เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 การจัดการ

บทที่ 42 การจัดการ

บทที่ 42 การจัดการ 


ในสำนักงานของสำนักงานรับสมัครและคัดเลือกนักศึกษา เวลานี้มีอาจารย์ที่ปรึกษากว่าสิบคนกำลังนั่งอยู่ หนึ่งในนั้นส่ายหัวก่อนจะพูดออกมาตรงๆว่า

"อาจารย์เกา บอกตามตรงผมไม่อยากรับเขาเป็นศิษย์"

อาจารย์คนอื่นๆหันมามองทันทีต่างก็แอบชื่นชมความกล้าของเขา

อาจารย์เกานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆเพียงแค่ถามกลับไปว่า

"เหตุผลล่ะ?"

อาจารย์คนนั้นโยนเอกสารของเฉินชวน ลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า

"ดูจากประวัติแล้วเขาฝึกฝน 'วิชาลมหายใจ' เร็วเกินไป และจากอาการบาดเจ็บของจงอู๋ มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาฝึก 'หมัดทำลายขีดจำกัด' ด้วย เด็กที่ไม่รู้จักถนอมร่างกายแบบนี้เอาแต่รีดเค้นศักยภาพของตัวเองอนาคตของเขาย่อมมีขีดจำกัด"

"แต่ถ้าอาจารย์เกายอมให้ผมตรวจร่างกายเขาอย่างละเอียดและพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร และตรงตามเงื่อนไขของผม ผมก็พอจะรับเขาเป็นศิษย์ได้"

อาจารย์เกาไม่สนใจคำพูดของเขา แต่หันไปถามอาจารย์อีกคนแทน

"แล้วคุณล่ะ คิดเหมือนกันหรือเปล่า?"

อาจารย์คนนั้นอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่ง

"อาจารย์เกา ผม...เอ่อ ผม..."

"พอ ไม่ต้องพูดแล้ว" อาจารย์เกาหันไปมองคนอื่นๆในห้อง

"ดูเหมือนพวกคุณจะคิดเหมือนกันหมดสินะ?"

ไม่มีใครตอบ ทุกคนยังคงนั่งเงียบ

ความจริงแล้วสุขภาพของนักศึกษาจะเป็นอย่างไรและเขาจะพัฒนาไปถึงระดับไหน มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขามากนัก ในเมื่อเรียนกันแค่สองสามปีเท่านั้น นักศึกษาไม่ใช่ลูกหลานของพวกเขาเองจึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจขนาดนั้น

เหตุผลหลักที่พวกเขาไม่อยากรับเฉินชวน เป็นเพราะพวกเขาไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งภายในของมหาวิทยาลับ อยู่เงียบๆสอนหนังสือไปตามหน้าที่ไม่ดีกว่าเหรอ? เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนพวกเขายังจำได้ดีจึงไม่มีใครอยากรับภาระอันหนักหน่วงนี้

อาจารย์เกาหันไปมองอาจารย์หนุ่มคนหนึ่งแล้วถามว่า

"ทำไมคุณไม่พูดอะไรเลย?"

อาจารย์หนุ่มคนนั้นมีสีหน้าลำบากใจ

"อาจารย์ ผมสอนเขาได้นะครับ แต่ปัญหาคืออีกหนึ่งเดือนผมต้องไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ และไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ต่อให้รับเขาเป็นศิษย์ก็สอนได้ไม่นานอยู่ดี"

อาจารย์เกาพูดว่า

"ฉันก็ไม่ได้คาดหวังให้นายรับผิดชอบอยู่แล้ว เอาล่ะ ในเมื่อไม่อยากรับงั้นก็แยกย้ายกันเถอะ"

อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งหมดพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขาลุกขึ้นโค้งคำนับอาจารย์เกาเล็กน้อยจากนั้นก็ทยอยออกจากห้องไป

หลังจากที่ห้องทำงานกลับมาเงียบสงบ อาจารย์เกาหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมากดโทรออก เมื่อปลายสายรับเขาพูดขึ้นว่า

"ไม่มีใครอยากรับเขาเลย ผมบอกแล้วว่ามันเสียเวลาเปล่า น่าจะมอบหมายหน้าที่ไปให้ใครสักคนตั้งแต่แรก"

เสียงปลายสายถามกลับว่า

"แบบนี้แปลว่านายมีคนที่คิดไว้แล้ว?"

อาจารย์เกาตอบว่า

"ผมคิดว่าให้ เฉิงจื่อทง รับหน้าที่ไปก่อน"

เสียงปลายสายลังเลเล็กน้อย

"เสี่ยวเฉิงน่ะเหรอ? เขาจะไหวเหรอ?"

อาจารย์เกาพูดหนักแน่นว่า

"ทางของ เหอเสี้ยวสิง ยังอยู่ระหว่างการเจรจา กว่าจะแก้ไขเรื่องนั้นได้ก็ควรให้เฉิงจื่อทงช่วยจัดการไปก่อน" จากนั้นเขาเงยหน้าขึ้นและพูดเสียงดัง

"หรือว่าคุณมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้?"

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

"งั้นนายก็ต้องดูแลต้นกล้านี้ให้ดีหน่อย"

อาจารย์เกาหัวเราะ

"ขนาดให้ร่มเงาแล้วยังต้องคอยรดน้ำพรวนดินให้อีกเหรอ? ผมว่าเด็กคนนั้นไม่ได้เปราะบางขนาดนั้นหรอก เขาจะไปถึงจุดที่พวกเราคิดไว้ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาจะกัดฟันสู้ได้นานแค่ไหน"

ปลายสายพูดว่า

"นายวางแผนไว้หมดแล้วสินะ? ในเมื่อเป็นความคิดของนายก็รับผิดชอบให้ดีล่ะ อย่ามาโยนงานให้ฉันอีก" พูดจบสายก็ตัดไปทันทีไม่ปล่อยให้เขาพูดอะไรต่อ

อาจารย์เกาถึงกับอึ้งมองโทรศัพท์ในมือแล้วบ่นพึมพำว่า

"ตาแก่ โยนภาระมาให้ฉันอีกแล้วสิเนี่ย"

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็หยิบโทรศัพท์มากดหมายเลขอีกครั้ง เขารอสายอยู่พักใหญ่กว่าจะมีคนรับ

"เสี่ยวเฉิง นี่ฉันเองเกาผิง...ใช่ ฉันติดต่อมาเพราะอยากให้นายรับนักศึกษาคนหนึ่ง"

เสียงปลายสายบ่นว่า

"ยุ่งยากชะมัด!"

"บอกมาจะรับหรือไม่รับ? อย่ามาต่อรองกับฉัน"

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วตอบ

"โอเค ตกลง!"

อาจารย์เกายิ้ม

"งั้นก็ตกลงตามนี้!"

.....

หลังจากส่งใบสมัครแล้วเฉินชวนไม่ได้นั่งรอเฉยๆ แต่เลือกไปสำรวจ "อาคารเวทีประลอง" ที่เว่ยฉางอันเคยพูดถึง

ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นอาคารแห่งนี้จากระยะไกล ภายนอกมีรูปร่างเหมือนเปลือกหอยสีขาวขนาดยักษ์ดูงดงามมาก เมื่อเดินเข้าไปภายในยิ่งกว้างขวางและโปร่งโล่งทำให้รู้สึกสบายตา

ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกซ้อมหลักของนักศึกษาระดับบี เวลานี้มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยกำลังซ้อมประลองกันอยู่ทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะนักศึกษาระดับสูงที่มีอยู่ไม่น้อยเลย

ในขณะที่เฉินชวนเดินเข้าไป นักศึกษาบางคนก็หันมามองเขาอยู่บ้าง เครื่องแบบของนักศึกษาระดับเอและระดับบีเหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นที่หน้าอกซึ่งระดับเอจะมีตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยติดอยู่ ในขณะที่ระดับบีไม่มี

