เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ความอบอุ่นในหอบรรพชน

บทที่ 5 - ความอบอุ่นในหอบรรพชน

บทที่ 5 - ความอบอุ่นในหอบรรพชน


บทที่ 5 - ความอบอุ่นในหอบรรพชน

โจวหุยไม่ได้สนใจเลยว่าคำพูดของตนจะสร้างความตกตะลึงแก่น้องสาวหรือไม่ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ถึงจะเป็นผู้หญิง ก็ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด พวกเจ้าต้องตั้งใจเรียนให้เหมือนพวกพี่ ๆ เข้าใจไหม"

เมื่อสั่งงานเสร็จ โจวหุยก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปในศาลบรรพชน ปล่อยระเบิดลูกใหญ่ทิ้งไว้กลางใจเหล่าบรรดาน้อง ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว

โจวเล่อหันขวับไปมองพี่ชายคนที่ห้าทันที น้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความขุ่นแค้น "พี่ห้า! ท่านนี่มันช่างปากหาเรื่องนัก! อยากได้รางวัลอะไรหนักหนา? ท่านอดอยากปากแห้งมาจากที่ไหนกันฮะ? แงงง... ข้าไม่อยากไปโรงเรียน ข้าไม่อยากไป!"

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า? นี่มันการแก้แค้นของพี่ใหญ่ชัด ๆ เจ้าคิดว่าข้าอยากไปงั้นหรือ? ข้าน่าสงสารกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าต้องนั่งม้าไปเรียนด้วยซ้ำนะเว้ย!" โจวอิ๋นยิ่งพูดยิ่งรู้สึกรันทด ชีวิตของเขาช่างน่าเศร้าจริง ๆ

เมื่อรู้ว่าตนเองโชคดีกว่าพี่ห้าอยู่บ้าง โจวเล่ยก็หยุดร้องไห้ เขาเดินเข้าไปตบไหล่ปลอบใจพี่ชาย

"ไม่เป็นไรน่า! เราต้องเอาตัวรอดให้ได้ กินข้าวเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ พอข้าเติบใหญ่เมื่อไหร่ ข้าจะแก้แค้นคืนให้สาสม จับพี่ใหญ่ส่งเข้าโรงเรียนบ้าง คอยดู!"

"ใช่! ถึงตอนนั้นข้าก็จะเก่งแล้ว! ข้าจะซ้อมเขาจนฟันร่วงหมดปากเลย!" โจวอิ๋นกำหมัดแน่นราวกับได้ค้นพบเป้าหมายของชีวิต

"แต่ว่า... ตอนพวกเจ้าเติบโตขึ้น พี่ใหญ่เขาก็จะโตขึ้นเหมือนกัน ความรู้เขาก็จะยิ่งแน่นหนา วิทยายุทธ์ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง ถึงตอนนั้น... คนที่จะโดนซ้อม คือพวกเจ้า หรือพี่ใหญ่กันแน่?"

โจวเสี่ยงเห็นน้อง ๆ ปลุกใจกันจนฮึกเหิมเต็มที่ เลยสาดน้ำเย็นใส่โครมใหญ่

ผลก็คือ...

สองพี่น้องกอดคอกันร้องไห้โฮราวกับสุนัขหลงทาง พวกบ่าวไพร่จึงต้องรีบเข้ามาโอ๋กันเป็นการใหญ่

โจวหุยเดินมาถึงด้านหน้าศาลบรรพชน ก็เห็นฝูชี สาวใช้คนสนิทของโจวหรงยืนเฝ้าอยู่

เมื่อนางเห็นท่านซื่อจื่อ ก็รีบย่อกายคารวะทันที

"คุณหนูใหญ่ของเจ้า คุกเข่าอยู่ด้านในเรียบร้อยดีหรือไม่?" โจวหุยเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ

"เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่... ไม่กล้าลุกไปไหนเลยเจ้าค่ะ" ฝูชีรู้สึกน้อยใจแทนผู้เป็นนาย ท่านซื่อจื่อเป็นพี่ชายแท้ๆ ไฉนกลับเลือกที่จะเข้าข้างคนนอกอย่างแม่นางหลินซู่เอ๋อร์เสียได้

"อืม! ลงไปเตรียมน้ำขิงมาให้คุณหนูของเจ้าด้วย ในศาลบรรพชนอากาศเย็นเช่นนี้ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพสตรี"

สั่งเสร็จ โจวหุยก็ก้าวเข้าไปภายในห้องโถง

คงเพราะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากภายนอก ร่างของโจวหรงที่คุกเข่าอย่างอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับไปอยู่แล้ว ก็พลันดีดผึง ยืดตัวตรงขึ้นในทันใด

เมื่อโจวหุยก้าวเข้ามาในห้องโถง สายตาเขากวาดมองป้ายวิญญาณที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดก็แล่นปราดเข้าสู่ใจ

สายตาเขาหยุดลงที่แผ่นหลังเหยียดตรงของน้องสาว ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว จนน้ำตาเอ่อคลอ

เขายังจำได้ดี... โศกนาฏกรรมล้างตระกูลครั้งนั้น แม้น้องสาวเขารอดตายเพราะแต่งงานออกไปแล้ว

แต่ทว่า... ข่าวร้ายนั้นกลับทำให้นางตกใจจนคลอดก่อนกำหนด

สุดท้าย... ก็ต้องจบชีวิตลงพร้อมบุตรในครรภ์ วิญญาณหลุดลอยสู่ปรโลก

การที่โจวหุยกลับมาแล้วไม่ฆ่าหลินซู่เอ๋อร์ทิ้งเสียในทันที นับว่าเขามีความอดทนอดกลั้นอย่างสูงแล้ว

เพราะคนที่เขาเกลียดที่สุด... คือตัวเขาเอง

เขาเองที่เป็นคนยื่นมีดใส่มือหลินซู่เอ๋อร์ ให้นางใช้มันเชือดเฉือนครอบครัวของตน

โจวหุยทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ น้องสาว น้ำเสียงเคร่งขรึมแต่แฝงความห่วงใย "รู้หรือไม่ว่าตนเองผิดพลาดตรงไหน?"

โจวหรงมีหรือจะยอมรับผิด นางหันขวับมามองพี่ชายด้วยสายตาขวาง "ข้าไม่ได้ผลักนาง!"

"พี่พูดถึงเรื่องนั้นหรือยัง?" โจวหุยจ้องมองป้ายวิญญาณ ไล่สายตาไปทีละป้าย ในใจพร่ำกล่าวคำขอโทษต่อบรรพบุรุษ

"หืม?" โจวหรงชะงักงัน นางหูฝาดไปหรือเปล่า? พี่ใหญ่กล่าวว่าอะไรนะ?

"ในฐานะกุลสตรีตระกูลสูงศักดิ์ เจ้ากลับควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ นี่คือความผิดที่หนึ่ง"

"น้องหญิงซู่เอ๋อร์ตกน้ำ พี่เข้าใจว่าเจ้าตกใจ"

ทว่าการไม่รีบส่งเสียงเรียกขอความช่วยเหลือ ปล่อยให้นางแช่อยู่ในน้ำเนิ่นนานถึงเพียงนั้น นี่คือความผิดประการที่สอง

โจวหุยมิได้ตำหนิเรื่องที่นางผลักหลินซู่เอ๋อร์ แต่สอนเกี่ยวกับความสุขุมและการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า

โจวหรงหันมาจ้องหน้าพี่ชายอย่างพินิจพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจว่า "พี่ไม่ตำหนิข้าหรือ?"

"น้องหญิงซู่เอ๋อร์บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า เมื่อผู้เสียหายยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น มันก็คงไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าจริง ๆ"

"นางคงมิได้กล่าวปดเพื่อช่วยให้เจ้าพ้นผิดกระมัง จริงหรือไม่?"

โจวหุยหันมามองหน้าน้องสาว แววตาและน้ำเสียงของเขาจริงใจอย่างที่สุด (จนกระทั่งน่าขนลุก)

......เอ่อ! เรื่องแบบนี้พี่ชายข้ามันทำได้จริงๆ แฮะ

"ไปกันเถอะ! พี่มารับเจ้าแล้ว ที่ศาลบรรพชนอากาศเย็น หากบรรพบุรุษจะคุ้มครอง ทว่าร่างกายของสตรีนั้นบอบบาง เดี๋ยวจะเจ็บป่วยไปเสียก่อน"

โจวหุยไม่ได้ประคองน้องสาว เขาลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปเท่านั้น

พอเดินออกมาได้เพียงสองก้าว ก็พบกับศีรษะเล็ก ๆ สามศีรษะที่โผล่มา "จ๊ะเอ๋" อยู่ที่หน้าประตู

"ออกมา!"

สิ้นเสียงประกาศิต สามแสบก็เดินเรียงแถวออกมา ยืนกุมมืออย่างสงบเสงี่ยม

โจวหุยเอามือกุมขมับ ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ "พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่? ศาลบรรพชนใช่สถานที่สำหรับวิ่งเล่นหรือ?"

เสียงของพี่ใหญ่เข้มงวดขึ้น ทำให้เจ้าตัวเล็กทั้งสามยืนตัวลีบ

โจวหรงลุกขึ้นเดินมายืนกำบังน้อง ๆ ไว้ โต้แย้งพี่ชายทันควัน "พี่ใหญ่ ท่านมาเยี่ยมข้าได้ แล้วทำไมพวกเขาจะมาไม่ได้?"

"เจ้าก็ให้ท้ายพวกมันอยู่เรื่อย!" โจวหุยถลึงตาใส่น้องสาวครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินหนีออกไป

สามแสบเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่ายักษ์วัดแจ้งไม่อยู่แล้ว ก็ยิ้มอย่างเริงร่า

โจวเล่ยล้วงขนมตาลออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้พี่สาวคนโตอย่างเอาใจ พร้อมยิ้มแก้มปริ "พี่หญิงใหญ่ กินขนมตาลเจ้าค่ะ กินแล้วจะได้หายหวาดกลัว"

โจวหรงมองน้องสาว สลับกับมองน้องชายทั้งสองที่พยักหน้าให้กำลังใจ จากนั้นจึงหยิบขนมชิ้นเล็กเท่าปลายนิ้วเข้าปาก

"หวานหรือไม่เจ้าคะ?" โจวเล่ยกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ มองพี่สาวด้วยดวงตาแป๋วแหวว

"หวานสิ! หวานมากเลย!" โจวหรงรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านไปทั้งหัวใจ นางจึงบิขนมที่เหลือป้อนใส่ปากน้อง ๆ คนละคำ

"อืมม์! หวานจริง ๆ ด้วย! ขนมที่พี่หญิงป้อนดูเหมือนจะหวานกว่าตอนที่กินเองตั้งเยอะเลย"

คำพูดของโจวเล่ยนั้นหวานยิ่งกว่าขนมที่ยกมาเสียอีก ทำให้โจวหรงยิ้มจนแก้มปริ

เด็กชายทั้งสองต่างพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว เห็นด้วยกับน้องสี่อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

อันที่จริง โจวหุยไม่ได้ไปไหนไกล เขายืนแอบฟังอยู่ด้านนอกศาลบรรพชน เมื่อได้ยินบทสนทนาทั้งหมด รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา

เขาปฏิญาณกับตัวเองในใจ... ชาตินี้ เขาจะต้องรักษาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ไว้ให้จงได้

จวนเหิงกั๋วกง ตำหนักชิงหยวน

หลินซู่เอ๋อร์สามารถลุกขึ้นนั่งได้แล้ว แม้ว่านางจะแค่สำลักน้ำไปเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ร่างกายอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของนางจึงยังคงซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากก็ขาวเผือด ทว่าสติสัมปชัญญะดูเหมือนจะยังดีอยู่

"เหตุใดจู่ ๆ ท่านพี่ถึงได้ลงโทษซิ่งเอ๋อร์กับเถาเอ๋อร์เล่า?"

หลินซู่เอ๋อร์สลบไปก่อนหน้านี้ นางจึงไม่ทราบเรื่องราวโดยละเอียด

นางไม่ทราบว่าซิ่งเอ๋อร์กับเถาเอ๋อร์หวาดกลัวจนถึงขั้นปัสสาวะราดหรือไม่ แต่นางกลับรู้สึกว่าในห้องมีกลิ่นปัสสาวะจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก

ถึงแม้จะทำความสะอาดและจุดกำยานเพื่อกลบกลิ่นแล้ว แต่นางก็ยังคงได้กลิ่นคาวเหม็นนั้นอยู่ดี

"พวกนางสองคนก็นินทาคุณหนูใหญ่เหมือนเช่นปกติเพคะ แต่ไม่ทราบเหตุใด ท่านซื่อจื่อกลับพิโรธขึ้นมาเสียอย่างนั้น"

มู่หลานเองก็รู้สึกขุ่นเคืองใจ นางนินทาเรื่องพวกนี้มาตั้งนานแล้ว เหตุใดวันนี้ท่านซื่อจื่อถึงได้ใจแคบนัก ทั้งที่เป็นความผิดของคุณหนูใหญ่แท้ ๆ แต่กลับมาลงโทษพวกบ่าวไพร่แทน

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 5 - ความอบอุ่นในหอบรรพชน

คัดลอกลิงก์แล้ว