- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 42 การจัดการ
บทที่ 42 การจัดการ
บทที่ 42 การจัดการ
ในสำนักงานของสำนักงานรับสมัครและคัดเลือกนักศึกษา เวลานี้มีอาจารย์ที่ปรึกษากว่าสิบคนกำลังนั่งอยู่ หนึ่งในนั้นส่ายหัวก่อนจะพูดออกมาตรงๆว่า
"อาจารย์เกา บอกตามตรงผมไม่อยากรับเขาเป็นศิษย์"
อาจารย์คนอื่นๆหันมามองทันทีต่างก็แอบชื่นชมความกล้าของเขา
อาจารย์เกานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆเพียงแค่ถามกลับไปว่า
"เหตุผลล่ะ?"
อาจารย์คนนั้นโยนเอกสารของเฉินชวน ลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า
"ดูจากประวัติแล้วเขาฝึกฝน 'วิชาลมหายใจ' เร็วเกินไป และจากอาการบาดเจ็บของจงอู๋ มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาฝึก 'หมัดทำลายขีดจำกัด' ด้วย เด็กที่ไม่รู้จักถนอมร่างกายแบบนี้เอาแต่รีดเค้นศักยภาพของตัวเองอนาคตของเขาย่อมมีขีดจำกัด"
"แต่ถ้าอาจารย์เกายอมให้ผมตรวจร่างกายเขาอย่างละเอียดและพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร และตรงตามเงื่อนไขของผม ผมก็พอจะรับเขาเป็นศิษย์ได้"
อาจารย์เกาไม่สนใจคำพูดของเขา แต่หันไปถามอาจารย์อีกคนแทน
"แล้วคุณล่ะ คิดเหมือนกันหรือเปล่า?"
อาจารย์คนนั้นอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่ง
"อาจารย์เกา ผม...เอ่อ ผม..."
"พอ ไม่ต้องพูดแล้ว" อาจารย์เกาหันไปมองคนอื่นๆในห้อง
"ดูเหมือนพวกคุณจะคิดเหมือนกันหมดสินะ?"
ไม่มีใครตอบ ทุกคนยังคงนั่งเงียบ
ความจริงแล้วสุขภาพของนักศึกษาจะเป็นอย่างไรและเขาจะพัฒนาไปถึงระดับไหน มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขามากนัก ในเมื่อเรียนกันแค่สองสามปีเท่านั้น นักศึกษาไม่ใช่ลูกหลานของพวกเขาเองจึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจขนาดนั้น
เหตุผลหลักที่พวกเขาไม่อยากรับเฉินชวน เป็นเพราะพวกเขาไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งภายในของมหาวิทยาลับ อยู่เงียบๆสอนหนังสือไปตามหน้าที่ไม่ดีกว่าเหรอ? เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนพวกเขายังจำได้ดีจึงไม่มีใครอยากรับภาระอันหนักหน่วงนี้
อาจารย์เกาหันไปมองอาจารย์หนุ่มคนหนึ่งแล้วถามว่า
"ทำไมคุณไม่พูดอะไรเลย?"
อาจารย์หนุ่มคนนั้นมีสีหน้าลำบากใจ
"อาจารย์ ผมสอนเขาได้นะครับ แต่ปัญหาคืออีกหนึ่งเดือนผมต้องไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ และไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ต่อให้รับเขาเป็นศิษย์ก็สอนได้ไม่นานอยู่ดี"
อาจารย์เกาพูดว่า
"ฉันก็ไม่ได้คาดหวังให้นายรับผิดชอบอยู่แล้ว เอาล่ะ ในเมื่อไม่อยากรับงั้นก็แยกย้ายกันเถอะ"
อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งหมดพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขาลุกขึ้นโค้งคำนับอาจารย์เกาเล็กน้อยจากนั้นก็ทยอยออกจากห้องไป
หลังจากที่ห้องทำงานกลับมาเงียบสงบ อาจารย์เกาหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมากดโทรออก เมื่อปลายสายรับเขาพูดขึ้นว่า
"ไม่มีใครอยากรับเขาเลย ผมบอกแล้วว่ามันเสียเวลาเปล่า น่าจะมอบหมายหน้าที่ไปให้ใครสักคนตั้งแต่แรก"
เสียงปลายสายถามกลับว่า
"แบบนี้แปลว่านายมีคนที่คิดไว้แล้ว?"
