เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 พิชิตไผ่กระบี่

บทที่ 8 พิชิตไผ่กระบี่

บทที่ 8 พิชิตไผ่กระบี่


ขณะที่วงแหวนวิญญาณลอยเข้ามาสู่กระบี่อิงฟ้า หลินเฟิงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลทันที ร่างกายทั้งร่างเกร็งเขม็งภายใต้แรงกดดันนี้ พลังงานความเย็นเยือกสายหนึ่งพุ่งทะลักเข้าสู่แขนขวา กระแทกเส้นลมปราณและอวัยวะภายในอย่างรุนแรง ในชั่วพริบตานั้น เขารู้สึกเหมือนถูกแรงอัดกระแทกจากภายในสู่ภายนอก หลินเฟิงรีบโคจรลมปราณจากคัมภีร์เก้าอิม ชักนำพลังของวงแหวนวิญญาณให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ทว่าพลังของวงแหวนนั้นดุดันเหลือเกิน เขาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่พยายามลากรถบรรทุกหนักอึ้ง ต้องเค้นแรงทั้งหมดที่มีเพื่อขยับล้อให้หมุนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า

โชคดีที่แม้จะกินแรงมหาศาล แต่พลังภายในของเขาก็ยังพอจะขับเคลื่อนพลังของวงแหวนวิญญาณได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อยในการดูดซับให้สมบูรณ์ เมื่อเห็นว่าความเจ็บปวดที่แสดงออกมาทางสีหน้าของหลินเฟิงค่อยๆ ทุเลาลงตามจังหวะการโคจรลมปราณ หลินหลานและฮวาเจี่ยอวี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผ่านระลอกแรกของการปะทะและเริ่มโคจรพลังวิญญาณได้แล้ว การดูดซับวงแหวนวิญญาณของหลินเฟิงก็ถือว่าเข้าที่เข้าทาง ตราบใดที่ไม่โดนปัจจัยภายนอกรุนแรงรบกวน ก็ไม่มีทางล้มเหลวแน่นอน

ขณะที่หลินเฟิงดูดซับวงแหวน เขาก็รับรู้ถึงพลังของมันและเข้าใจสภาพร่างกายตัวเองดียิ่งขึ้น มังกรวารีสีครามตัวนี้อายุเกือบจะแตะขีดจำกัดที่เขารับไหวแล้ว เขาประเมินว่าร่างกายคงรับเพิ่มได้อีกอย่างมากก็ร้อยปี ถ้ามันถึงพันปีจริงๆ เขาคงดูดซับไม่ไหวแน่ๆ ถึงจะมีพ่อแม่คอยช่วยไม่ให้ตัวระเบิด แต่ก็คงหนีไม่พ้นอาการบาดเจ็บสาหัส นี่ขนาดมังกรวารีเป็นสัตว์วิญญาณคุณภาพสูงนะ ถ้าเป็นพวกเกรดธรรมดาอย่างปลาเกาทัณฑ์หัวเหล็ก เขาอาจจะดูดซับวงแหวนที่เฉียดๆ พันปีได้ ขีดจำกัดการดูดซับไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายคนรับอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสายเลือดสัตว์วิญญาณด้วย ทฤษฎี 423 ปีของอวี้เสียว-กัง นี่ทำวิญญาณจารย์ทั่วไปเสียโอกาสไปนับไม่ถ้วนจริงๆ

เมื่อพลังวิญญาณเริ่มเสถียร หลินเฟิงกำหนดจิตลงสู่จุดตันเถียน เข้าสู่สภาวะสำรวจภายใน ในห้วงตันเถียน กระบี่อิงฟ้าลอยเด่นเป็นสง่า คลื่นพลังงานสีฟ้าถาโถมเข้าใส่มันระลอกแล้วระลอกเล่า ทุกครั้งที่ปะทะ กระบี่อิงฟ้าจะเปล่งแสงสีฟ้าออกมา แสงนั้นค่อยๆ เติมเต็มตันเถียนและไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณ หลินเฟิงเฝ้ามองพลังวิญญาณสีฟ้านี้ไหลเวียน ปลดปล่อยออร่าหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณให้ยืดหยุ่นและแข็งแกร่งขึ้น เขารู้แล้วว่าความพยายามที่จะดึงเอาคุณสมบัติธาตุจากสัตว์วิญญาณมาเป็นของตัวเองนั้นสำเร็จผล จากนั้นเขาก็สงบจิตใจเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอย่างลึกล้ำ

เมื่อหลินเฟิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงอรุณของเช้าวันใหม่ก็สาดส่องเข้ามาต้อนรับ เขาว่าพระอาทิตย์ขึ้นวันนี้ดูสดใสเป็นพิเศษ ด้วยการดูดซับวงแหวนวิญญาณแรกสำเร็จ เขาได้ก้าวเข้าสู่ระบบการฝึกตนของโลกนี้อย่างเต็มตัว และกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้อย่างแท้จริง

อันที่จริง เขาดูดซับเสร็จตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืนแล้ว แต่เพราะเข้าฌานลึกต่อเนื่อง หลินหลานและฮวาเจี่ยอวี่เห็นว่าลูกปลอดภัยดีจึงไม่ได้ปลุก ปล่อยให้เขานั่งสมาธิยาวไปทั้งคืน

พอหลินเฟิงลืมตา พ่อแม่ก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน เห็นแววตาเปี่ยมสุขของลูกชาย พวกเขาก็รู้ทันทีว่าแผนการขั้นแรกสำเร็จแล้ว ฮวาเจี่ยอวี่ถามขึ้น "เฟิงเอ๋อร์ เป็นยังไงบ้างลูก ได้อะไรมาบ้างจากการดูดซับครั้งนี้?"

หลินเฟิงตอบ "แม่ครับ หลังจากฝึกคัมภีร์เก้าอิมมาครึ่งปี บวกกับพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นจากการดูดซับวงแหวนข้ามระดับ ตอนนี้ลูกเลเวล 14 แล้วครับ แถมลูกยังได้ธาตุน้ำมาสถิตในร่างจริงๆ ด้วย เส้นลมปราณลูกยืดหยุ่นขึ้นมากจากการหล่อเลี้ยงของธาตุน้ำ เชื่อว่าถ้าฝึกไปนานๆ ผลดีจะยิ่งชัดเจน ส่วนทักษะวิญญาณแรกคือ 'ปราณกระบี่วารี' ครับ เป็นการผสานธาตุน้ำเข้ากับปราณกระบี่ เพิ่มพลังโจมตี 200% จากพื้นฐานของกระบี่อิงฟ้า ยิ่งลูกแข็งแกร่งขึ้น พลังวิญญาณธาตุน้ำที่เรียกใช้ได้ก็จะมากขึ้น พลังโจมตีก็จะเพิ่มตามไปด้วย เป็นทักษะวิญญาณประเภทเติบโตได้ครับ"

หลินหลาน: "สมกับเป็นสัตว์วิญญาณระดับท็อป เพิ่มพลังโจมตีตั้ง 200% แต่ก็นั่นแหละ นี่มันแค่ของแถม ที่สำคัญคือลูกได้ธาตุน้ำมาเป็นรากฐานสำหรับ 'เบญจธาตุก่อเกิด' ในอนาคตต่างหาก นั่นคือแก่นแท้ ส่วนทักษะวิญญาณน่ะไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก นอกจากพวกทักษะระดับเทพจริงๆ แล้ว ทักษะวิญญาณสร้างเองของตระกูลเราเจ๋งกว่าทักษะจากวงแหวนเยอะ"

ฮวาเจี่ยอวี่: "ใช่จ้ะเฟิงเอ๋อร์ ทักษะวิญญาณจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ วิชากระบี่ที่แม่สอนลูกนั่นแหละคือทักษะประเภทเติบโตของจริง ยิ่งพลังวิญญาณสูง อานุภาพก็ยิ่งร้ายกาจ ตั้งใจฝึกวิชากระบี่ให้ดีเถอะลูก"

หลินหลาน: "ไปล้างหน้าล้างตา กินข้าวเช้ากัน แล้วเราจะมุ่งหน้าไปหา 'ไผ่กระบี่ทำลายล้าง' กันต่อ วันนี้พ่อจะให้ลูกได้เห็นอานุภาพกระบี่เจ็ดดาราของแม่เต็มๆ ตา"