แม้ว่าการที่เขาเข้ามาที่นี่จะดูแปลกไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างคนต่างทำสิ่งที่ตนเองต้องทำ

อีกทั้งเฉินชวนเองก็ไม่ได้เริ่มพูดคุยกับใครก่อนทำให้ไม่มีใครเข้ามาทักทายเขาเช่นกัน และทุกที่ที่เขาเดินผ่าน นักศึกษาระดับบีจะหลีกทางให้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่ก็รอให้เขาเดินผ่านไปก่อน

ท่าทีเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นมารยาทที่ดี แต่ในขณะเดียวกันเฉินชวนก็สัมผัสได้ถึงความห่างเหินและเส้นแบ่งชัดเจน

ทำให้เขานึกถึงคำพูดของเว่ยฉางอัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนต่างก็ยึดถือขอบเขตของตัวเองอยู่ภายในวงสังคมของตนเอง ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน แม้แต่โลกภายนอกก็คงเป็นแบบเดียวกัน

เมื่อสังเกตไปสักพักเขาพบว่าในบรรดานักศึกษาที่ฝึกซ้อมอยู่ที่นี่มีเพียงไม่กี่คนที่ฝึก "วิชาลมหายใจ" ได้ ส่วน "พลังแฝง" นั้นเขาไม่สามารถบอกได้ เว้นแต่จะได้ต่อสู้กันจริงๆ แต่จากสิ่งที่เขารู้ หากไม่มีวิชาลมหายใจก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกพลังแฝง

ด้านทักษะพื้นฐานทุกคนล้วนมีรากฐานที่มั่นคงและฝึกฝนกันอย่างหนัก ระหว่างที่เขามองอยู่ก็ได้เห็นอะไรบางอย่างที่ช่วยให้เขาเข้าใจเพิ่มเติมโดยไม่รู้ตัว

แต่ที่เขาไม่ได้สังเกตคือทุกครั้งที่สายตาของเขามองไปที่ใคร คนนั้นจะเกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที

หลังจากเฝ้าดูอยู่พักใหญ่เขาพบว่าไม่น่าจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากที่นี่อีกจึงตัดสินใจเดินออกไป

และทันทีที่เขาก้าวออกจากอาคาร นักศึกษาหลายคนก็ถอนหายใจโล่งอก

"นั่นคือระดับเอใช่ไหม? ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ?"

"เป็นรุ่นพี่คนไหนรึเปล่า? รู้สึกว่าสายตาเขากดดันมากเลย"

"แต่ว่าหน้าตาก็ดูดีอยู่นะ"

กลุ่มนักศึกษาระดับสูงของแผนกกระบวนท่ามือเปล่ามองหน้ากัน สีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะในช่วงที่เฉินชวนยืนอยู่ที่นั่นพวกเขาทุกคนสัมผัสได้ถึงความกดดันมหาศาล

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงแค่จินตนาการ แต่มันเกิดจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย ท่าทาง แววตา และการปรับท่วงท่าโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่เฉินชวนมองไปที่ใครก็มักจะเป็นช่วงที่อีกฝ่ายเกิดช่องโหว่ในท่าทางของตนเอง

นี่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากพร้อมกับความรู้สึกพ่ายแพ้ เพราะเฉินชวนเป็นนักศึกษาที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน มีโอกาสสูงที่จะเป็นเด็กใหม่

แต่พวกเขาเองพยายามฝึกซ้อมอย่างหนักมาตลอดโดยหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถไล่ตามนักศึกษาระดับเอให้ทัน

ทว่าตอนนี้กลับพบว่าเพียงแค่นักศึกษาใหม่คนเดียวก็สามารถทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนมีหนามตำอยู่ที่หลัง นี่เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาหนักใจไม่น้อย

พวกเขาไม่มีอะไรจะพูดจึงได้แต่กัดฟันแล้วตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนต่อไป

