เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - เตรียมสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

บทที่ 9 - เตรียมสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

บทที่ 9 - เตรียมสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย


บทที่ 9 - เตรียมสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"ผู้บัญชาการอู๋ เรียกข้ามามีธุระอันใดหรือ"

ผ่านไปสองวัน ในยามเช้าตรู่ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่สำนักประจิม เฉินอี้ก็เห็นอู๋ชิ่งเซิ่ง ผู้บัญชาการสำนักประจิมมีสีหน้าทะมึนทึน

"เจ้าตามข้ามา"

เฉินอี้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์นัก เขาเดินตามผู้บัญชาการอู๋ขึ้นบันไดไป เมื่อเข้าไปในห้องหนังสือ ก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

คนผู้นั้นคือนายกองร้อยหลี่แห่งสำนักบูรพา

"คารวะนายกองเฉิน"

นายกองร้อยหลี่ประสานมือทักทาย

เฉินอี้ประสานมือตอบ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย

คนของสำนักบูรพามาทำอะไรที่นี่?

ผู้บัญชาการอู๋เดินไปที่โต๊ะทำงาน ครู่ต่อมา ฎีกาสีแดงฉบับหนึ่งก็ถูกโยนมาตรงหน้าเฉินอี้

เฉินอี้สีหน้าเรียบเฉย เขาไม่ก้มตัวลงเก็บ แต่กลับยื่นเท้าออกไปเตะที่มุมฎีกาซึ่งกระดกขึ้น ส่งแรงดีดเบาๆ ให้ฎีกาสีแดงลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วร่วงหล่นลงสู่มือเขาอย่างนุ่มนวล

ท่วงท่าทั้งหมดลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

นี่คือความมหัศจรรย์ของวิชาตัวเบา

เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้บัญชาการอู๋ก็หนังตากระตุก

วิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยม แถมลมหายใจยังสม่ำเสมอ นี่มันท่วงท่าของยอดฝีมือชัดๆ

ไหนว่าก่อนหน้านี้มันเป็นแค่ผ้าขาว เป็นพวกดีแต่เปลือกไร้น้ำยาไม่ใช่หรือ?

คนแซ่เฉินคนนี้เพิ่งจะปรากฏตัวในสายตาผู้คนได้แค่เดือนเดียว เดือนเดียวฝึกวิชาตัวเบาได้ขนาดนี้เชียวหรือ...

ตกลงว่าไปเจอวาสนาปาฏิหาริย์ เจอยอดคนชี้แนะ หรือว่า... ซ่อนคมมาตลอดกันแน่

ผู้บัญชาการอู๋ขมวดคิ้ว ความคิดสับสนวุ่นวาย ก่อนหน้านี้เขาปฏิบัติกับนายกองร้อยเด็กเส้นคนนี้ด้วยความเกรงใจแค่ภายนอก แต่ในใจกลับไม่ได้ให้ค่าอะไรเลย

เฉินอี้เปิดฎีกาออกดูปราดหนึ่ง แล้วปรายตามองนายกองร้อยหลี่แห่งสำนักบูรพา ก็เข้าใจสถานการณ์ทันที

ที่แท้เจ้าสำนักบูรพาก็ยื่นฎีกาฟ้องร้องเขาต่อไทเฮาผู้ว่าราชการหลังม่าน ในตอนท้ายของฎีกาเขียนระบุไว้ชัดเจนว่า นายกองร้อยสำนักประจิมเฉินอี้ ไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตา บังอาจพาตัวสาวใช้นักโทษไปสอบสวนเป็นการส่วนตัว

เมื่อเห็นเฉินอี้อ่านฎีกาจบ ผู้บัญชาการอู๋ก็เอ่ยขึ้น

"ฎีกาฉบับนี้ ข้าสกัดไว้ที่กรมพิธีการ ยังไม่ได้ส่งถึงมือไทเฮา เพียงแต่ข้าจะยื้อไว้ได้นานแค่ไหนกันเชียว? ตามตำแหน่งขุนนางแล้ว เจ้าสำนักเซวียเป็นถึงขันทีผู้ดูแลเอกสาร ส่วนข้าเป็นแค่ขุนนางขั้นหก"

เฉินอี้ถือฎีกาไว้ พลางครุ่นคิด

จังหวะนั้นเอง นายกองร้อยหลี่แห่งสำนักบูรพาได้ทีเอ่ยขึ้นว่า

"นายกองเฉิน เรื่องนี้ท่านเจ้าสำนักเซวียเองก็ลำบากใจ เราต่างทำงานรับใช้เบื้องบน รุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ด้วยกัน ล่มจมก็ล่มจมด้วยกัน ขืนส่งเรื่องฟ้องร้องท่านขึ้นไป พวกเราพี่น้องสำนักบูรพาเองก็เสียหน้าเหมือนกัน"

เฉินอี้ยิ้มบางๆ ถามกลับว่า

"ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?"

ผู้บัญชาการอู๋พูดเสียงแข็ง

"ก็ต้องให้เจ้าส่งตัวสาวใช้นางนั้นกลับจวนอ๋องเซียง เรื่องนี้ถึงจะจบลงได้"

ยังไม่ทันที่เฉินอี้จะตอบ นายกองร้อยหลี่ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า

"นายกองเฉินเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก อาจจะทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ข้าเห็นว่าเรื่องนี้ยังพอเจรจากันได้"

จากคำพูดรับส่งของสองคนนี้ เฉินอี้หรี่ตาลง จับทางได้ทันที

สองคนนี้ คนหนึ่งเล่นบทโหด อีกคนเล่นบทพระเอก

แค่ไม่รู้ว่าเตี๊ยมกันมา หรือผู้บัญชาการอู๋ถูกหลอกใช้กันแน่

ผู้บัญชาการอู๋ถามเสียงเย็น

"เจรจา จะเจรจายังไงอีก?"

นายกองร้อยหลี่รีบพูดต่อ

"ท่านเจ้าสำนักเซวียบอกว่า ไว้ไมตรีกันสักส่วนย่อมดีกว่า เขาเองก็ไม่อยากผิดใจกับสำนักประจิม ฎีกาฉบับนี้ เขาสามารถดึงกลับไปได้"

พูดจบ นายกองร้อยหลี่ก็หันมาทางเฉินอี้ ใช้น้ำเสียงข่มขู่เล็กน้อย

"เพียงแต่ ต่อไปนายกองเฉินจะทำการใด โปรดระมัดระวังรอบคอบ อย่าได้ล่วงเกินสำนักบูรพา หรือทำลายกฎของสำนักบูรพา เรื่องของสำนักบูรพา ไม่ใช่เรื่องที่นายกองร้อยคนหนึ่งจะเข้ามายุ่งย่ามได้"

เฉินอี้ทำหน้านิ่ง ฟังอย่างเงียบงัน

ผู้บัญชาการอู๋ได้ยินคำข่มขู่นั้น ก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ

ทำไมรู้สึกเหมือน... นายกองร้อยหลี่คนนี้กำลังใช้เขาเป็นเครื่องมือเล่นบทโหดอยู่เลย?

ช่างเถอะ ช่างเถอะ ต่อให้เล่นบทโหด ขอแค่ทำงานให้เบื้องบนสำเร็จก็พอ

เมื่อเห็นเฉินอี้เงียบ นายกองร้อยหลี่ก็ลอบยิ้มเยาะในใจ พูดต่อว่า

"นายกองเฉิน ข้ารู้ว่าท่านยังหนุ่ม ไฟแรง แต่ถ้าร้อนแรงเกินไป สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องดี อาศัยแค่ความมุทะลุ สุดท้ายจะนำภัยมาสู่ตัว ผิดก้าวเดียว ล้มทั้งกระดาน

ข้าขอเตือนแทนท่านเจ้าสำนักสักประโยค เที่ยวหาเรื่องไปทั่ว ระวังเถอะ ถ้ามีคนคิดจะเล่นงานท่าน มันง่ายนิดเดียว"

ประโยคสุดท้ายนี้ แม้แต่ผู้บัญชาการอู๋ยังต้องขมวดคิ้ว

นายกองร้อยหลี่รู้ตัวว่าพูดแรงไป จึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงใจ

"แทนที่จะเป็นแบบนั้น สู้หยุดมือเสียแต่เนิ่นๆ สำนักประจิมและบูรพาเดิมทีก็เป็นพี่น้องกัน มีมิตรไมตรีต่อกันมานาน สองสำนักปรองดอง ย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้..."

นายกองร้อยหลี่ยังพูดไม่ทันจบ

เฉินอี้ก็ยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร

"ท่านนายกองพูดได้ถูกต้องที่สุด"

นายกองร้อยหลี่อึ้งไปนิดหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าเฉินอี้จะว่าง่ายขนาดนี้

"พู... พูดว่าอะไรนะ?"

เฉินอี้ประสานมือ กล่าวด้วยความจริงใจ

"สำนักประจิมและบูรพาเป็นพี่น้องกัน สมควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก่อนหน้านี้ข้าล่วงเกินสำนักบูรพาโดยไม่ตั้งใจ โชคดีที่ท่านเจ้าสำนักเซวียมีเมตตา ตอนนี้พรรคมารกำเริบเสิบสาน ก่อความวุ่นวายในเมืองหลวง วันหน้าข้าย่อมไม่ทำลายกฎของสำนักบูรพาแน่นอน"

ได้ยินดังนั้น นายกองร้อยหลี่ก็แปลกใจ ไม่คิดว่าเฉินอี้จะคุยง่ายแบบนี้

"ในเมื่อคุยกันรู้เรื่องแล้ว พวกเจ้าก็ออกไปเถอะ"

ผู้บัญชาการอู๋เอ่ยปากไล่

เมื่อเดินออกจากห้องหนังสือ นายกองร้อยหลี่กำลังจะกลับ แต่เฉินอี้คว้าแขนเขาไว้

"นายกองหลี่ ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ"

นายกองร้อยหลี่หยุดเดิน

"ขอถามว่า... เรื่องอันใด?"

เฉินอี้กดเสียงต่ำ

"ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักเซวียรู้เรื่อง... ธิดาเทพพรรคมารหรือไม่?"

นายกองร้อยหลี่ทำหน้างง ถามกลับ

"ช่วยขยายความหน่อย"

เฉินอี้เห็นว่าหมอนี่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง จึงค่อยๆ อธิบาย

"ตอนนี้ผู้บัญชาการอู๋ไม่อยู่ ข้าจะพูดตามตรง

ที่ข้าดักฆ่าพวกพรรคมารพวกนั้น ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อสำนักบูรพาของพวกท่านต่างหาก"

นายกองร้อยหลี่สงสัย

"เพื่อสำนักบูรพาของพวกเรา?"

เฉินอี้ลากเสียงยาว

"นิกายเทพแสงเงาดึงตัวอ๋องตจว.มาเป็นพวก ความเสี่ยงสูงลิบ พลาดนิดเดียวก็พังทั้งกระดาน แล้วทำไมพวกมันถึงยังดันทุรังทำ ท่านเคยคิดไหม?

จากการสืบสวนลับๆ ของข้า สาเหตุที่นิกายทำแบบนี้ เพราะมีแผนการใหญ่ซ่อนอยู่ แผนการนี้เกี่ยวพันกับการปรากฏตัวของธิดาเทพพรรคมาร และเมื่อนางปรากฏตัว เกรงว่าสำนักบูรพาที่รับผิดชอบยึดทรัพย์จวนอ๋องเซียงจะโดนหางเลขไปด้วย

ข้าคาดว่าตอนนี้สำนักบูรพายังไม่ระแคะระคายเรื่องนี้ จึงถูกพวกโจรพรรคมารหลอกใช้ ข้าจึงต้องลงมือฆ่าปิดปากพวกมัน ขัดขวางแผนการ เพื่อไม่ให้สำนักบูรพาต้องพลอยซวยไปด้วย"

นายกองร้อยหลี่ฟังแล้วทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว เขาเคยได้ยินข่าวลือเรื่องธิดาเทพจะปรากฏตัวมาบ้าง แต่มันก็เป็นแค่ข่าวลือ

เฉินอี้เก็บอาการของอีกฝ่ายไว้ในสายตา

คนเคยเล่นเกมจนจบอย่างเขาย่อมรู้ดี เรื่องที่อินทิงเสวี่ยเป็นธิดาเทพ ในเมืองหลวงมีคนรู้แค่หยิบมือเดียว

และเซวียโยวเก๋อ เจ้าสำนักบูรพาไม่ใช่หนึ่งในนั้น แม้เขาจะสมคบคิดกับพรรคมาร แต่เขาก็ห่วงหมวกขุนนางบนหัวตัวเองมากกว่า

คนมีอำนาจวาสนาที่ไหนจะยอมทิ้งความสุขสบาย ไปตกระกำลำบากกับพรรคมารในป่าในเขาเล่า?

นายกองร้อยหลี่เห็นเฉินอี้พูดจาจริงจัง ประกอบกับพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของเขา

เดิมทีนายกองร้อยสำนักประจิมผู้นี้เป็นคนฉ้อฉล แล้วทำไมจู่ๆ ถึงผิดใจกับพรรคมาร หันมาผดุงคุณธรรมล่ะ?

ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่!

"ที่ข้าลงมือฆ่าพวกพรรคมาร ก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม รีบถอนตัวออกมา เรื่องบางเรื่อง..."

ในขณะที่นายกองร้อยหลี่กำลังตกตะลึง เฉินอี้ก็พูดเปรยๆ ว่า

"ถ้าไม่ขึ้นตาชั่งก็หนักไม่ถึงสี่ตำลึง แต่ถ้าลองได้ขึ้นตาชั่งเมื่อไหร่ หนักพันชั่งก็เอาไม่อยู่"

นายกองร้อยหลี่ได้ยินดังนั้น เหงื่อเย็นก็ไหลซึมเต็มคอ รีบประสานมือคารวะ

"ขอบคุณนายกองเฉินที่เตือนสติ หากธิดาเทพปรากฏตัว แล้วเรื่องนี้แดงขึ้นมา สำนักบูรพาไม่รู้จะต้องหัวหลุดจากบ่ากันกี่คน"

เฉินอี้ตบไหล่นายกองร้อยหลี่ กล่าวอย่างจริงใจ

"ท่านเจ้าสำนักเซวียพูดถูก ล่มจมก็ล่มจมด้วยกัน ข้ากับสำนักบูรพา ลงเรือลำเดียวกันมาตลอด"

นายกองร้อยหลี่รู้สึกโชคดีเหมือนรอดตายมาได้ ความไว้วางใจจึงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

"ขอบคุณนายกองเฉิน นี่เป็นบุญคุณใหญ่หลวง ไม่ทราบจะตอบแทนอย่างไรดี?"

เฉินอี้กล่าวว่า

"ข้าได้ยินมาว่า ภายในสำนักบูรพา มีคัมภีร์ยุทธ์ที่ชื่อวิชากระดูกทองแดงอยู่เล่มหนึ่ง? ขอยืมมาอ่านสักหน่อยสิ"

นายกองร้อยหลี่ลังเล

"เอ่อ... คัมภีร์นี้ท่านเจ้าสำนักเซวียเป็นคนรวบรวมเขียนขึ้น เกรงว่าจะให้คนนอกไม่ได้..."

เฉินอี้แสยะยิ้มเย็นชาทันที

"เมื่อกี้ท่านยังบอกว่าเป็นบุญคุณใหญ่หลวง หรือว่าข้าไม่มีบุญคุณต่อสำนักบูรพาเลยแม้แต่น้อย?"

นายกองร้อยหลี่คิดทบทวนดู

เทียบกับเรื่องคอขาดบาดตายที่เกือบทำสำนักบูรพาวินาศสันตะโรแล้ว คัมภีร์วรยุทธ์เล่มเดียวจะนับเป็นอะไรได้?

ยิ่งไปกว่านั้น นายกองร้อยแซ่เฉินคนนี้ก็ไม่ใช่คนหัวแข็งตึงเป๊ะ น่าจะร่วมมือกันได้ยาวๆ...

"ตกลง ท่านรอข้าเอามาให้ได้เลย"

เฉินอี้ประสานมือ

"ขอบคุณนายกองหลี่ ครั้งนี้ข้าได้คัมภีร์ สำนักบูรพาได้ข่าวสาร นับว่าวินวินทั้งสองฝ่าย"

นายกองร้อยหลี่หัวเราะชอบใจ

"สมประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริงๆ"

มองดูแผ่นหลังของนายกองร้อยหลี่ที่รีบร้อนจากไป

ในเงามืด เฉินอี้ยกยิ้มที่มุมปาก

ถ้าเป็นเซฟแรก เขาคงจะอาละวาดฟันดะไปทั่ว เพราะยังไงก็เซฟแล้วโหลดใหม่ได้

แต่ตอนนี้...

เขาต้องรู้จักใช้แรงส่ง

ต้องทำให้พวก "กล่องสมบัติเคลื่อนที่" เดินมาหาเขาเอง แถมยังต้องขอบคุณเขาด้วย

เข้าใจคำว่าผู้เล่นรอบสองไหม?

ผู้เล่นรอบสอง...

มักจะเตรียมตัวเพื่อกินรวบทั้งขึ้นทั้งล่องเสมอ

ตอนนี้ก็รอดูกันว่า จะได้กำไรมาก กำไรปานกลาง หรือกำไรน้อย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 9 - เตรียมสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว