- หน้าแรก
- มังกรทมิฬท้าชะตาฟ้า
- บทที่ 25 เรื่องจริง? หรือภาพลวงตา?
บทที่ 25 เรื่องจริง? หรือภาพลวงตา?
บทที่ 25 เรื่องจริง? หรือภาพลวงตา?
ไม่ถึงหนึ่งวัน ค่าความประทับใจของหัวหน้าหมู่บ้านมือใหม่หมายเลข 60001 ที่มีต่อเย่เทียนเซี่ยก็พุ่งสูงถึงระดับ "ไว้วางใจ" ซึ่งเป็นสถานะที่ดีเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัยสำหรับชีวิตในหมู่บ้านมือใหม่ช่วงนี้ เย่เทียนเซี่ยกล่าวลาหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วเดินเข้าไปในร้านตีเหล็กของเฒ่าหวัง
"สวัสดีครับลุงช่างตีเหล็ก นี่คือเขี้ยวหมาป่า 500 ซี่ ทั้งหมดนี้น่าจะพอให้ลุงใช้ไปได้สักพักนะครับ" เย่เทียนเซี่ยยิ้มบางๆ พลางวางกองเขี้ยวหมาป่าที่รวบรวมมาได้ในวันนี้ไว้ตรงหน้าช่างตีเหล็กเฒ่าหวัง ช่างตีเหล็กหยุดค้อนในมือแล้วอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
"ผู้กล้าจากต่างโลก เจ้าทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงความกล้าหาญและความกระตือรือร้นของเจ้าอีกครั้ง วัตถุดิบชั้นดีมากมายขนาดนี้ ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณเจ้าอย่างไรดีจริงๆ"
ติ๊ง... คุณทำภารกิจ 'คำไหว้วานของช่างตีเหล็กเฒ่าหวัง' สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 1200 แต้ม, สนับแข้งนักฆ่าฝึกหัดระดับ 5 จำนวน 1 ชิ้น เนื่องจากการที่คุณทำภารกิจสำเร็จเกินเป้าหมายที่กำหนด ค่าความประทับใจของช่างตีเหล็กเฒ่าหวังที่มีต่อคุณเพิ่มขึ้น 15 แต้ม
ติ๊ง... ความประทับใจของช่างตีเหล็กเฒ่าหวังที่มีต่อคุณเลื่อนระดับเป็น 'ไว้วางใจ'
ทำภารกิจสำเร็จเกินเป้าหมายไปสิบกว่าเท่า แม้รางวัลที่เป็นวัตถุสิ่งของจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ค่าความประทับใจที่เพิ่มขึ้นถึง 15 แต้มนั้นก็ทำให้เย่เทียนเซี่ยพอใจอย่างมากแล้ว
ขณะที่เย่เทียนเซี่ยกำลังจะหันหลังกลับ เสียงของช่างตีเหล็กเฒ่าหวังก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "ผู้กล้าผู้มีน้ำใจ ข้าขอดูแหวนที่นิ้วเจ้าหน่อยได้ไหม ข้าสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับที่ไหลเวียนออกมาจากแหวนวงนั้น"
เย่เทียนเซี่ยหันกลับมาอย่างรวดเร็ว ถอดแหวนแห่งชีวิตโบราณวางลงตรงหน้าช่างตีเหล็กเฒ่าหวัง ช่างตีเหล็กหยิบแหวนขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าว "นั่นปะไร นี่คือแหวนที่มีพลังลึกลับสถิตอยู่จริงๆ แต่เนื่องจากมันเก่าแก่เกินไป จึงไม่สามารถแสดงพลังทั้งหมดออกมาได้ ผู้กล้าผู้มีน้ำใจ เจ้าจะลองฝากมันไว้ที่ข้าไหม ข้ามั่นใจว่าหลังจากที่ข้าตีมันขึ้นมาใหม่ มันจะมีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นี่ถือเป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าช่วยปลุกภรรยาของข้าและช่วยเหลือข้ามาโดยตลอด"
"ได้แน่นอนครับ" เย่เทียนเซี่ยยิ้มเรียบๆ แต่ในใจกลับตื่นเต้นจนอยากจะกระโดดกอดหอมแก้มลุงช่างตีเหล็กสักสองฟอด ค่าความประทับใจนี่มันช่างวิเศษเสียจริง!