หลังจากออกจากอาคารเวทีประลอง เฉินชวนไปที่ทะเลสาบชุนชิว เขาวิ่งจ็อกกิ้งรอบทะเลสาบสองสามรอบแล้วเข้าไปที่ "ห้องฝึกเดี่ยว" ของมหาวิทยาลัย เขาฝึกซ้อมจนถึงช่วงเย็นจากนั้นจึงไปกินข้าวที่โรงอาหาร และเมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดก็กลับไปที่หอพัก

แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าหอพักกำลังจะหยิบกุญแจออกมาก็มีเสียงเรียกจากระยะไกล

"เฮ้เพื่อน รอเดี๋ยว""

เฉินชวนหันไปมองเห็นนักศึกษาร่างเล็กคนหนึ่งถือกระดาษแผ่นหนึ่งวิ่งตรงมาหา

เขาหยุดมือแล้วถามว่า

"มีอะไรเหรอ?"

นักศึกษาคนนั้นยื่นมือออกมา

"สวัสดี นายเป็นนักศึกษาจากห้องพักหมายเลขสี่ใช่ไหม? ฉันมาจากห้องสาม ฉันชื่อ เฟิงเสี่ยวฉี"

เฉินชวนจับมือเขา

"เฟิงเสี่ยวฉี ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อเฉินชวน"

เฟิงเสี่ยวฉีพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

"เฉินชวน คือแบบนี้" เขาชูเอกสารในมือ

"หอพักของพวกเราต้องเลือกหัวหน้ากลุ่มเพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารผ่านกล่องรับส่งภายในไม่ติดขัด หัวหน้ากลุ่มจะเป็นคนดูแลแจ้งข่าวสารจากโรงเรียนและหอพักรวมถึงช่วยเหลือเพื่อนร่วมกลุ่มเวลามีปัญหา ฉันอาสาเป็นหัวหน้ากลุ่มไม่รู้ว่านายมีข้อโต้แย้งอะไรไหม?"

เฉินชวนเข้าใจทันทีว่านี่เป็นงานวิ่งเต้นประสานงานเล็กๆอาจมีอำนาจอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้สนใจนัก

"ไม่มีปัญหา" เขาตอบ

"เยี่ยมเลย! ขอบใจมากนะ!" เฟิงเสี่ยวฉียิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะไปเคาะประตูห้องพักหมายเลขสอง

ประตูเปิดออกและมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินออกมา

เฉินชวนเดินไปแนะนำตัวกับเขาด้วย แต่เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ใช่คนพูดมาก

"สวัสดี นายชื่ออะไร?"

"...หลัวไคหยวน"

"คือว่า นายโอเคไหมถ้าให้เฟิงเสี่ยวฉีเป็นหัวหน้ากลุ่ม?"

"...โอเค"

ส่วนห้องพักหมายเลขหนึ่งไม่มีคนอยู่ เฟิงเสี่ยวฉีบอกว่าเขามาถึงที่นี่ก่อนห้าวันแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเห็นใครเข้ามาพัก แม้ว่าห้องนั้นจะถูกจองไว้แล้ว

ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่เสียงลิฟต์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เนิบนาบ

ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดทางการแบบตะวันตก สวมแว่นตา ใบหน้าดูใจดี เขาเดินเข้ามาหาพวกเขาและส่งยิ้มให้เฉินชวน

"เฉินชวน เราพบกันอีกครั้งแล้วนะ"

เฉินชวนจำได้ทันที เขาคือรุ่นพี่ที่เคยต้อนรับเขาในการสอบรอบสุดท้ายและเป็นคนแนะนำ "สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"

เขาถามขึ้นว่า

"รุ่นพี่มาหาผม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?"

ชายหนุ่มใส่แว่นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสูดลมหายใจแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม

"ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่ได้รับคำขอให้มาคุยกับนายเป็นการส่วนตัว"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 42 การจัดการ

คัดลอกลิงก์แล้ว