหยุนดูแลไม่ไหว เราถึงได้ขอความช่วยเหลือจากสำนักจิ่วเหลียน..."
เฉินไหวเซิงรู้ดีว่าสาเหตุใหญ่ที่ตัวเองได้เข้าสำนักฉงฮวาก็คือศิษย์สายตรงของสำนักฉงฮวาถูกฆ่าที่เนินเฟิงถ่ง อำเภอเหลียว และตัวเองดันเป็นคนอำเภอเหลียว บ้านอยู่ใกล้เนินเฟิงถ่งมาก คุ้นเคยกับเนินเฟิงถ่งดี จึงต้องอาศัยตัวเองไปสืบหาความจริง
"ศิษย์ลุงวางใจ หากมีอะไรให้ศิษย์รับใช้ สั่งมาได้เลย" เฉินไหวเซิงสีหน้าจริงจัง "ศิษย์ในเมื่อเข้าสำนักแล้ว ก็เป็นคนของสำนักฉงฮวา ธุระของสำนัก ย่อมเป็นหน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ"
อู๋เทียนเอินยิ้มกว้างอย่างพอใจ พยักหน้า "อืม การกลับบ้านเกิดครั้งนี้ เกรงว่าจะมีเรื่องต้องอาศัยเจ้าไม่น้อย มีความต้องการอะไร เจ้าก็บอกมาได้"
"เนินเฟิงถ่งนั้นศิษย์ไปมาหลายครั้งตั้งแต่เด็ก ในบรรดาชาวบ้านแถบเนินเฟิงถ่งก็มีเพื่อนฝูงคนรู้จักของศิษย์อยู่บ้าง หากจำเป็น ศิษย์สามารถติดต่อได้..." เฉินไหวเซิงยืดอกแสดงจุดยืน "ส่วนความต้องการ ตอนนี้ยังไม่มี มีพวกศิษย์ลุงอยู่ข้างๆ ศิษย์คิดว่าไม่มีอะไรต้องกังวล"
ในแวดวงข้าราชการอย่างน้อยเขาก็คลุกคลีมาหลายปี แม้จะมายังโลกนี้แล้วยังปรับตัวกับสถานะที่เปลี่ยนไปกะทันหันไม่ค่อยได้ แต่เรื่องคนรักคนชังพื้นฐานกลับไม่มีอะไรแตกต่าง
สถานการณ์ไหนควรพูดอะไร ย่อมพูดให้เข้าหูคนฟังที่สุด เรื่องพวกนี้สำหรับเฉินไหวเซิงแล้วถือเป็นเรื่องกล้วยๆ
อู๋เทียนเอินรู้สึกว่าตัวเองเลือกคนไม่ผิดจริงๆ ในใจอดเสียดายไม่ได้
เสียดายที่มีข้อจำกัดเรื่องรากวิญญาณที่ไม่ดี ไม่อย่างนั้นเขาอยากจะปั้นเด็กคนนี้จริงๆ เอาเถอะ ขอแค่ฝ่ายนั้นผ่านด่านเข้าสู่วิถีได้ อย่างไรเสียตัวเองก็ต้องช่วยเขาสักครั้ง
ครั้งนี้คนของสำนักฉงฮวาที่มาจังหวัดอี้หยางนอกจากอู๋เทียนเอินแล้ว ยังมีอีกสี่คน ก็มาหลังจากได้ข่าวว่าศิษย์สำนักหลิงหยุนถูกโจมตี
ด้านหนึ่งก็เพื่อแสดงท่าทีสนับสนุนสำนักหลิงหยุน อีกด้านหนึ่งก็เพื่อถือโอกาสเอาเรื่องที่ศิษย์สายตรงของตนถูกฆ่ามารวมเป็นคดีเดียวกัน อาศัยพลังของสำนักจิ่วเหลียนมาสืบให้รู้ความจริง
[จบแล้ว]