- หน้าแรก
- กฎสยองขวัญ แต่ผมคือตัวบั๊กของระบบ
- บทที่ 14: ความพยายามขโมยเวลา
บทที่ 14: ความพยายามขโมยเวลา
บทที่ 14: ความพยายามขโมยเวลา
กู้สือเดินกลับไปกลับมาในพื้นที่คับแคบของห้องรับรองส่วนกลาง
หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาไม่มีกะจิตกะใจจะพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย
ขณะเดินวนเวียน เขาเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนัง รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน
ข้างนอกยังคงมืดมิด ราวกับมีบางสิ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืด คอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของเขา
ทำไมเวลาถึงกระโดดข้ามไปเป็นห้าทุ่มได้ แต่กลับไม่ยอมเร่งสปีดกระโดดไปตีห้าบ้างนะ!
กู้สือลากเก้าอี้ออกมา ลุกนั่งลุกยืนด้วยท่าทีกระสับกระส่าย
"นี่คงเป็นแผนของ 'เรื่องเล่าสยองขวัญ' แน่ ๆ จงใจใช้ค่ำคืนอันยาวนานทรมานจิตใจผู้ถอดรหัส ทำให้หมดแรงจนรับมืออะไรไม่ไหว"
กู้สือสบถพึมพำ
"ช่างชั่วร้ายจริง ๆ!"
ถึงแม้ตอนแรกเขาจะง่วงอยู่บ้าง แต่หลังจากเจอเหตุการณ์เคาะประตูจนขวัญผวา ความผ่อนคลายที่มีอยู่เพียงน้อยนิดก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
"จริง ๆ ถ้าลองคิดดู ฉันก็ยังโชคดีนะ ถ้าเป็นผู้ถอดรหัสของอเมริกาที่อยู่ตรงป้อมยาม ป่านนี้คงแทบเป็นบ้าไปแล้วมั้ง..."
กู้สือพยายามปลอบใจตัวเองด้วย 'ทฤษฎีชัยชนะทางจิตวิญญาณ'
"ทำไมไม่ลองนึกถึงผู้ถอดรหัสของรัสเซียล่ะ? รายนั้นหลับปุ๋ยสบายใจเฉิบไปแล้วไม่ใช่เหรอ?"
"อันนั้นเลียนแบบไม่ไหวหรอก"
ล้อเล่นน่า คนรัสเซียไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ใครจะไปลอกเลียนแบบกันได้ง่าย ๆ
ราวกับสัมผัสได้ถึงความสับสนในใจของกู้สือ 'เสียงนั้น' หัวเราะเบา ๆ ก่อนเสนอแนะ
"ฉันมีไอเดียที่จะช่วยให้นายข้ามคืนนี้ไปได้นะ"
"วิธีไหน?"
กู้สือเริ่มสนใจ
"คงไม่ใช่พวก 'วิธีสะกดจิตทางกายภาพ' (น็อกตัวเองให้สลบ) หรอกนะ"
"หึหึ ฉันไม่ใช่คนป่าเถื่อนขนาดนั้น"
"งั้นบอกมาสิ วิธีคืออะไร?"
'เสียงนั้น' ไม่ได้ตอบกู้สือตรง ๆ แต่กลับเริ่มวิเคราะห์ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในกฎของห้องรับรองส่วนกลาง
"โดยทั่วไป การรับรู้เวลาของคนเรามาจากสองทาง หนึ่งคือสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า 'ความรู้สึก' และสองคือเครื่องบอกเวลา"
"และเมื่อเครื่องบอกเวลากับความรู้สึกส่วนตัวขัดแย้งกัน คนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเชื่อเครื่องบอกเวลา"
"เพราะความรู้สึกอาจผิดพลาดได้ แต่หุ่นยนต์ที่มีความเป็นกลางอย่างเครื่องบอกเวลาย่อมเชื่อถือได้มากกว่า ตราบใดที่ไม่มีการรบกวนจากภายนอก"
กู้สือฟังได้สักพักก็ขัดขึ้น
"สรุปนายจะสื่ออะไร...?"
"ลองถามนายดู สมมติว่าข้างนอกเพิ่งสว่าง แต่เครื่องบอกเวลาชี้ไปที่ช่วง 11 โมงถึงเที่ยง นายจะเลือกเชื่ออะไร?"
"ก็ต้องเชื่อความรู้สึกตัวเองสิ ข้างนอกสว่างคาตาขนาดนั้น"
"งั้นย้อนกลับไปเมื่อกี้ นายรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไม่นาน แต่นาฬิกากลับบอกเวลาห้าทุ่ม แล้วเหตุการณ์ผิดปกติที่ควรเกิดหลังห้าทุ่มก็เกิดขึ้นจริง ๆ..."
กู้สือรู้สึกเหมือนจับประเด็นสำคัญได้ราง ๆ แต่ก็ยังมีส่วนที่ไม่เข้าใจ
"นายจะบอกว่าความรู้สึกของฉันเมื่อกี้ผิดเหรอ? จริง ๆ เวลาผ่านไปนานขนาดนั้นแล้ว แต่ฉันไม่รู้ตัว?"