"ขอบใจที่ไว้ใจข้า ข้าต้องใช้เวลาครึ่งวันในการปลุกพลังของมัน อีกครึ่งวันเจ้าค่อยกลับมาใหม่นะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์รอเจ้าอยู่" ช่างตีเหล็กเฒ่าหวังกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ตกลงครับ"
เมื่อออกจากร้านตีเหล็ก เย่เทียนเซี่ยแวะร้านขายของชำเพื่อขายผลไม้รสชาติดีที่เก็บมาได้กองเล็กๆ แล้วกินจนค่าความหิวเหลือศูนย์ สุดท้ายเขาก็นึกขึ้นได้ จึงเก็บผลไม้ไว้อย่างละลูกเผื่อให้กั่วกัว แต่จะว่าไป ตั้งแต่กั่วกัวกลับเข้าไปใน 'ห้วงเวลาแห่งชะตา' เธอก็ไม่ออกมาอีกเลย สงสัยคงจะนอนเพลินจนลืมตื่น
เย่เทียนเซี่ยเหลือบมองเวลา แล้วหลับตาลงพึมพำในใจ "ล็อกเอาท์"
ภาพเบื้องหน้าหมุนคว้าง เมื่อสายตากลับมามองเห็นชัดเจนอีกครั้ง เขาก็พบกับกำแพงห้องที่คุ้นเคย เวลาล่วงเลยมาถึงสองทุ่มแล้ว ร่างกายที่ไม่ได้กินอะไรมาแปดชั่วโมงเต็มเริ่มส่งสัญญาณประท้วงด้วยความหิว เขาขยับตัวนั่งตัวตรง หยิบรีโมตข้างมือเปิดทีวี แล้วเตรียมจะลุกไปหาอะไรกิน... แต่ทว่า ข่าวที่ปรากฏบนหน้าจอทีวีทำให้เขาต้องหยุดชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
"วันนี้เวลา 19.30 น. 'พรอส' ประธานกลุ่มบริษัทเทียนไว่ ผู้พัฒนาและให้บริการเกมเดสทินี ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันในบ้านพัก สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่แน่ชัด ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ จากสีหน้าก่อนเสียชีวิตและจดหมายลาตายที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นลายมือของเขาเอง เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย..."
พรอสตายแล้ว?
สื่อยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างรายงานข่าวช็อกโลกนี้อย่างละเอียด ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ในวันที่โลกเดสทินีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันในการพิชิตมนุษยชาติเกือบทั้งโลก ผู้ให้กำเนิดเกมกลับต้องมาจบชีวิตลงในวันเดียวกัน... รายงานระบุว่า ร่างกายของเขาทุกส่วน ทุกอวัยวะทั้งภายในและภายนอกอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปกติ ไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ และไม่พบสารพิษร้ายแรงใดๆ ในร่างกาย แต่พรอสกลับสิ้นลมหายใจไปอย่างปริศนา แพทย์ชั้นนำระดับโลกพยายามใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจที่ทันสมัยที่สุดเพื่อยื้อชีวิตเขา แต่ก็ไร้ผล
ข้างกายเขามีจดหมายลาตายฉบับหนึ่ง เนื้อความในจดหมายค่อนข้างยาว แต่ประโยคสำคัญที่สุดคือ "ยอดผู้เล่นออนไลน์ที่เหนือกว่าเกมเสมือนจริงใดๆ ในประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จของเดสทินี ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของข้าได้บรรลุแล้ว ข้าสามารถจบชีวิตที่ไม่ค่อยมีสีสันนี้ลงได้อย่างหมดห่วง แม้ข้าจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่เดสทินีจะไม่มีวันล่มสลาย อัลฟ่าได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของเขาแล้ว เขาจะคอยควบคุมทุกอย่างของเดสทินีจากสถานที่อันแสนไกลโพ้น..."
และบรรทัดสุดท้ายของจดหมายลาตาย คือตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เขียนด้วยหมึกสีแดงฉานดุจเลือด "โปรดทะนุถนอมชะตาชีวิตของตนเอง"
ประโยคสุดท้ายที่สะดุดตาและแปลกประหลาดนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและคาดเดาไปทั่วโลก ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ นานาที่แตกแขนงมาจากประโยคนี้แทบจะท่วมท้นโลกอินเทอร์เน็ต
สายตาของเย่เทียนเซี่ยจับจ้องไปที่ใบหน้าอันสงบนิ่งก่อนตายของพรอสในทีวี รอยยิ้มจางๆ นั้นไม่ได้แสดงถึงความอาลัยอาวรณ์ในชีวิต แต่กลับดูเหมือนความพึงพอใจและการหลุดพ้น เย่เทียนเซี่ยหวนนึกถึงถ้อยคำแฝงนัยยะที่พรอสพูดไว้ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเที่ยง เขาครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะพึมพำเบาๆ "พรอส สิ่งที่คุณอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ... มันคืออะไรกันแน่?"
"โอ๊ะโอ... หลับสบายจังเลย เจ้านายคิดถึงข้าไหมเอ่ย... เอ๊ะ? ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?"
เมื่อได้ยินเสียงใสๆ ที่คุ้นเคยนี้ เย่เทียนเซี่ยผู้ซึ่งมักจะเยือกเย็นในทุกสถานการณ์ถึงกับตะลึงงัน ราวกับเห็นมนุษย์ต่างดาวบุกโลก สีหน้าแข็งค้าง ร่างกายแข็งทื่อกลายเป็นหินไปในทันที
ภาพลวงตา... ภาพลวงตา... ภาพลวงตา... ต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ!