อาจารย์เกาตอบว่า
"ผมคิดว่าให้ เฉิงจื่อทง รับหน้าที่ไปก่อน"
เสียงปลายสายลังเลเล็กน้อย
"เสี่ยวเฉิงน่ะเหรอ? เขาจะไหวเหรอ?"
อาจารย์เกาพูดหนักแน่นว่า
"ทางของ เหอเสี้ยวสิง ยังอยู่ระหว่างการเจรจา กว่าจะแก้ไขเรื่องนั้นได้ก็ควรให้เฉิงจื่อทงช่วยจัดการไปก่อน" จากนั้นเขาเงยหน้าขึ้นและพูดเสียงดัง
"หรือว่าคุณมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้?"
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
"งั้นนายก็ต้องดูแลต้นกล้านี้ให้ดีหน่อย"
อาจารย์เกาหัวเราะ
"ขนาดให้ร่มเงาแล้วยังต้องคอยรดน้ำพรวนดินให้อีกเหรอ? ผมว่าเด็กคนนั้นไม่ได้เปราะบางขนาดนั้นหรอก เขาจะไปถึงจุดที่พวกเราคิดไว้ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาจะกัดฟันสู้ได้นานแค่ไหน"
ปลายสายพูดว่า
"นายวางแผนไว้หมดแล้วสินะ? ในเมื่อเป็นความคิดของนายก็รับผิดชอบให้ดีล่ะ อย่ามาโยนงานให้ฉันอีก" พูดจบสายก็ตัดไปทันทีไม่ปล่อยให้เขาพูดอะไรต่อ
อาจารย์เกาถึงกับอึ้งมองโทรศัพท์ในมือแล้วบ่นพึมพำว่า
"ตาแก่ โยนภาระมาให้ฉันอีกแล้วสิเนี่ย"
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็หยิบโทรศัพท์มากดหมายเลขอีกครั้ง เขารอสายอยู่พักใหญ่กว่าจะมีคนรับ
"เสี่ยวเฉิง นี่ฉันเองเกาผิง...ใช่ ฉันติดต่อมาเพราะอยากให้นายรับนักศึกษาคนหนึ่ง"
เสียงปลายสายบ่นว่า
"ยุ่งยากชะมัด!"
"บอกมาจะรับหรือไม่รับ? อย่ามาต่อรองกับฉัน"
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วตอบ
"โอเค ตกลง!"
อาจารย์เกายิ้ม
"งั้นก็ตกลงตามนี้!"
.....
หลังจากส่งใบสมัครแล้วเฉินชวนไม่ได้นั่งรอเฉยๆ แต่เลือกไปสำรวจ "อาคารเวทีประลอง" ที่เว่ยฉางอันเคยพูดถึง
ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นอาคารแห่งนี้จากระยะไกล ภายนอกมีรูปร่างเหมือนเปลือกหอยสีขาวขนาดยักษ์ดูงดงามมาก เมื่อเดินเข้าไปภายในยิ่งกว้างขวางและโปร่งโล่งทำให้รู้สึกสบายตา
ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกซ้อมหลักของนักศึกษาระดับบี เวลานี้มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยกำลังซ้อมประลองกันอยู่ทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะนักศึกษาระดับสูงที่มีอยู่ไม่น้อยเลย
ในขณะที่เฉินชวนเดินเข้าไป นักศึกษาบางคนก็หันมามองเขาอยู่บ้าง เครื่องแบบของนักศึกษาระดับเอและระดับบีเหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นที่หน้าอกซึ่งระดับเอจะมีตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยติดอยู่ ในขณะที่ระดับบีไม่มี
แม้ว่าการที่เขาเข้ามาที่นี่จะดูแปลกไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างคนต่างทำสิ่งที่ตนเองต้องทำ
อีกทั้งเฉินชวนเองก็ไม่ได้เริ่มพูดคุยกับใครก่อนทำให้ไม่มีใครเข้ามาทักทายเขาเช่นกัน และทุกที่ที่เขาเดินผ่าน นักศึกษาระดับบีจะหลีกทางให้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่ก็รอให้เขาเดินผ่านไปก่อน
ท่าทีเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นมารยาทที่ดี แต่ในขณะเดียวกันเฉินชวนก็สัมผัสได้ถึงความห่างเหินและเส้นแบ่งชัดเจน
ทำให้เขานึกถึงคำพูดของเว่ยฉางอัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนต่างก็ยึดถือขอบเขตของตัวเองอยู่ภายในวงสังคมของตนเอง ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน แม้แต่โลกภายนอกก็คงเป็นแบบเดียวกัน
เมื่อสังเกตไปสักพักเขาพบว่าในบรรดานักศึกษาที่ฝึกซ้อมอยู่ที่นี่มีเพียงไม่กี่คนที่ฝึก "วิชาลมหายใจ" ได้ ส่วน "พลังแฝง" นั้นเขาไม่สามารถบอกได้ เว้นแต่จะได้ต่อสู้กันจริงๆ แต่จากสิ่งที่เขารู้ หากไม่มีวิชาลมหายใจก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกพลังแฝง
ด้านทักษะพื้นฐานทุกคนล้วนมีรากฐานที่มั่นคงและฝึกฝนกันอย่างหนัก ระหว่างที่เขามองอยู่ก็ได้เห็นอะไรบางอย่างที่ช่วยให้เขาเข้าใจเพิ่มเติมโดยไม่รู้ตัว
แต่ที่เขาไม่ได้สังเกตคือทุกครั้งที่สายตาของเขามองไปที่ใคร คนนั้นจะเกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที
หลังจากเฝ้าดูอยู่พักใหญ่เขาพบว่าไม่น่าจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากที่นี่อีกจึงตัดสินใจเดินออกไป
และทันทีที่เขาก้าวออกจากอาคาร นักศึกษาหลายคนก็ถอนหายใจโล่งอก
"นั่นคือระดับเอใช่ไหม? ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ?"
"เป็นรุ่นพี่คนไหนรึเปล่า? รู้สึกว่าสายตาเขากดดันมากเลย"
"แต่ว่าหน้าตาก็ดูดีอยู่นะ"
กลุ่มนักศึกษาระดับสูงของแผนกกระบวนท่ามือเปล่ามองหน้ากัน สีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะในช่วงที่เฉินชวนยืนอยู่ที่นั่นพวกเขาทุกคนสัมผัสได้ถึงความกดดันมหาศาล
ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงแค่จินตนาการ แต่มันเกิดจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย ท่าทาง แววตา และการปรับท่วงท่าโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่เฉินชวนมองไปที่ใครก็มักจะเป็นช่วงที่อีกฝ่ายเกิดช่องโหว่ในท่าทางของตนเอง
นี่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากพร้อมกับความรู้สึกพ่ายแพ้ เพราะเฉินชวนเป็นนักศึกษาที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน มีโอกาสสูงที่จะเป็นเด็กใหม่
แต่พวกเขาเองพยายามฝึกซ้อมอย่างหนักมาตลอดโดยหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถไล่ตามนักศึกษาระดับเอให้ทัน
ทว่าตอนนี้กลับพบว่าเพียงแค่นักศึกษาใหม่คนเดียวก็สามารถทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนมีหนามตำอยู่ที่หลัง นี่เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาหนักใจไม่น้อย
พวกเขาไม่มีอะไรจะพูดจึงได้แต่กัดฟันแล้วตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนต่อไป
หลังจากออกจากอาคารเวทีประลอง เฉินชวนไปที่ทะเลสาบชุนชิว เขาวิ่งจ็อกกิ้งรอบทะเลสาบสองสามรอบแล้วเข้าไปที่ "ห้องฝึกเดี่ยว" ของมหาวิทยาลัย เขาฝึกซ้อมจนถึงช่วงเย็นจากนั้นจึงไปกินข้าวที่โรงอาหาร และเมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดก็กลับไปที่หอพัก
แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าหอพักกำลังจะหยิบกุญแจออกมาก็มีเสียงเรียกจากระยะไกล
"เฮ้เพื่อน รอเดี๋ยว""
เฉินชวนหันไปมองเห็นนักศึกษาร่างเล็กคนหนึ่งถือกระดาษแผ่นหนึ่งวิ่งตรงมาหา
เขาหยุดมือแล้วถามว่า
"มีอะไรเหรอ?"
นักศึกษาคนนั้นยื่นมือออกมา
"สวัสดี นายเป็นนักศึกษาจากห้องพักหมายเลขสี่ใช่ไหม? ฉันมาจากห้องสาม ฉันชื่อ เฟิงเสี่ยวฉี"
เฉินชวนจับมือเขา
"เฟิงเสี่ยวฉี ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อเฉินชวน"
เฟิงเสี่ยวฉีพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
"เฉินชวน คือแบบนี้" เขาชูเอกสารในมือ
"หอพักของพวกเราต้องเลือกหัวหน้ากลุ่มเพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารผ่านกล่องรับส่งภายในไม่ติดขัด หัวหน้ากลุ่มจะเป็นคนดูแลแจ้งข่าวสารจากโรงเรียนและหอพักรวมถึงช่วยเหลือเพื่อนร่วมกลุ่มเวลามีปัญหา ฉันอาสาเป็นหัวหน้ากลุ่มไม่รู้ว่านายมีข้อโต้แย้งอะไรไหม?"
เฉินชวนเข้าใจทันทีว่านี่เป็นงานวิ่งเต้นประสานงานเล็กๆอาจมีอำนาจอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้สนใจนัก
"ไม่มีปัญหา" เขาตอบ
"เยี่ยมเลย! ขอบใจมากนะ!" เฟิงเสี่ยวฉียิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะไปเคาะประตูห้องพักหมายเลขสอง
ประตูเปิดออกและมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินออกมา
เฉินชวนเดินไปแนะนำตัวกับเขาด้วย แต่เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ใช่คนพูดมาก
"สวัสดี นายชื่ออะไร?"
"...หลัวไคหยวน"
"คือว่า นายโอเคไหมถ้าให้เฟิงเสี่ยวฉีเป็นหัวหน้ากลุ่ม?"
"...โอเค"
ส่วนห้องพักหมายเลขหนึ่งไม่มีคนอยู่ เฟิงเสี่ยวฉีบอกว่าเขามาถึงที่นี่ก่อนห้าวันแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเห็นใครเข้ามาพัก แม้ว่าห้องนั้นจะถูกจองไว้แล้ว
ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่เสียงลิฟต์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เนิบนาบ
ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดทางการแบบตะวันตก สวมแว่นตา ใบหน้าดูใจดี เขาเดินเข้ามาหาพวกเขาและส่งยิ้มให้เฉินชวน
"เฉินชวน เราพบกันอีกครั้งแล้วนะ"
เฉินชวนจำได้ทันที เขาคือรุ่นพี่ที่เคยต้อนรับเขาในการสอบรอบสุดท้ายและเป็นคนแนะนำ "สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"
เขาถามขึ้นว่า
"รุ่นพี่มาหาผม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?"
ชายหนุ่มใส่แว่นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสูดลมหายใจแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
"ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่ได้รับคำขอให้มาคุยกับนายเป็นการส่วนตัว"
(จบบท)