- หน้าแรก
- ราชันย์สัตว์วิญญาณ วิวัฒนาการไม่สิ้นสุด
- บทที่ 10: วิถีทางโลก
บทที่ 10: วิถีทางโลก
บทที่ 10: วิถีทางโลก
แต่เมื่อใดที่ได้กลิ่นอายของโอกาสทางธุรกิจ คนตระกูลโจวทั้งตระกูลก็จะกลายร่างเป็นสุนัขป่าและเสือร้าย เป็นไฮยีน่าที่กระหายเลือด ยอมแลกทุกอย่างเพื่อกัดกระชากชิ้นเนื้อออกมาสักก้อน ก่อนจะกลับไปกบดานเงียบเชียบ
กว่าขั้วอำนาจเก่าแก่ในเมืองตงไห่จะรู้ตัว ตระกูลโจวก็ได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ทว่าตอนนี้ เพราะเห็นว่าพรสวรรค์ของลูกชายไม่เลว โจวหมิงรุ่ยจึงตระหนักได้ว่าตนละเลยการอบรมสั่งสอน รากฐานที่ทำให้ตระกูลโจวดำรงอยู่ได้นั้น ไม่ได้สะท้อนออกมาในการประพฤติปฏิบัติของโจวฮั่นเลยแม้แต่น้อย
สายตาของโจวหมิงรุ่ยฉายแววผิดหวังยิ่งกว่าเดิม "ถ้าพ่อใจร้อนวู่วามเหมือนแก ทำตัวและวางตัวแบบแก อย่าว่าแต่จะพัฒนาตระกูลโจวเลย ป่านนี้พ่อแกคงตายด้วยน้ำมือศัตรู แล้วกลายเป็นศพถูกโยนทิ้งทะเลตงไห่ไปนานแล้ว!"
"แกคิดว่ายอดฝีมือที่พ่อรู้จัก พวกเขาคบหากับพ่อง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ? แค่จ่ายเงินนิดหน่อย ให้ค่าจ้างบ้าง ให้ผลประโยชน์บ้าง พวกเขาก็จะยอมมาเป็นเพื่อนกับพ่อแก? ยอมเปิดอกคุยกัน? ยอมช่วยพ่อแก้ปัญหาทุกอย่างงั้นรึ?"
"ปรมาจารย์พรรค์นั้นเขาจะมาสนคำเยินยอประจบสอพลอเพียงน้อยนิดของพ่อรึไง?!"
เสียงของโจวหมิงรุ่ยดังขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าเริ่มดุดัน เขาใช้มือทุบหน้าอกตัวเองซ้ำๆ ราวกับต้องการให้โจวฮั่นจดจำคำพูดของเขาในวินาทีนี้ไปชั่วชีวิต!
"คนเหล่านั้นคืออัจฉริยะที่พ่อแกใช้ตาคู่นี้เฟ้นหามาจากผู้คนนับหมื่นนับแสน! คือเพื่อนที่พ่อแกทุ่มเทลงทุนและสนับสนุนด้วยเงินทองนับไม่ถ้วนด้วยตัวเอง!"
"มันคือการยื่นมือเข้าช่วยในตอนที่พวกเขาตกต่ำที่สุด! คือการช่วยเหลือในยามที่พวกเขาเดือดร้อนที่สุด! มันคือบุญคุณที่จะยึดเหนี่ยวใจคนได้ก็ต่อเมื่อให้ความเมตตาอันยิ่งใหญ่โดยไม่หวังผลตอบแทน!"
"พ่อแกไม่ได้แค่หาเงินเป็น แต่ยังดูคนเป็นด้วย! ถ้าไม่มีสองวิชานี้ ตระกูลโจวของเราคงล่มสลายไปเป็นร้อยรอบแล้ว!"
โจวหมิงรุ่ยยื่นมือออกมา เหรียญทองสองเหรียญปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ เขายื่นมันไปตรงหน้าลูกชาย จ้องลึกลงไปในดวงตาที่ยังคงมึนงงของโจวฮั่นด้วยสายตาแหลมคม แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
"การฆ่าเด็กจนๆ สักคนมันง่าย และการฆ่าอัจฉริยะที่ยังไม่เติบโตมันก็ง่ายเช่นกัน ขอแค่แกเหี้ยมพอ ต่อให้โรงเรียนตงไห่รู้ทีหลังก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะถึงตอนนั้นข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว!"
"พ่อมีเป็นร้อยวิธีที่จะช่วยแกฆ่าไอ้หนูหลี่เป่ยโต้นั่น เพราะฉะนั้นตอนนี้ เลือกเอาเอง... มือซ้ายคือผูกมิตรกับมัน มือขวาคือฆ่ามัน พ่อให้แกเลือกหนึ่งในสองทางนี้!"
โจวฮั่นมองดูแขนสองข้างที่ยื่นมาตรงหน้าและเหรียญทองสองเหรียญในฝ่ามือ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกและสับสน
"พ่อครับ มันก็แค่ความแค้นเล็กๆ น้อยๆ... ความจริง ความจริงไม่เห็นต้องถึงขั้นฆ่าแกง..."
ก่อนที่โจวฮั่นจะพูดจบประโยคอย่างตะกุกตะกัก โจวหมิงรุ่ยก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน โจวหมิงรุ่ยที่เคยสงบนิ่งเผยธาตุแท้ออกมาราวกับราชสีห์ที่กำลังเกรี้ยวกราด "จำเป็น! จำเป็นมากด้วย!"
"ไม่สร้างศัตรู หรือไม่ก็ต้องเหี้ยมโหดให้ถึงที่สุด! แกอาจจะไม่สนเรื่องการแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ นี่ แต่เขาจะสน แกมีเงินทอง แต่เขามีแค่ตัวเปล่า การแก้แค้นเล่นๆ ของแกอาจทำให้ชีวิตที่ยากลำบากอยู่แล้วของเด็กจนๆ คนนั้นแย่ลงไปอีก อาจทำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลาย และทำให้เขาเกลียดแกไปชั่วชีวิต"
"ถ้าเขาเป็นอัจฉริยะจริงๆ และแกไปทำลายทุกอย่างที่เขามี แกคิดว่าพอเขาโตขึ้น เขาจะยอมปล่อยแกไปงั้นเหรอ?!"
โจวหมิงรุ่ยกระแทกแขนมาข้างหน้า แววตาดุร้าย น้ำเสียงบาดลึก "เอ้า เลือกมาหนึ่งทาง! เลือกซะ!"
เมื่อได้ยินเสียงตวาดของพ่อ ร่างของโจวฮั่นสั่นสะท้าน เขาเอื้อมมือออกไปโดยสัญชาตญาณ
แต่มือของเขากลับชะงักค้างอยู่เหนือเหรียญทองทั้งสอง ไม่กล้ากดลงไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากถูกพ่อจับได้ ความคิดเดียวของโจวฮั่นคือแค่ต้องการแสดงความเจ็บปวด เพื่อให้พ่อใช้เส้นสายไปแก้แค้นให้ วิธีการก็คงไม่พ้นให้คนไปสั่งสอนหลี่เป่ยโต้สักยก หรือบีบให้โดนไล่ออกจากโรงเรียนตงไห่... เขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าเรื่องแค่นี้จะลามปามไปถึงขั้นเอาชีวิตกัน
เขาไม่เคยคิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น เขาแค่อยากเอาคืนหลี่เป่ยโต้ตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันอันเกรี้ยวกราดของพ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกตื่นตระหนกอย่างแท้จริง
วินาทีที่ส้อมปักทะลุหลังมือ ความเจ็บปวดทำให้เขาเคยคิดอยากจะฆ่าเจ้านั่น
ตอนที่ต้องเดินออกจากร้านอย่างน่าอับอาย ถูกสายตาแปลกๆ ของทุกคนจับจ้อง... ความอัปยศทำให้เขาเคยคิดอยากจะฆ่าเจ้านั่น
แต่พอได้สติ ความรู้สึกนั้นก็หายไป
เขายังอยากเอาคืนหลี่เป่ยโต้ ก็อีกฝ่ายทำให้เขาเสียหน้ากลางที่สาธารณะขนาดนั้น แถมยังทำให้เขาเจ็บตัวและอับอาย
แต่หลังจากนั้นล่ะ? หลี่เป่ยโต้ก็แค่เด็กจนๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แม้แต่ที่ซุกหัวนอนในเขตชานเมืองฝั่งตะวันออกก็ถูกขายไปแล้ว
หลังจากบีบให้มันออกจากโรงเรียน ถ้ามันที่สูญเสียทุกอย่างหันมาสู้ตายกับเขาล่ะ? ถ้ามันเป็นอัจฉริยะจริงๆ ล่ะ? ถ้ามันเติบโตขึ้นมาได้จริงๆ ล่ะ?
งั้นฆ่ามันซะ? แต่เขายังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ถ้าเขาไม่เข้าไปหาเรื่องก่อน เขาก็คงไม่มีทางโคจรมาเจอกับเจ้านั่น คุ้มแล้วเหรอที่จะต้องฆ่าคนเพราะเรื่องแค่นี้?
แล้วถ้าฆ่าไม่สำเร็จล่ะ?
โดยไม่รู้ตัว โจวฮั่นเริ่มเข้าใจแล้วว่าการกระทำใดๆ ล้วนต้องชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียและพิจารณาถึงผลที่จะตามมา
เหงื่อไหลซึมลงมาตามหน้าผาก ฝ่ามือสั่นระริกเล็กน้อย ค้างแข็งอยู่เหนือเหรียญทองทั้งสองราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้น
ท่ามกลางความคิดที่สับสนวุ่นวาย ในที่สุดโจวฮั่นก็ทิ้งแขนลง และคว้าเหรียญทองทางด้านซ้าย
จากนั้น ราวกับร่างกายหมดเรี่ยวแรง เขาทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น
เมื่อมองดูลูกชายนั่งกองกับพื้น โจวหมิงรุ่ยเห็นว่าลูกชายได้เลือกแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินจากไป
"นี่คือทางที่แกเลือกเอง ในเมื่อเลือกที่จะผูกมิตรและดึงเขามาเป็นพวก งั้นแกก็ไปจัดการด้วยตัวเอง"
เมื่อมองแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไปของพ่อ โจวฮั่นรู้สึกราวกับเพิ่งได้รู้จักพ่อของตัวเองจริงๆ เป็นครั้งแรก บางทีพ่อที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้านี้อาจเป็นเพียงด้านเดียว... ด้านที่หันเข้าหาครอบครัวและญาติมิตร
อีกด้านหนึ่งที่เปิดเผยออกมาในตอนนี้ นำมาซึ่งความตกใจและความยินดีบางอย่าง
นี่ไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของการยอมรับหรอกหรือ? การยอมรับว่าเขาถึงวัยที่ควรแบกรับแรงกดดันจากภายนอกได้แล้ว?
สิ่งที่ลูกผู้ชายต้องการมากที่สุดในชีวิต ก็คือการยอมรับจากพ่อไม่ใช่หรือไง?
โจวฮั่นโพลองพูดขึ้นทันที "พ่อครับ!"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก โจวหมิงรุ่ยก็หยุดเดินและหันกลับมามอง
"มีอะไร?"
"ผม... ถ้าเมื่อกี้ผมเลือกเหรียญทองทางขวา พ่อจะทำจริงๆ เหรอครับ..."
"ทำสิ! พ่อจะไปขอให้เพื่อนยอดฝีมือพวกนั้นมาช่วยแกฆ่ามัน สำหรับยอดฝีมือพวกนั้น เรื่องนี้มันง่ายนิดเดียว สำหรับพวกเราก็เหมือนกัน แต่โลกนี้มันกว้างใหญ่นัก และในอนาคตจะมีคนอีกมากมายที่แกต้องกระทบกระทั่งด้วย เหมือนอย่างออร์ตัน... เราจะฆ่าพวกเขาทุกคนได้เหรอ? เราจะไม่มีวันพลาดเลยเหรอ?"
"จุดจบก็คือ คนทั้งตระกูลเราคงต้องตายตามแกไปด้วย"
"แต่นั่นไม่ได้ ตระกูลโจวจะต้องตกถึงมือแกในที่สุด พ่อตัดสินอนาคตของตระกูลเพื่อให้แกเอาไปเล่นสนุกหรือลองใจไม่ได้หรอก เพราะงั้นตระกูลโจวจะอยู่หรือตาย ถึงเวลานั้นมันจะขึ้นอยู่กับการเลือกของแกเอง"
เสียงบานประตูดังเอี๊ยด โจวหมิงรุ่ยเดินออกไป ร่างของเขาค่อยๆ หายลับไป
เหลือเพียงโจวฮั่นที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้น เหม่อมองเหรียญทองในมืออย่างว่างเปล่า