หลังมื้อเช้า ทั้งสามมุ่งหน้าสู่เขตแกนกลาง แต่พอเข้าสู่เขตรอยต่อและเดินไปได้ครึ่งทาง พวกเขาก็ไม่ได้ตรงดิ่งเข้าลึกไปในเขตแกนกลาง แต่เลี้ยวขึ้นเหนือ เดินเลาะขอบเขตรอยต่อ ด้วยความเร็วระดับจักรพรรดิวิญญาณสองคน เพียงครึ่งวันพวกเขาก็มาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง หุบเขานี้ดูไม่เข้ากับบรรยากาศป่าซิงโต้วเอาเสียเลย ไร้ซึ่งสีเขียวขจี มีแต่ความแห้งแล้งและซากศพสัตว์วิญญาณเกลื่อนกลาด ยากจะจินตนาการว่าลึกเข้าไปจะมีสัตว์วิญญาณพืชอาศัยอยู่

ลึกเข้าไปในหุบเขา หลินเฟิงเห็นไผ่ต้นหนึ่งสีดำสนิท สูงอย่างน้อยหลายสิบเมตร เมื่อเทียบกับไผ่เกาทัณฑ์ทั่วไป แทบไม่อยากเชื่อว่ามันเคยเป็นพันธุ์เดียวกัน เห็นเจ้าไผ่ต้นนี้แล้ว หลินเฟิงเข้าใจทันทีว่าทำไมแม่ถึงบอกว่าควรเรียกมันว่า 'ไผ่กระบี่ทำลายล้าง' แม้จะมีพ่อแม่คอยกางอาณาเขตคุ้มกันอยู่ แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงปราณกระบี่ทำลายล้างที่แผ่พุ่งออกมาจากมัน

เมื่อเห็นไผ่กระบี่ทำลายล้างยังอยู่ดี ฮวาเจี่ยอวี่ก็ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นเธอก็ส่งสายตาให้หลินหลาน หลินหลานคว้าคอเสื้อหลินเฟิงแล้วลากถอยหลังออกมา หลังดูดซับวงแหวนแรก ส่วนสูงหลินเฟิงเพิ่มจาก 1.2 เป็น 1.3 เมตร แต่พอโดนพ่อหิ้วคอแบบนี้ เขาก็ยังดูเหมือนลูกไก่อยู่ดี

เบื้องหน้า ฮวาเจี่ยอวี่ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ กระบี่เจ็ดดาราปรากฏขึ้นพร้อมวงแหวนหกวง เหลือง เหลือง ม่วง ม่วง ดำ ดำ ไม่นับด้ามจับ ตัวกระบี่ยาวประมาณหนึ่งเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร ใบกระบี่ตั้งตรง สันหนาคมบาง หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสมบูรณ์แบบ ตัวกระบี่เป็นสีเทาอมฟ้าด้านๆ เสมอกันทั้งเล่ม ไม่มีแสงสะท้อน ดูภายนอกธรรมดามาก แต่กลับแผ่รังสีแห่งความ "คมกริบอย่างที่สุด" ออกมา

เมื่อปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ ฮวาเจี่ยอวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เหาะพุ่งเข้าไปทันที กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่รุนแรงยิ่งกว่าไผ่กระบี่ทำลายล้างเสียอีก ระเบิดออกมาจากกระบี่ของเธอ พุ่งตรงเข้าใส่เป้าหมาย

หลินเฟิงรีบตะโกน "พ่อครับ ไม่ไปช่วยแม่เหรอ? จะปล่อยแม่สู้คนเดียวเหรอครับ?"

หลินหลาน: "ก็บอกแล้วไง ว่าจะให้ลูกดูอานุภาพกระบี่เจ็ดดาราของแม่"

ยังไม่ทันที่หลินเฟิงจะเถียงต่อ หลินหลานก็เอามือบีบปากลูกชายไว้ บอกให้เงียบๆ "ดูให้ดีๆ"

เมื่อสัมผัสถึงภัยคุกคาม ไผ่กระบี่ทำลายล้างก็ยิงใบไผ่นับร้อยที่อัดแน่นด้วยปราณกระบี่ทำลายล้างเข้าใส่ฮวาเจี่ยอวี่ ฮวาเจี่ยอวี่ตวัดกระบี่กวาดออกไป ปราณกระบี่ของเธอกวาดใบไผ่จนกลายเป็นผุยผง เธอฟันสวนกลับไปอีกครั้ง คมกระบี่ปะทะลำต้นไผ่เต็มๆ ไผ่ที่เคยทนทายาดบัดนี้เกิดรอยบากยาวเป็นเมตร จุดอ่อนของไผ่กระบี่ทำลายล้างคือมันเป็นพืช ยังไม่ถึงแสนปี ขยับหนีไม่ได้ ต้องยืนรับการโจมตีอย่างเดียว แต่ด้วยการกลายพันธุ์และอายุบำเพ็ญหกหมื่นปี ทั้งพลังป้องกันและโจมตีของมันถือว่าโหดหิน แต่มันแค่ซวยที่มาเจอฮวาเจี่ยอวี่วันนี้