"เปล่า เวลาไม่ได้ผ่านไปนานขนาดนั้น การรับรู้ของฉันตรงกับนาย"
"หือ? แล้วตกลงนายหมายความว่าไง?"
'เสียงนั้น' หัวเราะในลำคอ และกู้สือก็เผลอมองไปที่นาฬิกาบนผนังโดยไม่รู้ตัว
"ความจริงมันกลับกันต่างหาก ในโลกความเป็นจริง นาฬิกาไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเวลาจริง มันเป็นแค่เครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนเวลา"
"แต่ที่นี่ นาฬิกาคือ 'รูปธรรมของเวลา' การเปลี่ยนแปลงของเวลาจะสะท้อนผ่านนาฬิกา"
ได้ยินดังนั้น กู้สือก็เข้าใจสิ่งที่ 'เสียงนั้น' พยายามจะสื่อทันที
จริง ๆ แล้วมันเข้าใจได้ไม่ยาก ในโลกความจริง เรามีวิธีรู้เวลาได้หลายทาง นาฬิกาไม่ได้ผูกขาดกับเวลา เป็นแค่อุปกรณ์อย่างหนึ่ง
แต่ในโลกเรื่องเล่าสยองขวัญแห่งนี้ ผู้ถอดรหัสไม่มีทางรู้วันเวลาที่แน่นอนได้เลยนอกจากดูนาฬิกา ดังนั้นในแง่หนึ่ง นาฬิกาก็คือเวลาเสียเอง
นี่คือเหตุผลที่กฎเน้นย้ำให้สังเกตการเดินของนาฬิกา
เพราะนาฬิกาเป็นตัวแทนของเวลา เข็มชี้ไปที่ไหน นั่นคือเวลาปัจจุบัน
นี่คือข้อมูลที่ซ่อนอยู่ภายใต้กฎของห้องรับรองส่วนกลาง
การเปลี่ยนแปลงของเวลาที่นี่ไร้ระเบียบ สิ่งเดียวที่มีระเบียบคือนาฬิกา
ดังนั้น หลังจากค่ำลง แม้ความรู้สึกส่วนตัวจะบอกว่าเวลาผ่านไปไม่นาน แต่เมื่อนาฬิกาชี้บอกเวลาห้าทุ่ม เหตุการณ์ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นตามกฎเป๊ะ ๆ
นั่นเป็นเพราะเข็มนาฬิกาเปลี่ยนตำแหน่ง เวลาที่แท้จริง (ในมิตินี้) จึงเปลี่ยนตาม
งั้นถ้าการเปลี่ยนเข็มนาฬิกาส่งผลต่อเวลา...
"ถ้าฉันหมุนเข็มนาฬิกา... เวลาก็จะเปลี่ยนตามงั้นเหรอ...?"
กู้สือกระซิบข้อสันนิษฐานของตน
"นายนี่หัวไวใช้ได้เลย"
'เสียงนั้น' หัวเราะอย่างชื่นชม
"แต่ถ้าเปลี่ยนเวลาได้ง่าย ๆ แค่หมุนนาฬิกา เรื่องเล่าสยองขวัญนี่จะไม่มีช่องโหว่เบ้อเริ่มเลยเหรอ?"
"นั่นแหละ โดยปกติแล้ว แค่หมุนเข็มนาฬิกาอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนเวลาภายนอกได้"
ขณะที่ 'เสียงนั้น' พูด มือของกู้สือก็เผลอดันแว่นตาข้างเดียวโดยไม่รู้ตัว
"แต่ห่วงโซ่ตรรกะที่ว่า 'นาฬิกาคือตัวแทนของเวลา' นั้นสมบูรณ์แบบ ดังนั้น เราสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของตรรกะนี้ย้อนกลับไปส่งผลกระทบต่อการเดินของเวลา... เพื่อขโมยเวลามาไงล่ะ"
น้ำเสียงของ 'เสียงนั้น' ฟังดูโน้มน้าวใจ ราวกับอาจารย์ที่กำลังสอนลูกศิษย์ให้ใช้พลังทีละขั้นตอน
"ฟังดู... ไม่น่าเชื่อถือเลยแฮะ..."
"ลองดูก็ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอ?"
กู้สือคิดดูแล้ว ไหน ๆ ก็นั่งเปื่อยเสียเวลาไปเปล่า ๆ สู้ลองทำตามที่ 'เสียงนั้น' แนะนำดูสักตั้งดีกว่า
ในกฎไม่ได้ห้ามขยับนาฬิกา ถ้าเรื่องเล่าสยองขวัญจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับแค่เขาไปยุ่งกับนาฬิกา งั้นการถอดรหัสนี้จะมีไปทำไม?
สู้กลืนกินโลกไปให้หมดเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว
คิดได้ดังนั้น กู้สือจึงลากเก้าอี้ไปวางใต้ตําแหน่งนาฬิกา ปีนขึ้นไปเอื้อมมือปลดนาฬิกาลงมา
จากนั้นเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ พลิกด้านหลังนาฬิกา หาปุ่มหมุนเพื่อปรับเข็ม
"พร้อมหรือยัง?"
กู้สือพยักหน้า สูดหายใจลึก ค่อย ๆ วางนิ้วลงบนปุ่มหมุนเข็ม แล้วเริ่มหมุนเบา ๆ
วินาทีที่เข็มขยับ กู้สือรู้สึกทันทีว่าอากาศรอบตัวเหมือนจะแข็งตัวและหนักอึ้งขึ้นอย่างมหาศาล ตามมาด้วยมวลอากาศที่เคยมองไม่เห็น กลับเริ่มก่อตัวเป็นของเหลวหนืด ไหลเอื่อย ๆ รอบกายเขาราวกับน้ำมันโปร่งใส
ความเปลี่ยนแปลงรอบตัวทำให้กู้สือรู้สึกเหมือนจมอยู่ก้นมหาสมุทร แรงกดดันมหาศาลบีบอัดร่างกายจนหายใจลำบาก
เขาอยากจะหยุดมือตามสัญชาตญาณ
"อย่าหยุด หมุนต่อไป..."
'เสียงนั้น' ราวกับมีมนตร์สะกด ชักจูงกู้สือ มือของเขาเหมือนถูกพลังงานที่มองไม่เห็นควบคุม ให้หมุนปุ่มปรับเข็มนาฬิกาต่อไปอย่างไม่สามารถขัดขืนได้
ขณะที่เข็มนาฬิกาหมุนไป แสงประหลาดก็สว่างวาบออกมาจากแว่นตาข้างเดียว
ทันใดนั้น หมอกสีดำก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าและเริ่มพันธนาการรอบร่างกู้สือ
เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังก้มมองลงมาจากฟากฟ้า ทะลุหลังคากระท่อมไม้ จ้องมองทะลุร่างกายของเขาจนปรุโปร่ง
ในโลกความเป็นจริง การถ่ายทอดสดของจีนเกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง ภาพบนหน้าจอกลายเป็นภาพเบลอ
— "เฮ้ย ๆ ๆ เกิดอะไรขึ้น?"
— "สัญญาณไม่ดีเหรอ? ใช้เน็ตค่ายไหนเนี่ย?"
— "กู้สือตายแล้วเหรอ?"
— "ปากเสีย! เป็นคนญี่ปุ่นหรือไง? มาป่วนกันชัด ๆ"
— "ไอ้ 'สลิ่มจีน' ข้างบนน่ะ มีมารยาทหน่อย อย่าเอะอะก็โทษเพื่อนต่างชาติ"
— "ไปไกล ๆ เลย ฉันนี่แหละนักเรียนแลกเปลี่ยนจากญี่ปุ่น แกเป็นใครมาเห่าตอนฉันกำลังด่าพวกญี่ปุ่นด้วยกัน?"
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงเรื่องความผิดปกติในการถ่ายทอดสด บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงและทีมวิเคราะห์ของจีนในห้องประชุมต่างก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ หัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก
กู้สือจะเป็นอะไรไปจริง ๆ หรือเปล่า... ยังไม่ทันได้วางแผนรับมือกรณีเลวร้ายที่สุด สัญญาณภาพก็กะพริบสองสามครั้ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
"เฮ้อ โล่งอกไปที นึกว่าจะแย่ซะแล้ว"
ผู้เฒ่าเฉียนอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ แต่วินาทีต่อมา คำพูดของลูกทีมก็ทำให้เขาประสาทกินอีกรอบ
"ท่านครับ! ดูที่หน้าจอ! นอกหน้าต่างนั่น!"
...
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก..."
หมอกดำที่พันธนาการร่างกู้สือสลายหายไปตอนไหนก็ไม่ทราบ
กู้สือทรุดฮวบคาเก้าอี้ เหงื่อท่วมหน้าผาก มือที่ละออกจากปุ่มหมุนนาฬิกาสั่นระริกไม่หยุด
ถึงแม้เมื่อกี้จะไม่มีอันตรายใด ๆ ปรากฏขึ้นมาตรง ๆ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนเพิ่งเดินเฉียดประตูนรกมาหมาด ๆ
"นี่... นี่คือการพยายามที่นายว่า...?"
กู้สืออยากจะ 'สรรเสริญ' 'เสียงนั้น' เหลือเกิน ทั้งหมดเป็นเพราะไอเดียบรรเจิดของมันแท้ ๆ
"แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดีไม่ใช่เหรอ?"
"ดียังไง? ฉันรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้อยู่แล้ว!"
เขาตั้งท่าจะบ่นต่อ แต่หางตาซ้ายกลับสัมผัสได้ถึงแสงสว่างที่ค่อย ๆ เจิดจ้าขึ้น
ทางซ้าย... นั่นมันทิศทางของหน้าต่าง
กู้สือค่อย ๆ หันหน้าไป
ภาพที่เห็นคือท้องฟ้าภายนอกหน้าต่าง... ที่กำลังสว่างขึ้นทีละน้อย