- หน้าแรก
- ความลับแตก เมื่อทายาทจอมเป๊ะรู้ทันความคิด
- บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว
บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว
บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว
บทที่ 5 ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว
วันรุ่งขึ้น ซูเสี่ยวอวี่เดินทอดน่องอ้อยอิ่งไปยัง 'เรือนจินซิ่ว' ของคุณหนูรองเซียวหลิงซี ด้วยความรู้สึกประหนึ่งนักโทษที่กำลังจะถูกส่งเข้าลานประหาร
บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากเรือนอีหลานของฮูหยินอย่างสิ้นเชิง
เรือนของฮูหยินนั้นสงบเงียบและเป็นระเบียบ แต่ที่นี่กลับแฝงความรู้สึกกระวนกระวายและจู้จี้จุกจิกชอบกล
ซูเสี่ยวอวี่ยืนอยู่กลางลานเรือน เซียวหลิงซีกำลังเด็ดใบกล้วยไม้ในกระถางเล่นด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นนางก็โยนใบไม้ทิ้ง ลุกขึ้นกอดอกเดินวนรอบตัวนางช้าๆ
ท้ายที่สุด นางก็ส่งเสียง 'หึ' เบาๆ ในลำคอ แล้วใช้รูจมูกมองคนเบื้องล่าง
"ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพี่ใหญ่เห็นดีเห็นงามอะไรในตัวเจ้า ถึงได้ยืนกรานจะยัดเยียดเจ้ามาไว้ที่เรือนข้า"
ซูเสี่ยวอวี่คิดในใจ: 'ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน! ท่านซื่อจื่อ ท่านทำชีวิตข้าบัดซบแล้วจริงๆ!'
ทว่าภายนอกนางกลับฝืนยิ้มอย่างนอบน้อมที่สุด "คุณหนูรอง บ่าวเป็นคนหัวช้า หากวันหน้าทำสิ่งใดผิดพลาด ขอคุณหนูโปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ"
"ชี้แนะเจ้า?" เซียวหลิงซีแค่นหัวเราะ "ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอกนะ ในเมื่อมาอยู่เรือนจินซิ่ว ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของข้า"
นางปรายตามองสาวใช้คนสนิทที่ชื่อ 'จื่อซู' จื่อซูเข้าใจสัญญาณจึงก้าวออกมาพร้อมส่งสมุดบันทึกให้ซูเสี่ยวอวี่
"แม่นางเสี่ยวอวี่ นี่คือสมุดบันทึกกิจวัตรประจำวันและสิ่งที่ต้องทำของคุณหนูรอง ท่องจำให้ขึ้นใจเสียก่อน"
หนังตาของซูเสี่ยวอวี่กระตุกยิกๆ พอนางรับมาเปิดดูก็เป็นไปตามคาด:
เริ่มงานยามเหม่าสามเค่อ (05:45 น.) โต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์แดงฝังมุกต้องเช็ดสามเวลา เช้า กลางวัน เย็น ด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ต้องสะอาดจนนิ้วลูบแล้วไม่มีฝุ่นติด และเนื้อมุกต้องสะท้อนแสงแวววาวดั่งกระจกเงา
'เจ้าบอลหิมะ' แมวสุดโปรดของคุณหนูมีกระเพาะที่เปราะบาง ปลาที่กินต้องแล่สดๆ และเลาะก้างออกให้หมด นนมแพะที่ผสมต้องคั้นสดใหม่ในเช้านั้นเท่านั้น
นอกจากนี้ เรื่องต้นพู่ระหงในลานเรือน คุณหนูต้องการผ้าเช็ดหน้าย้อมสีกลีบดอกพู่ระหง สีต้องเหมือนกับดอกที่บานอยู่บนกิ่งไม้ทุกกระเบียดนิ้ว ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาเดียวกันนี้ของวันพรุ่งนี้...
ดวงตาของซูเสี่ยวอวี่เบิกกว้าง!
นี่มันงานสาวใช้ภาษาอะไร?
นี่มันงานช่างฝังขนนกกระเต็น พ่อครัวหลวง และช่างย้อมผ้าชัดๆ!
KPI พวกนี้ยังโหดหินยิ่งกว่าเจ้านายหน้าเลือดในชาติก่อนเสียอีก! ใช้งานเยี่ยงทาสชัดๆ!
นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายเพื่อจะนอนตีพุงสบายๆ นะ ไม่ใช่มาเพื่อเจอการกลั่นแกล้งในที่ทำงานและการประเมินผลสุดวิปริตในต่างโลกแบบนี้!
มือกำกระดาษแผ่นบางที่ดูเหมือนจะเบาหวิวแต่กลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา นางมองเห็นอนาคตอันน่าเวทนาของตัวเองที่กำลังจะถูกรีดเลือดรีดเนื้อจนไม่เหลือซาก!
เซียวหลิงซีชื่นชมสีหน้าตะลึงงันของนาง แล้วยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเดินเกาะแขนจื่อซูเข้าไปในเรือนชั้นใน พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
"ทำได้ดีคือหน้าที่ หากทำไม่ได้... หึ เรือนจินซิ่วของข้าไม่เลี้ยงคนว่างงาน"
ตลอดครึ่งค่อนวันต่อมา ซูเสี่ยวอวี่ตกอยู่ในนรกทั้งเป็นจริงๆ
นางต้องง่วนอยู่กับอ่างตำดอกพู่ระหงและหม้อต้มน้ำร้อน ถือผ้าขาวพยายามย้อมสีให้ 'เหมือนเปี๊ยบ' ตามที่คุณหนูรองสั่ง
แขนเสื้อและชุดของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยสีม่วงสีคราม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่บนใบหน้าก็มีสีป้ายติดอยู่หลายแถบ ดูมอมแมมและน่าสมเพช
นี่คือภาพที่เซียวจิ่งเฮิงเห็นเมื่อก้าวเข้ามา
ในขณะนั้น ที่อีกด้านหนึ่ง เซียวหลิงซีกำลังเอนกายอยู่บนตั่งยาวใต้ระเบียงทางเดิน หลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์ มีสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งคอยพัดวีให้เบาๆ อีกคนคอยป้อนองุ่นที่ลอกเปลือกแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เซียวหลิงซีปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน แต่พอเห็นว่าเป็นพี่ชายใหญ่ นางก็ตกใจจนกลิ้งตกลงมาจากตั่งยาวทันที
"พ..พี่ใหญ่! ท่านมาทำอะไรที่นี่?"
นางรีบจัดแจงเสื้อผ้า พลางส่งสายตาให้จื่อซูรีบพาตัวซูเสี่ยวอวี่หลบออกไปให้พ้นๆ
จากนั้นก็ฝืนยิ้มหวานหยดย้อย เดินเข้าไปต้อนรับ "เชิญนั่งเจ้าค่ะ"
เซียวจิ่งเฮิงเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในสายตา รวมถึงลูกไม้ตื้นๆ ของน้องสาว
สีหน้าของเขายังคงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ เขาเพียงส่งเสียงรับในลำคอเบาๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หิน
สายตาคมกริบกวาดมององุ่นบนโต๊ะหิน ก่อนจะปรายตามองไปยังมุมที่ซูเสี่ยวอวี่เพิ่งง่วนทำงานอยู่เมื่อครู่ ซึ่งยังมีซากกลีบดอกไม้บดและเศษผ้าเสียหายตกหล่นอยู่
"พี่มาเยี่ยมเจ้า" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สาวใช้คนใหม่ใช้งานได้ดั่งใจหรือไม่?"
หัวใจของเซียวหลิงซีกระตุกวูบ!
พี่ใหญ่รู้แล้วหรือว่านางกำลังกลั่นแกล้งซูเสี่ยวอวี่?
"ก็พอไหวเจ้าค่ะ เพียงแต่หัวช้าไปหน่อย ข้ากำลังสอนกฎระเบียบให้นางอยู่" เซียวหลิงซีข่มใจตอบกลับไปอย่างสงบนิ่ง
"อย่างนั้นหรือ..." เซียวจิ่งเฮิงรับถ้วยชาที่จื่อซูส่งให้ พลางกล่าวเรียบๆ "ในเมื่อหัวช้า เจ้าก็สอนนางให้มากหน่อย แต่หากนางใช้งานไม่ได้จริงๆ..."
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย สังเกตเห็นประกายตาแห่งความหวังที่จุดวาบขึ้นในดวงตาของเซียวหลิงซี
"...ก็มาบอกพี่ พี่จะหาคนฉลาดๆ มาให้เจ้าแทน จะให้สาวใช้คนเดียวมารบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าได้อย่างไร"
รอยยิ้มบนหน้าเซียวหลิงซีแข็งค้าง
คำพูดของพี่ใหญ่... ฟังดูเหมือนห่วงใย แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคำเตือนกลายๆ?
"พี่ใหญ่พูดถูกเจ้าค่ะ" นางตอบกลับเสียงแห้ง แผนการที่จะใช้โอกาสนี้ขับไล่ซูเสี่ยวอวี่ออกไปจำต้องพับเก็บไว้ชั่วคราวด้วยความไม่กล้าเสี่ยง
ทันใดนั้น เซียวจิ่งเฮิงก็เลิกสนใจนาง แล้วปรบมือสองครั้ง
ไม่นาน 'ฉางเฟิง' องครักษ์คนสนิทก็เดินเข้ามาจากนอกลานพร้อมสมุดเล่มหนาปึก ปกสีดำทะมึนดูหนักอึ้ง
"พี่ใหญ่ นี่คือ..."
เซียวหลิงซีจ้องมองสมุดเล่มนั้น ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดวาบขึ้นในใจ
แล้วนางก็ได้ยินเสียงอันไร้อารมณ์ของเซียวจิ่งเฮิง
"เจ้าถึงวัยปักปิ่นแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไป ท่านแม่ฝากฝังให้พี่อบรมสั่งสอนเจ้าให้ดี นี่คือ 'บันทึกการอบรมกุลสตรีในเรือน' ที่พี่ร่างขึ้นเพื่อเจ้า นับจากวันนี้ไป เจ้าจงปฏิบัติตามนี้"
เซียวหลิงซีรับสมุดเล่มหนักอึ้งมาอย่างงุนงง พอเปิดดูไปไม่กี่หน้า นางก็ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า!
ในนั้นระบุไว้อย่างชัดเจน:
ยามเฉินต้น (07:00 น.): ตื่นนอน ท่องจำ 'บัญญัติกุลสตรี' และ 'การฝึกตนภายใน' ต้องเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ จะมีการสุ่มทดสอบการท่องจำทุกวัน
ยามเฉินปลาย (08:00 น.): ฝึกคัดอักษร คัดลอกม้วนตำราของปรมาจารย์หนึ่งฉบับ ต้องให้ได้ทั้งรูปแบบและจิตวิญญาณ
ยามซื่อ (09:00 - 11:00 น.): การบ้านบทกวี ในแต่ละวันต้องแต่งกลอนหนึ่งบทตามหัวข้อที่กำหนด หรือแต่งบทกวีฉือหนึ่งบท
ยามอู่... ยามเซิน...
"พ..พี่ใหญ่!" เสียงของเซียวหลิงซีสั่นเครือจนแทบจะร้องไห้
"กาพย์กลอนมารยาทก็พอเข้าใจ แต่ไอ้ 'บันทึกภูผานที' กับสถานการณ์บ้านเมือง แล้วยังต้องเขียนบทความวิจารณ์นโยบายอีก? นี่มันสิ่งที่บุรุษเขาเรียนกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ทำไมข้าต้องเรียนเรื่องพวกนี้ด้วย?"
จะให้คุณหนูในห้องหออย่างนางที่รู้จักแต่กิน ดื่ม เที่ยวเล่น และเดินชมสวน มาสนใจเรื่องราชกิจบ้านเมืองแถมยังต้องเขียนบทความ?
นี่มันทรมานยิ่งกว่าให้นางปักดอกไม้ติดต่อกันหนึ่งเดือนเป็นหมื่นเท่า!
เซียวจิ่งเฮิงยังคงไร้ความรู้สึก เอ่ยด้วยหลักการเหตุผลอันสูงส่ง
"ในฐานะบุตรสาวสายตรงของจวนโหว อนาคตเจ้าจะต้องแต่งงานเข้าตระกูลขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ หากเจ้ารู้แต่เรื่องรักใคร่เพ้อฝันและเสพสุข จะแบกรับหน้าที่นายหญิงของตระกูลได้อย่างไร? จะสนทนาภาษาเดียวกันกับสามีได้อย่างไร?
การเปิดหูเปิดตาให้กว้างไกล รู้เหตุผล รู้จังหวะรุกรับ คือรากฐานของความเป็นคน เจ้าอยากถูกตระกูลสามีดูถูกในภายภาคหน้า ว่าจวนโหวหย่งหนิงของข้าเลี้ยงลูกสาวออกมาไม่เอาถ่านกระนั้นหรือ?"
กล่าวจบ เขาก็กวาดสายตามองไปทางซูเสี่ยวอวี่ที่พยายามทำตัวลีบเล็กและก่นด่าอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง แล้วกล่าวต่อ "นับจากนี้ไป ทุกวันยามเซิน (15:00 - 17:00 น.) พี่จะมาทดสอบเจ้าด้วยตัวเองตามเวลา ส่วนซูเสี่ยวอวี่ให้คอยฝนหมึกอยู่ข้างๆ และจดบันทึกใจความสำคัญ"
ซูเสี่ยวอวี่ที่กำลังแอบสะใจกับละครฉากใหญ่ถึงกับช็อกตาตั้ง!
'หา? ข้าต้องฟังด้วยเหรอ? แล้วยังต้องจดบันทึกอีก?'
จิตใจนางกรีดร้องโหยหวน: 'แค่ได้ยินเรื่องธรรมเนียมท้องถิ่นกับราชกิจบ้านเมือง ข้าก็จะหลับแล้ว! ท่านซื่อจื่อ ท่านจะทรมานคุณหนูรองก็ทำไปสิ ทำไมต้องลากข้าไปติดร่างแหด้วยเล่า? o(╥﹏╥)o'
เซียวหลิงซียังคงพยายามดิ้นรน เฮือกสุดท้ายแห่งความหวัง "พี่ใหญ่... ข..ข้าเรียนไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ..."
"ถ้าเรียนไม่ไหว ก็จงเรียนจนกว่าจะไหว"
เซียวจิ่งเฮิงตัดบทปิดทางหนีอย่างไร้เยื่อใย "หรือเจ้าอยากจะถูกส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลแถบชานเมืองเพื่อขัดเกลาจิตใจให้สงบ? เรียนจบหลักสูตรเมื่อไหร่ค่อยกลับมา"
สำนักศึกษาตระกูลแถบชานเมืองมีกฎระเบียบเข้มงวดและน่าเบื่อหน่ายสุดขีด สำหรับคนอย่างเซียวหลิงซี ที่นั่นคือนรกบนดินดีๆ นี่เอง!
แถมยังไม่มีกำหนดกลับที่แน่นอนอีกด้วย!
เซียวหลิงซีห่อเหี่ยวลงทันทีราวกับลูกบอลที่ถูกปล่อยลม หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้าน
น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ดวงตาสิ้นหวัง "ท...ทราบแล้วเจ้าค่ะ พี่ใหญ่"
เมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าเหมือนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว เซียวจิ่งเฮิงก็ปรายตามองซูเสี่ยวอวี่ที่มีสีหน้า 'ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว' ไม่ต่างกัน แววตาลึกล้ำของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ วูบหนึ่งที่ยากจะสังเกตเห็น