ฮวาเจี่ยอวี่หลบการโจมตีจากลำต้นไผ่ กวาดใบไผ่ทิ้งด้วยกระบี่ แล้วพริบตาเดียวก็ประชิดโคนต้น รวบรวมพลัง 'ฝ่ามือสลายใจ' ไว้ที่มือซ้าย ซัดตูมเข้าที่โคนไผ่ ทันใดนั้น ต้นไผ่ที่เคยไหวเอนและใบไผ่ที่ปลิวว่อนราวกับถูกหยุดเวลา ทุกอย่างนิ่งสนิท ผ่านไปกี่วินาทีไม่อาจทราบ ใบไผ่ทั้งหมดก็ค่อยๆ ปลิวสลายไปกับสายลม ต้นไผ่ยังคงตั้งตระหง่าน แต่วงแหวนวิญญาณสีดำสนิทค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากโคนต้น ฮวาเจี่ยอวี่นั่งขัดสมาธิลงตรงนั้นและเริ่มดูดซับวงแหวนวิญญาณ

หลินเฟิงที่ดูอยู่ห่างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง สักพักถึงได้สติแล้วหันไปถามพ่อ "แม่เก่งขนาดนี้เลยเหรอพ่อ? นั่นมันสัตว์วิญญาณระดับท็อปกลายพันธุ์อายุหกหมื่นปีนะ ตามหลักแล้วมหาปราชญ์วิญญาณทั่วไปยังเอาไม่ลงเลยไม่ใช่เหรอ? แม่เพิ่งจะเป็นว่าที่มหาปราชญ์วิญญาณเองนะ?"

หลินหลาน: "ไม่งั้นลูกคิดว่าทำไมเราถึงกล้าพาลูกมาที่นี่ล่ะ? ถ้าต้องรุมกินโต๊ะมันแล้วทิ้งลูกไว้คนเดียวแถวเขตแกนกลางป่าซิงโต้ว ลูกคงอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมทักษะผสานวิญญาณยุทธ์ของพ่อกับแม่ถึงฟัดกับวิญญาณพรหมยุทธ์ระดับสูงได้สูสี—ก็เพราะพื้นฐานเราโคตรเก่งไงล่ะ!"

"คิดว่าลูกเป็นอัจฉริยะคนเดียวหรือไง? กระบี่อิงฟ้าของลูกเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับท็อป เหนือกว่า 'กระบี่เจ็ดสังหาร' ของดาบพรหมยุทธ์แห่งสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติเสียอีก ส่วนกระบี่เจ็ดดาราของแม่ ถึงจะไม่คมเท่ากระบี่อิงฟ้า แต่ก็ยังเป็นระดับท็อปที่เหนือกว่ากระบี่เจ็ดสังหารเหมือนกัน แถมวงแหวนวิญญาณทุกวงของแม่ก็ดูดซับข้ามระดับมาทั้งนั้น ลูกคงไม่ได้คิดว่ามีแค่ลูกคนเดียวหรอกนะที่ทำได้?"

"อีกอย่าง ด้วยฝีมือแม่ ก่อนจะดูดซับวงแหวนที่เจ็ด แม่คือจักรพรรดิวิญญาณอันดับหนึ่งของทวีปโต้วหลัวอย่างไม่ต้องสงสัย แม่ของลูกสมควรได้รับฉายาอัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลกตัวจริงเสียงจริง ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ขี้เกียจฝึกบ้างอะไรบ้าง ป่านนี้คงเป็นวิญญาณพรหมยุทธ์ไปนานแล้ว เทียบกันแล้ว ถังเฮ่าแห่งสำนักเฮ่าเทียนน่ะจิ๊บจ๊อย แค่เกิดก่อนเท่านั้นแหละ"

"เจ้าหนู ฝึกให้หนักเข้าไว้! วิญญาณยุทธ์คู่ของลูกคือแต้มต่อธรรมชาติ ใครจะรู้ว่าพอลูกโตขึ้นจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ถ้าวันไหนลูกเอาชนะแม่ได้ที่เลเวลเดียวกัน วันนั้นแหละลูกถึงจะเป็นอัจฉริยะของจริง"

จบบทที่ บทที่ 8 พิชิตไผ่กระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว