- หน้าแรก
- ระบบบัญชีแค้น ข้าจับธิดาเทพมาเป็นเมียเพื่อฝึกวิชา
- บทที่ 4 - ตัดใจฆ่าเจ้าไม่ลง
บทที่ 4 - ตัดใจฆ่าเจ้าไม่ลง
บทที่ 4 - ตัดใจฆ่าเจ้าไม่ลง
บทที่ 4 - ตัดใจฆ่าเจ้าไม่ลง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาบ้าง..."
เมื่อออกจากจวนอ๋องเซียง อินทิงเสวี่ยที่เริ่มตั้งสติได้ก็เอ่ยถามลองเชิง
"นายกองร้อยสำนักประจิมเฉินอี้ อาศัยบารมีพรรคพวกอำมาตย์หลิน ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ นิสัยฉ้อราษฎร์บังหลวง แถมยัง... มีวรยุทธ์งูๆ ปลาๆ ดีแต่เปลือก?"
เฉินอี้หัวเราะ หึหึ
"สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์จริงๆ ด่าคนประโยคเดียวใช้สำนวนเปรียบเปรยตั้งสี่คำ"
อินทิงเสวี่ยยังไม่ทันจะได้ส่งเสียง ฮึ ในลำคอ เฉินอี้ก็หันขวับเอาหน้ามาแนบชิดใบหน้าของนาง
"แต่ก็ไอ้คนแบบนี้แหละ ที่สามารถรับธิดาอ๋องผู้สูงส่งมาเป็นอนุภรรยาได้"
อินทิงเสวี่ยหน้าซีดเผือด ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็นึกค่อนขอดในใจ
ต่อให้เป็นอย่างนั้น ท่านก็ไม่มีคุณธรรมคู่ควรกับตำแหน่งอยู่ดี! คอยดูเถอะ สักวันกรรมจะต้องตามสนองท่าน
เฉินอี้ไม่สนใจนาง ยังคงเดินหน้าต่อไป
เมื่อเลี้ยวผ่านทางแยก และเดินทะลุตรอกแห่งหนึ่ง ฝีเท้าของเฉินอี้ก็ชะลอลง
ที่ปากตรอกซึ่งกว้างพอให้คนเดินเรียงหน้ากระดานได้แค่สามคน มีเสียงฝีเท้าสะเปะสะปะดังขึ้น
องครักษ์เสื้อแพรในชุดขุนนางสามคน ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นขวางทางเฉินอี้
ที่นี่เปลี่ยวร้างผู้คน ช่างเป็นทำเลทองจริงๆ
"ใต้เท้าเฉิน พาสาวโทษหนีออกมาโดยพละการแบบนี้ เกรงว่าจะผิดกฎนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ซ่งเซิงเป่า หัวหน้าหน่วยจากสำนักบูรพายืนตระหง่านราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ลูกน้องสองคนเดินขนาบข้างกายพวกเขาหน้าตาคล้ายกันราวกับเป็นพี่น้อง
สายตาของลูกน้องสำนักบูรพาทั้งสองจ้องมองไปที่อินทิงเสวี่ย แววตาฉายความเคารพเลื่อมใสอย่างบ้าคลั่ง แต่พอหันมามองเฉินอี้ กลับเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู
เฉินอี้หันไปมองข้างกาย ก็เห็นอินทิงเสวี่ยทำหน้าสะใจ
"กรรมตามสนองแล้วไง!" นางกระซิบเสียงเบา
เห็นได้ชัดว่าแม่ธิดาเทพจำสถานะขององครักษ์กลุ่มนี้ได้
สายลับพรรคมาร!
เฉินอี้เงยหน้ามอง แล้วเอ่ยเรียบๆ
"ตามกฎแล้ว สำนักประจิมมีอำนาจทำคดีข้ามหน้าสำนักบูรพาได้ ตามตำแหน่งแล้ว ข้าเป็นนายกองร้อย ไม่ทราบว่าเจ้าเอากฎข้อไหนมาขวางทางข้า หลีกไปซะ ข้าจะกลับสำนักประจิม"
ซ่งเซิงเป่าทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ ส่วนลูกน้องทั้งสองพอได้ยินวาจาของเฉินอี้ ก็รู้สึกขบขัน
ในบรรดาสองสำนักหนึ่งหน่วยงาน ใครบ้างจะไม่รู้ว่าตำแหน่งนายกองร้อยของเฉินอี้ได้มายังไง?
นายกองร้อยทั่วไปต้องเก่งทั้งบู๊และมีผลงาน แต่หมอนี่กลับอาศัยแค่เส้นสายของพวกกังฉินตระกูลหลิน ถึงได้มีวันนี้
"พวกเราต้องการแค่ตัวสาวโทษนางนี้ ท่านเชิญไปได้เลย เศษเงินพวกนี้ ถือว่าเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ใต้เท้าเฉินก็แล้วกัน"
พูดจบ ซ่งเซิงเป่าก็ควักตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมา ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง
"ใต้เท้าเฉิน ใครๆ ก็รู้ว่าท่านมีน้ำยาแค่ไหน ข้าขอเตือนว่าอย่าใจร้อน จะได้ไม่เสียไมตรีต่อกัน!"
เฉินอี้กลับยิ้มกว้าง
"ข้าไม่นึกเลยว่า... คนของพรรคมารจะแฝงตัวเข้ามาอยู่ในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรด้วย"
สีหน้าของทั้งสามคนเปลี่ยนไปทันที ซ่งเซิงเป่าได้สติเร็วกว่าเพื่อน เอ่ยถามเสียงเครียด
"เจ้ารู้ได้ยังไง..."
เฉินอี้ยิ้มมุมปาก
"ข้าเปิดโปร"
เขาที่เพิ่งเริ่มเกมมาหมาดๆ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าพวกนี้เป็นใคร ที่ก่อนหน้านี้ไม่เปิดโปง ก็เพื่อจะเก็บกวาดพรรคมารในเมืองหลวงให้สิ้นซากในคราวเดียว
ภายในตรอก แม้ทั้งสามจะไม่เข้าใจคำพูดของเฉินอี้ แต่แววตาก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที
ลูกน้องสองคนค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามา
"ถอยไปซะเถอะ จะได้ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
จิตสังหารแผ่ซ่าน เฉินอี้สัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา
เขาพูดไปพลาง ส่งกระแสจิตสั่งการ ถ่ายเทลมปราณเข้าสู่วิชาดาบโดยไม่ลังเล
[ท่านได้ถ่ายเทลมปราณที่บำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบากเข้าไป ทุกตัวอักษรของเคล็ดวิชาไหลเวียนผ่านชีพจรของท่านด้วยพลังลมปราณ]
[ในห้วงความคิดของท่าน เริ่มมีการจำลองร่ายรำเพลงดาบผ่ามังกรวารีขึ้นมาเอง]
ภาพของตัวเขาเองปรากฏขึ้นในหัว ถือดาบฟาดฟันและเก็บดาบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
[ปีที่สาม ท่านเริ่มจับเคล็ดได้ลางๆ ว่าคนก็เหมือนงู ต่อให้ดุร้ายเพียงใดก็ยังมีจุดตายที่เจ็ดนิ้ว จะฟันงูต้องฟันที่เจ็ดนิ้ว เพลงดาบผ่ามังกรวารีเข้าสู่ขั้นแรกเริ่ม]
[ปีที่หก ท่านชำนาญพื้นฐานแล้ว กำลังก้าวสู่ขั้นต่อไป เรียกว่าพอมีความสำเร็จบ้าง]
[ปีที่แปด ท่านพยายามทะลวงสู่ขั้นเชี่ยวชาญ แต่น่าเสียดายที่ล้มเหลว ทว่าก็ได้เกิดความรู้แจ้งบางอย่าง]
[ปีที่สิบ ท่านจับประกายความรู้แจ้งนั้นได้ เพลงดาบเปรียบดั่งการฟันฝ่าคลื่นลมมรสุมเพื่อสังหารมังกรวารี เข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญ]
เมื่อเห็นเฉินอี้ยืนนิ่ง ซ่งเซิงเป่าก็เริ่มลังเล ในใจคำนวณผลได้ผลเสียของการฆ่านายกองร้อยสักคน
คนผู้นี้เป็นเด็กเส้นของพรรคหลิน เพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองร้อย รากฐานในสำนักประจิมยังไม่มั่นคง ถ้าฆ่าทิ้ง สำนักประจิมคงจะสอบสวน แต่คงไม่ลึกซึ้งอะไร แค่จ่ายเงินวิ่งเต้น หาแพะรับบาปสักตัว ก็น่าจะรอดไปได้...
ซ่งเซิงเป่าคิดคำนวณไม่หยุด
แต่เฉินอี้กลับเป็นฝ่ายก้าวเท้าขึ้นมาก่อน
เด็กสาวมองดูเขาเดินผ่านหน้านางไป แล้วค่อยๆ ชักดาบออกมาอย่างช้าๆ แสงดาบเย็นเยียบสะท้อนเข้าตา นางทำหน้าสงสัย
คนคนนี้คิดจะทำอะไร? อาศัยบารมีคนอื่นมานาน จนหลงคิดว่าตัวเองเก่งจริงไปแล้วหรือ?
วินาทีถัดมา เฉินอี้จับดาบด้วยสองมือ พุ่งตัวแทงออกไปรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด
แทบไม่มีใครคาดคิดว่าเฉินอี้จะเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน
ฉัวะ!
องครักษ์เสื้อแพรที่ยืนอยู่หน้าสุดรู้สึกหวานในลำคอ ปลายดาบแหลมคมแทงทะลุลำคอ แล้วถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว
อาจเพราะเคยถูกฆ่ามาก่อน หรือเพราะเคยเห็นฉากนรกแตกมาแล้ว เฉินอี้จึงมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวของการฆ่าคนครั้งแรก
เลือดไหลย้อยลงตามสันดาบ ลูกน้องอีกคนมองภาพนั้นด้วยความตะลึงงัน พอร่างของพี่น้องล้มลง เขาถึงได้คำรามลั่น นัยน์ตาแดงก่ำเตรียมจะชักดาบพุ่งเข้ามา
แต่เฉินอี้ไวกว่า มือข้างหนึ่งพุ่งสวนออกไป นิ้วทั้งห้าเรียงชิด กดทับมือที่กำลังจะชักดาบของอีกฝ่ายไว้
ดาบยาวคาอยู่ที่กลางฝัก อีกฝ่ายนึกไม่ถึงเลยว่าความเร็วของเฉินอี้จะสูงขนาดนี้ ดวงตาเบิกโพลง ยังไม่ทันจะได้ตกใจ เฉินอี้ก็ดันดาบในมือส่งไปข้างหน้า แทงทะลุท้องของมันจนมิด
จากนั้น เขาก็บิดข้อมืออย่างแรง
ลำไส้ไหลทะลักออกมาจากปากแผล อีกฝ่ายเจ็บปวดเจียนตาย รีบเอามือกุมท้องเหมือนพยายามจะยัดไส้กลับเข้าไป แต่ลำไส้ลื่นๆ ก็ยังไหลลอดง่ามนิ้วออกมา
พริบตาเดียวก็จัดการไปสองศพ ซ่งเซิงเป่าตกใจจนขนลุก ขนหัวลุกชัน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
เมื่อครู่เขามัวแต่คำนวณผลดีผลเสียของการฆ่าคนจนเผลอไผล และสิ่งเดียวที่เขาไม่ได้คำนวณไว้ก็คือ พวกเขาสามคนอาจจะฆ่าไอ้สวะดีแต่เปลือกคนนี้ไม่ได้!
ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน เขาถอยฉากไปสองก้าว ชักดาบยาวออกมาตั้งท่าเตรียมรับมือ
จังหวะนั้นเอง เฉินอี้พุ่งตัวเข้ามา ดาบยาวถูกยกขึ้นด้านข้าง ฟันกวาดออกไปเป็นแนวขวาง ประกายแสงเย็นเยียบวาดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวกลางอากาศ มุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของซ่งเซิงเป่า
ซ่งเซิงเป่าแฝงตัวมานาน จนได้เลื่อนขั้นเป็นนายหมวดองครักษ์เสื้อแพร ภายหลังถูกย้ายไปสำนักบูรพา ฝีมือดาบของเขานับว่าอยู่แถวหน้าในบรรดาหัวหน้าหน่วย ดาบในมือยกขึ้นต้านรับทันควัน ดาบของเฉินอี้ปะทะเข้ากับดาบของเขาอย่างจัง
แรงมหาศาลส่งผ่านจุดที่ดาบปะทะกัน ซ่งเซิงเป่าถูกแรงกระแทกจนต้องถอยหลังไปกว่าสามก้าว เขามองเฉินอี้ด้วยสายตาตื่นตระหนก ในขณะที่ฝ่ายหลังถอยไปเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น
เพียงแค่ปะทะกันครั้งเดียว ซ่งเซิงเป่าก็จำเพลงดาบของเฉินอี้ได้ทันที มันคือวิชาดาบของหมิ่นหนิง นายกองพันสำนักประจิม!
ดาบที่แม่นยำและทรงพลังขนาดนี้ เขาไปแอบฝึกมาตอนไหน?!
"ทำไมเจ้าถึง... ใช้วิชาดาบผ่ามังกรวารีของใต้เท้าหมิ่นได้?!"
ยังไม่ทันสิ้นความคิด เฉินอี้ก็ฟันซ้ำเข้ามาอีกดาบ
คมดาบดุดัน ซ่งเซิงเป่าขนลุกซู่ ตัดสินใจรุกเพื่อรับ แทงดาบออกไปด้านข้างหวังจะเบี่ยงทิศทางการโจมตีของเฉินอี้ แต่เมื่อศาสตราวุธปะทะกันอีกครั้ง พลังดาบที่หนักหน่วงราวกับจะผ่ามังกรยักษ์ก็บดขยี้ความคิดที่จะตั้งรับของเขาจนพังทลาย
เฉินอี้ผ่อนแรงวูบหนึ่ง แล้วบิดข้อมืออย่างรุนแรง ดาบซิ่วชุนในมือก็กดดาบและร่างของซ่งเซิงเป่าลงไปกองกับพื้น จากนั้นเขาก็ปล่อยมือข้างหนึ่ง ซัดหมัดตูมเข้าใส่หน้าของซ่งเซิงเป่าเต็มแรง
ดั้งจมูกของซ่งเซิงเป่าหักสะบั้น ศีรษะสะบัดหงายไปด้านหลัง ดาบในมือเริ่มจับไม่มั่น เฉินอี้ฉวยโอกาสนั้นฟันเข้าที่ลำคออีกครั้ง ซ่งเซิงเป่ายกดาบขึ้นรับด้วยสัญชาตญาณ
ตัวดาบสั่นสะเทือน บิดงอจนผิดรูป ก่อนจะมีเสียงดัง "เปรี้ยะ" ดาบเหล็กกล้าถูกฟันจนหักสะบั้น
"เจ้า!"
ซ่งเซิงเป่ากำดาบหักล้มกลิ้งไปกับพื้น ด้วยความลนลาน เขาเห็นปลายดาบของเฉินอี้จ่อเข้ามาถึงหน้า จึงเงื้อดาบหักในมือจะแทงสวน เป็นการดิ้นรนครั้งสุดท้าย
ลมหนาวบาดผิวพัดวูบ ซ่งเซิงเป่ารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
เฉินอี้พลิกข้อมือบิดดาบ แทงสวนเข้าไปที่มือข้างที่กำดาบหักของอีกฝ่าย
"ไว้ชีวิตด้วย! ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย!"
