เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว

บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว

บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว


บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว

วันรุ่งขึ้น ซูเสี่ยวอวี่เดินทอดน่องอ้อยอิ่งไปยัง 'เรือนจินซิ่ว' ของคุณหนูรองเซียวหลิงซี ด้วยความรู้สึกประหนึ่งนักโทษที่กำลังจะถูกส่งเข้าลานประหาร

บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากเรือนอีหลานของฮูหยินอย่างสิ้นเชิง

เรือนของฮูหยินนั้นสงบเงียบและเป็นระเบียบ แต่ที่นี่กลับแฝงความรู้สึกกระวนกระวายและจู้จี้จุกจิกชอบกล

ซูเสี่ยวอวี่ยืนอยู่กลางลานเรือน เซียวหลิงซีกำลังเด็ดใบกล้วยไม้ในกระถางเล่นด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นนางก็โยนใบไม้ทิ้ง ลุกขึ้นกอดอกเดินวนรอบตัวนางช้าๆ

ท้ายที่สุด นางก็ส่งเสียง 'หึ' เบาๆ ในลำคอ แล้วใช้รูจมูกมองคนเบื้องล่าง

"ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพี่ใหญ่เห็นดีเห็นงามอะไรในตัวเจ้า ถึงได้ยืนกรานจะยัดเยียดเจ้ามาไว้ที่เรือนข้า"

ซูเสี่ยวอวี่คิดในใจ: 'ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน! ท่านซื่อจื่อ ท่านทำชีวิตข้าบัดซบแล้วจริงๆ!'

ทว่าภายนอกนางกลับฝืนยิ้มอย่างนอบน้อมที่สุด "คุณหนูรอง บ่าวเป็นคนหัวช้า หากวันหน้าทำสิ่งใดผิดพลาด ขอคุณหนูโปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ"

"ชี้แนะเจ้า?" เซียวหลิงซีแค่นหัวเราะ "ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอกนะ ในเมื่อมาอยู่เรือนจินซิ่ว ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของข้า"

นางปรายตามองสาวใช้คนสนิทที่ชื่อ 'จื่อซู' จื่อซูเข้าใจสัญญาณจึงก้าวออกมาพร้อมส่งสมุดบันทึกให้ซูเสี่ยวอวี่

"แม่นางเสี่ยวอวี่ นี่คือสมุดบันทึกกิจวัตรประจำวันและสิ่งที่ต้องทำของคุณหนูรอง ท่องจำให้ขึ้นใจเสียก่อน"

หนังตาของซูเสี่ยวอวี่กระตุกยิกๆ พอนางรับมาเปิดดูก็เป็นไปตามคาด:

เริ่มงานยามเหม่าสามเค่อ (05:45 น.) โต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์แดงฝังมุกต้องเช็ดสามเวลา เช้า กลางวัน เย็น ด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ต้องสะอาดจนนิ้วลูบแล้วไม่มีฝุ่นติด และเนื้อมุกต้องสะท้อนแสงแวววาวดั่งกระจกเงา

'เจ้าบอลหิมะ' แมวสุดโปรดของคุณหนูมีกระเพาะที่เปราะบาง ปลาที่กินต้องแล่สดๆ และเลาะก้างออกให้หมด นนมแพะที่ผสมต้องคั้นสดใหม่ในเช้านั้นเท่านั้น

นอกจากนี้ เรื่องต้นพู่ระหงในลานเรือน คุณหนูต้องการผ้าเช็ดหน้าย้อมสีกลีบดอกพู่ระหง สีต้องเหมือนกับดอกที่บานอยู่บนกิ่งไม้ทุกกระเบียดนิ้ว ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาเดียวกันนี้ของวันพรุ่งนี้...

ดวงตาของซูเสี่ยวอวี่เบิกกว้าง!

นี่มันงานสาวใช้ภาษาอะไร?

นี่มันงานช่างฝังขนนกกระเต็น พ่อครัวหลวง และช่างย้อมผ้าชัดๆ!

KPI พวกนี้ยังโหดหินยิ่งกว่าเจ้านายหน้าเลือดในชาติก่อนเสียอีก! ใช้งานเยี่ยงทาสชัดๆ!

นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายเพื่อจะนอนตีพุงสบายๆ นะ ไม่ใช่มาเพื่อเจอการกลั่นแกล้งในที่ทำงานและการประเมินผลสุดวิปริตในต่างโลกแบบนี้!

มือกำกระดาษแผ่นบางที่ดูเหมือนจะเบาหวิวแต่กลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา นางมองเห็นอนาคตอันน่าเวทนาของตัวเองที่กำลังจะถูกรีดเลือดรีดเนื้อจนไม่เหลือซาก!

เซียวหลิงซีชื่นชมสีหน้าตะลึงงันของนาง แล้วยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเดินเกาะแขนจื่อซูเข้าไปในเรือนชั้นใน พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ

"ทำได้ดีคือหน้าที่ หากทำไม่ได้... หึ เรือนจินซิ่วของข้าไม่เลี้ยงคนว่างงาน"

ตลอดครึ่งค่อนวันต่อมา ซูเสี่ยวอวี่ตกอยู่ในนรกทั้งเป็นจริงๆ

นางต้องง่วนอยู่กับอ่างตำดอกพู่ระหงและหม้อต้มน้ำร้อน ถือผ้าขาวพยายามย้อมสีให้ 'เหมือนเปี๊ยบ' ตามที่คุณหนูรองสั่ง

แขนเสื้อและชุดของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยสีม่วงสีคราม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่บนใบหน้าก็มีสีป้ายติดอยู่หลายแถบ ดูมอมแมมและน่าสมเพช

นี่คือภาพที่เซียวจิ่งเฮิงเห็นเมื่อก้าวเข้ามา

ในขณะนั้น ที่อีกด้านหนึ่ง เซียวหลิงซีกำลังเอนกายอยู่บนตั่งยาวใต้ระเบียงทางเดิน หลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์ มีสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งคอยพัดวีให้เบาๆ อีกคนคอยป้อนองุ่นที่ลอกเปลือกแล้ว

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เซียวหลิงซีปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน แต่พอเห็นว่าเป็นพี่ชายใหญ่ นางก็ตกใจจนกลิ้งตกลงมาจากตั่งยาวทันที

"พ..พี่ใหญ่! ท่านมาทำอะไรที่นี่?"

นางรีบจัดแจงเสื้อผ้า พลางส่งสายตาให้จื่อซูรีบพาตัวซูเสี่ยวอวี่หลบออกไปให้พ้นๆ

จากนั้นก็ฝืนยิ้มหวานหยดย้อย เดินเข้าไปต้อนรับ "เชิญนั่งเจ้าค่ะ"

เซียวจิ่งเฮิงเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในสายตา รวมถึงลูกไม้ตื้นๆ ของน้องสาว

สีหน้าของเขายังคงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ เขาเพียงส่งเสียงรับในลำคอเบาๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หิน

สายตาคมกริบกวาดมององุ่นบนโต๊ะหิน ก่อนจะปรายตามองไปยังมุมที่ซูเสี่ยวอวี่เพิ่งง่วนทำงานอยู่เมื่อครู่ ซึ่งยังมีซากกลีบดอกไม้บดและเศษผ้าเสียหายตกหล่นอยู่

"พี่มาเยี่ยมเจ้า" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สาวใช้คนใหม่ใช้งานได้ดั่งใจหรือไม่?"

หัวใจของเซียวหลิงซีกระตุกวูบ!

พี่ใหญ่รู้แล้วหรือว่านางกำลังกลั่นแกล้งซูเสี่ยวอวี่?

