- หน้าแรก
- บันทึกเลือดล้างปฐพี วิถีเซียนนอกคอก
- บทที่ 8 - คลื่นลมก่อตัว
บทที่ 8 - คลื่นลมก่อตัว
บทที่ 8 - คลื่นลมก่อตัว
บทที่ 8 - คลื่นลมก่อตัว
◉◉◉◉◉
"พี่เฉิน รับสักชิ้นไหม"
เด็กหนุ่มหน้ากลมค่อนไปทางอ้วนเดินออกมาจากวิหารฝั่งตรงข้าม ดวงตาเล็กหยีฉายแววฉลาดและว่องไว ยิ้มพลางชูแป้งย่างข้าวโพดหยกม้วนใหญ่ในมือให้ดู
มวยผมหวีเรียบแปล้ ปักปิ่นไม้ เสื้อผ้าสีเทา ที่เอวห้อยหยกไม้ ขาพันด้วยผ้าขาว สวมรองเท้าสานที่มีหูร้อยเชือกหลายหู
ดูออกว่าคนคนนี้แม้ฐานะทางบ้านอาจจะธรรมดา แต่เป็นคนใส่ใจรายละเอียดมาก
เฉินไหวเซิงพบว่าจู่ๆ ความจำของตัวเองก็ดีขึ้นมาก
ชาติก่อนทำงานหนักเกินไป พออายุมากขึ้น ความจำก็แย่ลง
อย่างเมื่อคืนแนะนำชื่อให้รู้จักทีเดียวเจ็ดแปดคน ให้จำชื่อพร้อมหน้าตาให้ได้ทันที ไม่มีทางทำได้แน่
แต่ตอนนี้เขากลับจำคำแนะนำตัวของอีกฝ่ายในตอนนั้นได้แม่นยำ
เว่ยอู่หยางแห่งฮั่วโจว เฉินไหวเซิงจำได้
ผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋า หลังจากกระดูกเต๋าปรากฏชัด โดยพื้นฐานแล้วจะกินข้าวปลาอาหารของคนธรรมดาไม่ได้อีก ต้องกินเมล็ดพันธุ์พืชที่อุดมด้วยพลังวิญญาณจากนาวิญญาณ เช่น ข้าวโพดหยก ข้าววิญญาณเจียเหอ และข้าววิญญาณ
การกินของปุถุชน จะยิ่งเพิ่มลมปราณขุ่นในร่างกาย ไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญเพียร หากกินติดต่อกันนานๆ อาจทำให้กลไกของกายเนื้อเต๋าเสื่อมถอย จนกลายเป็นคนธรรมดาในที่สุด
"น้องเว่ย ข้ากินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว" เฉินไหวเซิงยิ้มพลางตบพุง "กินลมดื่มน้ำค้าง กินให้น้อยหน่อยจะดีกว่า"
เจ้าอ้วนหัวเราะร่า ตาหยีจนมองไม่เห็นลูกตา "ข้าทำไม่ได้หรอก ยังไม่เข้าสู่วิถี ความอยากอาหารมันห้ามยาก ในห่อของข้าเกินครึ่งเป็นแป้งย่างกับขนมเปี๊ยะทั้งนั้น"
เฉินไหวเซิงก็ยินดีจะคบหากับคนเหล่านี้ไว้
ศิษย์สำนักใหญ่ มีเพื่อนมากก็มีลู่ทางมาก ใครจะรู้ว่าวันหน้าคนเขาจะมีวาสนาอะไร รู้จักกันไว้ไม่เสียหาย มีแต่ได้กับได้
"นี่เตรียมจะออกเดินทางกันแล้วหรือ" เห็นเจ้าอ้วนสะพายห่อผ้าขึ้นหลัง เฉินไหวเซิงถามด้วยความแปลกใจ
"ยังหรอก ต้องรออีกหน่อย ท่านอาจารย์อาหญิงหยูต้องตรวจสอบรอบๆ ก่อน ว่ามีอะไรผิดปกติไหม พี่เฉินเป็นคนแถวนี้ ที่นี่น่าจะถือว่าเป็นส่วนลึกของเทือกเขาอวี้ซานแล้วใช่ไหม"
เจ้าอ้วนช่างจำนรรจา "รู้สึกว่าเดินทางจากบ้านเกิดข้าที่ฮั่วโจวมาถึงนี่ อย่างน้อยก็สามสี่ร้อยลี้แล้ว"
จังหวัดฮั่วโจวอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดอี้หยาง ความทรงจำบอกว่าน่าจะมีขนาดพอๆ กับจังหวัดอี้หยาง
"ก็พอนับได้ อำเภอเหลียวแถบนี้ยังมีทุ่งนาสองส่วนภูเขาแปดส่วน เดินไปทางตะวันตกทางเหนืออีก อย่างอำเภอเหมิงนั่นก็เป็นภูเขาล้วนๆ แล้ว"
เฉินไหวเซิงพยักหน้า ถามด้วยความสงสัย "รู้สึกว่าพวกท่านระวังตัวกันจัง ข้าเห็นท่านอาจารย์อาหญิงหยูเมื่อคืนนอกจากจะวางค่ายกลเตือนภัยแล้ว ยังจัดเวรยามเฝ้าระวังเป็นพิเศษอีก เป็นเพราะสัตว์อสูรที่ข้าบอกหรือเปล่า"
เจ้าอ้วนทำหน้าดูลึกลับ "ไม่เชิงซะทีเดียว เหมือนท่านอาจารย์อาหญิงบอกว่าแถวนี้ดูไม่ค่อยสงบ ระวังไว้ก่อนดีกว่า ได้ยินว่าเมื่อก่อนการรับศิษย์ง่ายมาก พาตัวแล้วก็ไปเลย แต่ครั้งนี้เหมือนจะแจกยันต์ไม้เทพให้พวกเราทุกคนเป็นพิเศษ พี่เฉินก็เห็นเมื่อวาน เอาไว้รักษาชีวิต วันนี้ไปถึงติ้งหลิงบ้านพวกท่าน น่าจะรู้แล้วว่ามีเรื่องอะไร"
ไม่สงบ? จะมีเรื่องไม่สงบอะไรได้?
เฉินไหวเซิงงุนงง
จังหวัดอี้หยางมีหกอำเภอ ติ้งหลิงเป็นที่ตั้งที่ว่าการจังหวัด ติดกับอำเภอซีหยางและจู๋เกาที่เป็นกึ่งภูเขากึ่งเนินเขา ส่วนอำเภอเหลียว อำเภอเหมิง และอำเภออันเฟิง เป็นเขตภูเขา
แม้จะบอกว่าอยู่ในเทือกเขาอวี้ซาน แต่ก็ห่างจากเขตแดนต้องห้ามใจกลางเทือกเขาอวี้ซานพอสมควร ไม่เคยได้ยินว่ามีสถานการณ์พิเศษอะไรนี่นา
อย่างตำบลกู้เจิ้นที่ตั้งของค่ายหยวนเป่า ก็เป็นเขตภูเขาล้วนๆ นอกจากจะอยู่ติดกับหนานฉู่แล้วมีความพิเศษนิดหน่อย อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร
แต่หนานฉู่กับต้าจ้าวก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติมาหลายสิบปีแล้ว
จุดศูนย์ถ่วงในการป้องกันของต้าจ้าวอยู่ที่ทางตะวันตกมาตลอด ทางใต้และทางตะวันออกค่อนข้างสงบ แม้แต่ชาวบ้านตามชายแดนก็ยังไปมาหาสู่กัน ตัวเขาจากไปไม่กี่ปี จะมีความเปลี่ยนแปลงแล้วรึ?
รอจนทางนั้นเก็บของเสร็จ ทุกคนก็เตรียมตัวออกเดินทาง
ยันต์เดินเร็วหนึ่งแผ่นแปะที่เอว ทำให้เฉินไหวเซิงได้ประจักษ์ถึงความไม่ธรรมดาของสำนักใหญ่อีกครั้ง
เดิมทีการเดินป่าเขาแบบนี้ คนธรรมดาเดินสักสิบยี่สิบลี้ก็ต้องเป็นคนที่แข็งแรงมากถึงจะทำได้ อย่างพวกผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋า ห้าหกสิบลี้ก็ยังไหว แต่เจ็ดแปดสิบลี้ก็เริ่มตึงมือแล้ว
แต่พอพลังวิญญาณจากยันต์เดินเร็วเข้าสู่ร่างกาย ก็รู้สึกว่าเส้นลมปราณทั่วร่างโล่งสบาย พลังวิญญาณพวยพุ่ง
แม้จะเป็นทางเดินเขาที่วิบาก แต่ตัวเบาหวิวเหมือนนกนางแอ่น เดินเหินรวดเร็วปานบิน
ทำให้เฉินไหวเซิงตกตะลึงไม่น้อย
ยันต์เดินเร็วแบบนี้สำหรับหยูเสวียนเซียนและซวนฉือเม่ยอาจไม่มีประโยชน์มากนัก แต่สำหรับคนอย่างเฉินไหวเซิงและเว่ยอู่หยางที่ยังไม่เข้าสู่วิถี มันมีประโยชน์มหาศาล
พอถึงเวลาพลบค่ำ ตัวเมืองอำเภอติ้งหลิงที่อยู่ห่างออกไปร้อยหกสิบลี้ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ไกลๆ
ต้องยอมรับว่าทรัพยากรของสำนักใหญ่เหล่านี้อุดมสมบูรณ์ ครบครัน ตั้งแต่อาวุธ อาวุธวิเศษ ยันต์ เสื้อคลุมวิญญาณ ชุดเกราะ ยา และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนมีการจัดหาและสนับสนุนอย่างเป็นระบบ
แต่ละอย่างล้วนมีค่าใช้จ่ายมหาศาล เกินกว่าจะจินตนาการ
ทรัพย์ วิชา คู่บำเพ็ญ สถานที่ อันดับหนึ่งคือทรัพย์ หากทุนทรัพย์ไม่พอ ก็ไม่คู่ควรจะเรียกว่าสำนักใหญ่
ท่ามกลางเสียงถอนหายใจ เฉินไหวเซิงก็ติดตามกลุ่มคนเข้าสู่เมืองติ้งหลิง ที่ตั้งของที่ว่าการจังหวัดอี้หยาง
เมื่อหลอมรวมความทรงจำของคนสองคน ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเมืองจังหวัดบ้านเกิดตรงหน้าของเฉินไหวเซิงเริ่มเลือนรางไปบ้าง
ตระกูลดังอยู่ที่เดิม คนจนต้องจากไปต่างถิ่น
ตระกูลเฉินถือเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของค่ายหยวนเป่า แต่สายตระกูลของเฉินไหวเซิงค่อนข้างอ่อนแอ
พ่อแม่เสียชีวิตเร็ว ลุงสองคนกับอาหนึ่งคนก็ยังอยู่ แต่ล้วนเป็นคนธรรมดา ในบรรดาลูกพี่ลูกน้องก็ไม่มีใครเป็นผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋า
ตอนเจ็ดขวบที่เขามีกระดูกเต๋าปรากฏชัด สร้างความตื่นเต้นยินดีให้กับสายตระกูลนี้อย่างมาก น่าเสียดายที่รากวิญญาณไม่ตื่นเสียที ลากยาวไปจนอายุสิบสี่ถึงเพิ่งตื่น
สถานการณ์แบบนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็นพวกผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าที่พรสวรรค์ค่อนข้างแย่
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าโดยกำเนิด
แต่ตระกูลเฉินมีคนมาก สายตระกูลซับซ้อน สายตระกูลห่างๆ หลายสายก็ยังมีผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าปรากฏตัวออกมาเรื่อยๆ
เด็กเกิดใหม่ในค่ายหยวนเป่าแต่ละปีมีประมาณสองถึงสามร้อยคน ในจำนวนนั้นโอกาสที่จะเกิดผู้มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าไม่แน่นอน น้อยสุดก็คนเดียว ปีที่มากที่สุดมีถึงสี่คนที่กระดูกเต๋าปรากฏชัด
แต่เฉลี่ยแล้วปีละหนึ่งถึงสองคน กรณีสองคนพบบ่อยที่สุด
เฉินไหวเซิงหลังจากปลุกรากวิญญาณตอนอายุสิบสี่ ก็ปรึกษากับคนในตระกูลแล้วออกเดินทาง
เขาไม่ได้อยู่ที่จังหวัดอี้หยางหรือเขตอี้จวินด้วยซ้ำ แต่ไปที่เขตจี้ก่อน ต่อมาไปเขตเฉียวและเขตซุย เพื่อท่องเที่ยวหาหนทางแห่งเต๋า
เพียงแต่ตอนนี้ต้องซมซานกลับมา
เมืองติ้งหลิงคึกคักและเจริญรุ่งเรืองกว่าอำเภอเหลียวที่เป็นบ้านเกิดมาก ประชากรก็เยอะกว่า
แม้จะเห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาทั้งในและนอกเมืองยังคงยากลำบากขัดสน แต่ก็ยังถือว่าสงบสุข ทว่าก็ยังเห็นศิษย์ผู้ฝึกตนเดินวางก้ามอยู่บนถนนใหญ่ในเมือง
กลุ่มคนมุ่งหน้าไปยังหอเต๋า
นี่เป็นองค์กรภาคเอกชนในโลกผู้ฝึกตนของต้าจ้าว แต่ก็มีลักษณะกึ่งราชการอยู่บ้าง
สำนักใหญ่และตระกูลขุนนางต่างๆ ล้วนติดต่อประสานงานผ่านหอเต๋าในแต่ละพื้นที่ และผู้ดูแลหอเต๋าส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าถิ่นในวงการผู้ฝึกตนในพื้นที่นั้นๆ
มองดูประตูหอเต๋าที่วิจิตรบรรจง ซุ้มประตูที่งดงามโดดเด่น หอคอยและระเบียงของหอเต๋าที่ชายคายกสูง ยิ่งใหญ่และหรูหรากว่าที่ว่าการอำเภอของทางการเสียอีก เพียงเท่านี้ก็บอกถึงอิทธิพลของมันได้เป็นอย่างดี
เฉินไหวเซิงเริ่มใช้ทัศนคติของโลกใบนี้มองสิ่งรอบตัวแล้ว
เพื่อความอยู่รอดที่ดีขึ้น ก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจโลกใบนี้
เดินตามกลุ่มคนเข้าไป เฉินไหวเซิงก็รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยปกติ
ในหอเต๋าวุ่นวายสับสน คนกลุ่มหนึ่งกำลังทะเลาะกันอย่างดุเดือด อีกหลายคนกำลังกระซิบกระซาบกันด้วยสีหน้าหม่นหมอง เคร่งเครียด หรือโกรธเกรี้ยว
"นี่ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว? ยังจะปิดบังไม่ยอมรักษาหลอกตัวเองกันอยู่อีก ครั้งต่อไปก็ถึงคิวพวกเราแล้ว!" ชายหน้าแดงปากกว้างตะโกนด้วยความโกรธจัด
"เรื่องปีที่แล้ว ตรวจสอบกันตั้งนาน ผลคือไม่มีผล ต่อมาเกิดอีกสองครั้งติด ก็ยังไม่มีผลแล้วปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป ตอนนี้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ทุกคนไม่ควรมาช่วยกันคิดหาวิธีรับมือหรือไง?"
"ศิษย์พี่ ใจเย็นก่อน ครั้งนี้จะต้องให้ทุกคนมาช่วยกันหาข้อสรุปให้ได้ จะให้เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แน่นอน"
ผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่งที่ดูมีราศีเซียนสวมชุดยาวสีดำมีสีหน้าเคร่งเครียด
"ครั้งนี้เป็นศิษย์น้องของสำนักหลิงหยุนเราที่เกิดเรื่อง พวกเราจะไม่โกรธไม่ร้อนใจเชียวหรือ? แต่เราก็ต้องมีทิศทางในการตรวจสอบสิ?"
"เฮอะ มานั่งถกเถียงกันแบบนี้ จะหาตัวคนร้ายเจอหรือไง?"
ชายปากกว้างที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่คำพูดคำจายังคงแฝงความประชดประชัน
"ก็เพราะครั้งนี้หวยมาออกที่สำนักหลิงหยุนของพวกเจ้าน่ะสิ ถึงได้เริ่มร้อนใจ ครั้งก่อนๆ พวกเจ้านั่นแหละที่เฉยเมยที่สุด หาข้ออ้างสารพัดมาบ่ายเบี่ยง..."
โดนจี้ใจดำเข้า ผู้ฝึกตนชุดดำก็ฟิวขาด สีหน้าดูไม่ได้
"พี่อู๋ ท่านตั้งใจมาหาเรื่องรึ? ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ทุกคนควรร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันวิกฤตหรอกหรือ? พูดจาถากถางแบบนี้มันแล้งน้ำใจเกินไปหน่อยมั้ง!"
คนรอบข้างอีกหลายคนเห็นทั้งสองทะเลาะกัน ต่างก็หันไปมองผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่กำลังลูบคางครุ่นคิดอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้นัดหมาย
[จบแล้ว]