เลือดพุ่งกระฉูด ความเจ็บปวดแล่นพล่าน ซ่งเซิงเป่าแหกปากร้องโหยหวนปานจะขาดใจ
เฉินอี้ที่ครึ่งตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือดมนุษย์ ยืนมองซ่งเซิงเป่ากรีดร้องอย่างเงียบงัน วินาทีนี้ เขาเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความสุขสมที่อินทิงเสวี่ยเคยได้รับตอนฆ่าเขา เขาเอ่ยถามว่า
"ไหนว่ารู้ว่าข้ามีน้ำยาแค่ไหนไง? ไหนลองบอกมาซิ ว่าตกลงข้ามีน้ำยาแค่ไหน"
ซ่งเซิงเป่าหน้าซีดเผือด มองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ไม่ใช่ว่ามัน... อาศัยบารมีพรรคพวกถึงได้เป็นนายกองร้อยหรอกหรือ? ที่ผ่านมาที่ทำตัวเหลวแหลก ไร้ความสามารถ หรือว่าทั้งหมดนั่นคือการเสแสร้งแกล้งทำ?!
ระหว่างที่คิด แผ่นหลังของซ่งเซิงเป่าก็เย็นวาบ รีบละล่ำละลักว่า
"อย่าใจร้อน อย่า... อย่าให้เสียไมตรี ถ้าฆ่าข้า สำนักบูรพาต้องตรวจสอบเจ้าแน่ ข้าเป็นถึงหัวหน้าหน่วย เจ้าปิดเรื่องไม่มิดหรอก! ปล่อยข้าไปเถอะ! ถือว่าเรื่องวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น!"
ใบหน้าเย็นชาของเฉินอี้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นวูบหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่แฝงไอสังหารอำมหิต
จากนั้น ซ่งเซิงเป่าก็ได้ยินประโยคที่ทำให้หนาวเหน็บไปถึงกระดูก
"ปล่อยเจ้าไป? แล้วใครจะปล่อยข้าไปล่ะ?"
สิ้นเสียง ฝ่ามือข้างหนึ่งก็กดลงบนหัวของเขา พร้อมกับดาบที่เสียบทะลุหัวใจ
[ซ่งเซิงเป่า มีลมปราณแปลกปลอมเทียบเท่าคนทั่วไปยี่สิบปี]
เพียงไม่กี่วินาทีที่ขาดใจตาย เฉินอี้ก็ดูดซับลมปราณในร่างของมันมาจนเกลี้ยง
ลมปราณแปลกปลอมพุ่งพล่านในร่างกาย ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถม เฉินอี้กัดฟันแน่น อดทนจนถึงที่สุด จนกระทั่งลมปราณเหล่านั้นค่อยๆ สงบลง
เฉินอี้หันหน้ากลับมา มองไปทางอินทิงเสวี่ยที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่
ใบหน้าของธิดาอ๋องซีดขาวไร้สีเลือด นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นคนฆ่ากันตายต่อหน้าต่อตา
พอเห็นเขาเดินเข้ามา นางก็ใจเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น จู่ๆ ก็รู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมา
เขาคง... ไม่ได้ยินประโยคนั้นหรอกนะ?
อินทิงเสวี่ยกำมือแน่น ถอยหลังหนีไปก้าวหนึ่ง
"เมื่อกี้เจ้าดูสะใจมากเลยนี่? หือ?"
เฉินอี้เช็ดเลือดบนดาบอย่างใจเย็น ถามยิ้มๆ
"อยากแช่งให้ข้าตายงั้นรึ?"
อินทิงเสวี่ยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยังไม่ทันจะได้ถอยอีกก้าว ก็ถูกเฉินอี้คว้าตัวไว้
"เด็กดี ข้ายังตัดใจฆ่าเจ้าไม่ลงหรอก"
ขณะพูด มือของเขาบีบต้นแขนนางจนเจ็บแปลบ ขอบตาของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ฟันกระทบกันกึกๆ
เฉินอี้หัวเราะเย็นชา
พอรู้ตัวว่าถูกมอง อินทิงเสวี่ยก็ตัวสั่นเทิ้ม น้ำตาคลอเบ้า ส่งเสียงสะอื้นในลำคอเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
"ท่าน... จะทำอะไร?"
นางเคยเห็นผู้ชายคนนี้ในฝัน เขาคือคนที่ทำลายรากฐานวรยุทธ์ของนางในฝัน และในความจริงเขาก็เป็นคนชั่วที่มาช่วยยึดทรัพย์บ้านนาง นางเกลียดผู้ชายคนนี้ที่บีบให้นางเป็นอนุ
"ท่านจะ... ทำอะไร? อย่าทำแบบนี้..."
เมื่อสบสายตาที่ทั้งน้อยใจและเกลียดชังของนาง ลมหายใจของเฉินอี้ก็เริ่มหอบถี่ ภาพใบหน้าเลือดเย็นของนางในวันนั้นแวบเข้ามาในหัว
เขาลูบไหล่นาง สัมผัสได้ถึงแรงต้านเล็กๆ เขาแสยะยิ้มแล้วก้มลงจูบนาง
อื้อ
อินทิงเสวี่ยตัวแข็งทื่อ อยากจะหลบ อยากจะผลักไส แต่กลับถูกเฉินอี้ตรึงไว้ ร่างบอบบางของนางสั่นระริกอย่างรุนแรง หลุดเสียงสะอื้นแผ่วเบาออกมา มันคือความอัปยศและความสิ้นหวังของเชื้อพระวงศ์ตกยาก นางอยากขัดขืนแต่ก็ทำไม่ได้
จูบแรกนี้ช่างเหมือนกับฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดของนาง
ส่วนเขากลับเพลิดเพลินไปกับการดิ้นรนและเสียงร้องไห้ของนางภายใต้จูบนี้
เนิ่นนานกว่าจะถอนริมฝีปากออก อินทิงเสวี่ยยืนโซเซ ใบหน้าแดงซ่าน แต่นั่นไม่ใช่สีแดงจากความเขินอาย เพราะมือไม้ของนางเย็นเฉียบ เฉินอี้จงใจยิ้มให้นาง แล้วเอ่ยเยาะเย้ยว่า
"เจ้าเป็นของข้าแล้ว"
อินทิงเสวี่ยยืนตัวสั่นงันงก มองเขาด้วยความหวาดกลัวระคนเคียดแค้น
ตอนนี้ใจนางสับสนไปหมด ทรมานจนต้องสะอื้นไห้เบาๆ แต่ก็ยังไม่กล้าผลักเฉินอี้ออกไป
นางไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายตรงหน้าถึงต้องจ้องจะรังแกนาง แล้วทำไมต้องบีบให้นางเป็นอนุด้วย ทั้งที่นางไม่เคยทำผิดอะไร ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเลยสักนิด
"ทำไมท่านต้องรังแกข้าด้วย?" นางถามเสียงสั่นด้วยความขลาดกลัว
ช่างอ่อนแอจริงๆ แม่ศัตรูฆ่าล้างโคตรคนนี้ เนื้อแท้แล้วอ่อนแอขนาดนี้เชียวหรือ?
แต่ไม่ว่าจะยังไง ในที่สุดเขาก็ได้จูบริมฝีปากของศัตรูคนนี้แล้ว
เฉินอี้หันหน้าไปมองหน้าต่างสถานะ
[ค่าอารมณ์ด้านลบ: 80]
[เงื่อนไขครบถ้วน เคล็ดวิชาหยินหยางบัญชีแค้นทำงาน]
[เคล็ดวิชาหยินหยางบัญชีแค้นขั้นแรกเริ่ม มีลมปราณแปลกปลอมยี่สิบปี สามารถดูดซับได้สามส่วน ได้รับลมปราณหกปี รางวัลจากค่าอารมณ์ด้านลบของอินทิงเสวี่ยอีกสามปี]
[ลมปราณคงเหลือ: เก้าปี]
[จบแล้ว]