"ก็พอไหวเจ้าค่ะ เพียงแต่หัวช้าไปหน่อย ข้ากำลังสอนกฎระเบียบให้นางอยู่" เซียวหลิงซีข่มใจตอบกลับไปอย่างสงบนิ่ง

"อย่างนั้นหรือ..." เซียวจิ่งเฮิงรับถ้วยชาที่จื่อซูส่งให้ พลางกล่าวเรียบๆ "ในเมื่อหัวช้า เจ้าก็สอนนางให้มากหน่อย แต่หากนางใช้งานไม่ได้จริงๆ..."

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย สังเกตเห็นประกายตาแห่งความหวังที่จุดวาบขึ้นในดวงตาของเซียวหลิงซี

"...ก็มาบอกพี่ พี่จะหาคนฉลาดๆ มาให้เจ้าแทน จะให้สาวใช้คนเดียวมารบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าได้อย่างไร"

รอยยิ้มบนหน้าเซียวหลิงซีแข็งค้าง

คำพูดของพี่ใหญ่... ฟังดูเหมือนห่วงใย แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคำเตือนกลายๆ?

"พี่ใหญ่พูดถูกเจ้าค่ะ" นางตอบกลับเสียงแห้ง แผนการที่จะใช้โอกาสนี้ขับไล่ซูเสี่ยวอวี่ออกไปจำต้องพับเก็บไว้ชั่วคราวด้วยความไม่กล้าเสี่ยง

ทันใดนั้น เซียวจิ่งเฮิงก็เลิกสนใจนาง แล้วปรบมือสองครั้ง

ไม่นาน 'ฉางเฟิง' องครักษ์คนสนิทก็เดินเข้ามาจากนอกลานพร้อมสมุดเล่มหนาปึก ปกสีดำทะมึนดูหนักอึ้ง

"พี่ใหญ่ นี่คือ..."

เซียวหลิงซีจ้องมองสมุดเล่มนั้น ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดวาบขึ้นในใจ

แล้วนางก็ได้ยินเสียงอันไร้อารมณ์ของเซียวจิ่งเฮิง

"เจ้าถึงวัยปักปิ่นแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไป ท่านแม่ฝากฝังให้พี่อบรมสั่งสอนเจ้าให้ดี นี่คือ 'บันทึกการอบรมกุลสตรีในเรือน' ที่พี่ร่างขึ้นเพื่อเจ้า นับจากวันนี้ไป เจ้าจงปฏิบัติตามนี้"

เซียวหลิงซีรับสมุดเล่มหนักอึ้งมาอย่างงุนงง พอเปิดดูไปไม่กี่หน้า นางก็ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า!

ในนั้นระบุไว้อย่างชัดเจน:

ยามเฉินต้น (07:00 น.): ตื่นนอน ท่องจำ 'บัญญัติกุลสตรี' และ 'การฝึกตนภายใน' ต้องเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ จะมีการสุ่มทดสอบการท่องจำทุกวัน

ยามเฉินปลาย (08:00 น.): ฝึกคัดอักษร คัดลอกม้วนตำราของปรมาจารย์หนึ่งฉบับ ต้องให้ได้ทั้งรูปแบบและจิตวิญญาณ

ยามซื่อ (09:00 - 11:00 น.): การบ้านบทกวี ในแต่ละวันต้องแต่งกลอนหนึ่งบทตามหัวข้อที่กำหนด หรือแต่งบทกวีฉือหนึ่งบท

ยามอู่... ยามเซิน...

"พ..พี่ใหญ่!" เสียงของเซียวหลิงซีสั่นเครือจนแทบจะร้องไห้

"กาพย์กลอนมารยาทก็พอเข้าใจ แต่ไอ้ 'บันทึกภูผานที' กับสถานการณ์บ้านเมือง แล้วยังต้องเขียนบทความวิจารณ์นโยบายอีก? นี่มันสิ่งที่บุรุษเขาเรียนกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ทำไมข้าต้องเรียนเรื่องพวกนี้ด้วย?"

จะให้คุณหนูในห้องหออย่างนางที่รู้จักแต่กิน ดื่ม เที่ยวเล่น และเดินชมสวน มาสนใจเรื่องราชกิจบ้านเมืองแถมยังต้องเขียนบทความ?

นี่มันทรมานยิ่งกว่าให้นางปักดอกไม้ติดต่อกันหนึ่งเดือนเป็นหมื่นเท่า!

เซียวจิ่งเฮิงยังคงไร้ความรู้สึก เอ่ยด้วยหลักการเหตุผลอันสูงส่ง

"ในฐานะบุตรสาวสายตรงของจวนโหว อนาคตเจ้าจะต้องแต่งงานเข้าตระกูลขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ หากเจ้ารู้แต่เรื่องรักใคร่เพ้อฝันและเสพสุข จะแบกรับหน้าที่นายหญิงของตระกูลได้อย่างไร? จะสนทนาภาษาเดียวกันกับสามีได้อย่างไร?

การเปิดหูเปิดตาให้กว้างไกล รู้เหตุผล รู้จังหวะรุกรับ คือรากฐานของความเป็นคน เจ้าอยากถูกตระกูลสามีดูถูกในภายภาคหน้า ว่าจวนโหวหย่งหนิงของข้าเลี้ยงลูกสาวออกมาไม่เอาถ่านกระนั้นหรือ?"

กล่าวจบ เขาก็กวาดสายตามองไปทางซูเสี่ยวอวี่ที่พยายามทำตัวลีบเล็กและก่นด่าอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง แล้วกล่าวต่อ "นับจากนี้ไป ทุกวันยามเซิน (15:00 - 17:00 น.) พี่จะมาทดสอบเจ้าด้วยตัวเองตามเวลา ส่วนซูเสี่ยวอวี่ให้คอยฝนหมึกอยู่ข้างๆ และจดบันทึกใจความสำคัญ"

ซูเสี่ยวอวี่ที่กำลังแอบสะใจกับละครฉากใหญ่ถึงกับช็อกตาตั้ง!

'หา? ข้าต้องฟังด้วยเหรอ? แล้วยังต้องจดบันทึกอีก?'

จิตใจนางกรีดร้องโหยหวน: 'แค่ได้ยินเรื่องธรรมเนียมท้องถิ่นกับราชกิจบ้านเมือง ข้าก็จะหลับแล้ว! ท่านซื่อจื่อ ท่านจะทรมานคุณหนูรองก็ทำไปสิ ทำไมต้องลากข้าไปติดร่างแหด้วยเล่า? o(╥﹏╥)o'

เซียวหลิงซียังคงพยายามดิ้นรน เฮือกสุดท้ายแห่งความหวัง "พี่ใหญ่... ข..ข้าเรียนไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ..."

"ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว"

เซียวจิ่งเฮิงตัดบทปิดทางหนีอย่างไร้เยื่อใย "หรือเจ้าอยากจะถูกส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลแถบชานเมืองเพื่อขัดเกลาจิตใจให้สงบ? เรียนจบหลักสูตรเมื่อไหร่ค่อยกลับมา"

สำนักศึกษาตระกูลแถบชานเมืองมีกฎระเบียบเข้มงวดและน่าเบื่อหน่ายสุดขีด สำหรับคนอย่างเซียวหลิงซี ที่นั่นคือนรกบนดินดีๆ นี่เอง!

แถมยังไม่มีกำหนดกลับที่แน่นอนอีกด้วย!

เซียวหลิงซีห่อเหี่ยวลงทันทีราวกับลูกบอลที่ถูกปล่อยลม หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้าน

น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ดวงตาสิ้นหวัง "ท...ทราบแล้วเจ้าค่ะ พี่ใหญ่"

เมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าเหมือนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว เซียวจิ่งเฮิงก็ปรายตามองซูเสี่ยวอวี่ที่มีสีหน้า 'ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว' ไม่ต่างกัน แววตาลึกล้ำของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ วูบหนึ่งที่ยากจะสังเกตเห็น

จบบทที่ บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว

คัดลอกลิงก์แล้ว