แต่กลุ่มแสงสีขาวที่ลอยขึ้นมาก็ทำลายการสะกดจิตตัวเองของเขาจนพังทลาย
ลูกบอลแสงสีขาวลอยสูงขึ้นมาจนอยู่ในระดับสายตาของเขา ทันใดนั้นแสงสีขาวก็สลายไป เด็กหญิงตัวเล็กจิ๋วหมุนตัวอย่างงดงามกลางอากาศ ผมสีดำขลับและชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวเบาๆ ใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามไร้ที่ติปรากฏแก่สายตาที่เหม่อลอยของเย่เทียนเซี่ย
"เอ๊ะ... เจ้านาย เป็นอะไรไปคะ? ทำไมมองข้าแบบนั้นล่ะ คิดถึงข้ามากเลยเหรอ?" กั่วกัวขยับเข้ามาใกล้ ใช้มือประคองแก้มตัวเองทำท่าเขินอายอย่างน่ารัก เมื่อเห็นเย่เทียนเซี่ยยังคงนิ่งค้าง เธอจึงพองแก้มป่องแล้วลองใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเขาเบาๆ "ฮัลโหล... เจ้านาย?"
สัมผัสที่หน้าผากทำให้เย่เทียนเซี่ยสะดุ้งสุดตัว วิญญาณเข้าร่างในที่สุด เขาสะบัดศีรษะอย่างแรง จ้องมองกั่วกัวเขม็ง พร้อมกับเอามือแตะหน้าผากตรงที่กั่วกัวเพิ่งจิ้มเมื่อครู่... แล้วก็สะบัดศีรษะแรงๆ อีกที... ภาพตรงหน้าก็ยังคงเป็นกั่วกัวที่ทำหน้าสงสัยใคร่รู้
ภาพลวงตา?
หรือจะไม่ใช่ภาพลวงตา?
แล้วตกลงมันคืออะไรกันแน่! อ๊ากกก! โลกนี้มันบ้าไปแล้วเหรอ? ยัยตัวเล็กนี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!
เย่เทียนเซี่ยยื่นมือออกไป ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของกั่วกัว เขาใช้สองมือประคองร่างเล็กของเธอไว้ในอุ้งมือ สัมผัสนุ่มนิ่มราวกับปุยฝ้ายในมือนั้นไม่ใช่ของปลอม โลกนี้ไม่มีทางมีภาพลวงตาที่สมจริงขนาดนี้แน่
กั่วกัวที่ถูกจับไว้นั่งขยับตัวยุกยิกในอุ้งมือเขาอย่างระมัดระวัง เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่ทั้งกังวลและน่าสงสาร "เจ้านาย... โกรธที่กั่วกัวนอนกินบ้านกินเมืองเหรอคะ?"
"กั่วกัว" เย่เทียนเซี่ยจ้องหน้าเธอ ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ตอบคำถามฉันมาตามตรง เธอเป็นใครกันแน่ และทำไมถึงออกมาจากโลกเกมมาอยู่ที่นี่ได้?"
"เอ๊ะ?" กั่วกัวกระพริบตาปริบๆ มองเขา ใช้เวลาประมวลผลอยู่พักใหญ่ก่อนจะร้อง "หา!" แล้วเอามือปิดปาก ตาเบิกกว้าง สีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด พึมพำเสียงเบาหวิว "ที่นี่... ที่นี่... ที่นี่คืออีกโลกหนึ่งเหรอ? งือ... สงสัยข้าจะนอนเพลินไปหน่อย ไม่ทันดูว่าเป็นโลกไหนก็ออกมาซะแล้ว มิน่าล่ะกลิ่นถึงได้แปลกๆ... งือๆ ทำไงดีๆ ข้าไม่ควรออกมาเร็วขนาดนี้เลย... งือ... ทำไงดีๆ"
เสียงพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองของเธอ เย่เทียนเซี่ยได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ... สรุปว่ายัยนี่เผลอหลุดมาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ?
ยัยตัวเล็กเอ๊ย!
เย่เทียนเซี่ยทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ความตกตะลึงในใจยังคงไม่จางหาย เขาพูดอย่างอ่อนใจ "กั่วกัว ในเมื่อเธอชอบเรียกฉันว่าเจ้านาย เธอก็ควรจะเชื่อฟังฉัน ถ้าเธอปิดบังอะไรฉัน ฉันอาจจะโกรธมากก็ได้นะ"
"งือๆ..." กั่วกัวส่ายหน้าดิก เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เอามือเล็กๆ ที่ปิดปากอยู่ออก แล้วใช้ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาคลอเบ้าจ้องมองเขา
"ข้าอยากกินอมยิ้ม"
ตุบ!
เย่เทียนเซี่ยหน้าทิ่มพื้นทันที