- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 31 เริ่มสอบ
บทที่ 31 เริ่มสอบ
บทที่ 31 เริ่มสอบ
ที่สนามสอบอาคารเก่าเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยง วันทั้งวันผ่านไปแต่การสอบก็ยังไม่เริ่มขึ้น
มีคนฉลาดบางคนคิดว่าอาจารย์จงใจทำแบบนี้ก็เพื่อทดสอบความอดทนและความมุ่งมั่นของพวกเขา ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การให้คะแนน นักเรียนส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะยอมรับกับความคิดนี้
ท้ายที่สุดแล้วการสอบรอบสองใช้ระบบการให้คะแนน โดยที่ผลลัพธ์สุดท้ายจะถูกตัดสินผ่านการประเมินของกรรมการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจเป็นอย่างมาก อาจจะไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามสอบ แต่อาจรวมถึงพฤติกรรมของพวกเขาทุกคนทั้งในและนอกสนามสอบ?
แน่นอนว่าถ้ามีนักเรียนที่สามารถเอาชนะรุ่นพี่ที่รับผิดชอบการต่อสู้ได้โดยตรงก็จะถือว่าผ่านการสอบทันที โดยไม่ต้องมีการให้คะแนนเพิ่มเติม แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้หวังไปถึงขนาดนั้น แค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ
อาจารย์หญิงคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ท่าทางของเธอแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ทำให้ผู้เข้าสอบด้านล่างไม่กล้าขยับตัวมากนัก บางคนอาศัยช่วงจิบน้ำหรือเข้าห้องน้ำเพื่อขยับร่างกายเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำบ่อยเกินไป บางคนถึงขั้นกลั้นไว้มาตลอด
ขณะนั้นเองอาจารย์หญิงเอียงศีรษะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีคนจากภายนอกเรียกเธอ เธอเดินออกไปพักหนึ่งก่อนจะกลับเข้ามาประกาศว่า
“นักเรียนสามารถพักได้ครึ่งชั่วโมง แต่ห้ามออกห่างจากสนามสอบมากเกินไป เวลา 12:45 จะทำการปิดสนามสอบ หากมาสายจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที”
นักเรียนทุกคนถอนหายใจโล่งอกรีบลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เพราะนั่งนิ่งเป็นเวลานานทำให้ร่างกายเมื่อยล้า
ขณะนั้นเองนักเรียนคนหนึ่งที่มีรูปร่างอวบอ้วน ศีรษะกลมมน และดูแข็งแรงมาก ลุกขึ้นยืนแล้วหยิบถุงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเนื้อวัวแห้งจากกระเป๋าสัมภาระของตัวเอง เนื้อวัวแห้งแต่ละชิ้นถูกห่อแยกกันอย่างดี เขาแจกให้กับนักเรียนรอบข้างและพูดว่า
“พวกนาย นี่เป็นเนื้อวัวแห้งที่บ้านฉันทำเอง ลองกินดูสิ อิ่มท้องดีนะ”
เขาส่งให้เพื่อนๆทีละคน และเพราะว่าเฉินชวนนั่งอยู่ใกล้ๆเพียงไม่กี่ที่นั่ง เขาจึงได้รับมาหนึ่งชิ้นด้วย เฉินชวนกล่าวขอบคุณแต่ไม่ได้กินทันที เพียงแค่เก็บมันลงกระเป๋า ตอนที่เขามาถึงเขากินเจลอาหารไปแล้วสามหลอดและเช้านี้แทบไม่ได้ใช้พลังงานมากนักจึงยังไม่รู้สึกหิว
เด็กหนุ่มอ้วนยังคงมีน้ำใจแจกเนื้อวัวแห้งให้กับเพื่อนคนอื่นๆต่อไป หลายคนที่กำลังรอคอยก็เริ่มรู้สึกหิวและรับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณ
อย่างไรก็ตามยังมีบางคนที่ปฏิเสธและเลือกที่จะกินอาหารที่นำติดตัวมาเอง บางคนถึงขั้นแสดงท่าทีเย็นชาและบอกให้เขาไปให้พ้น
แต่เจ้าหนุ่มอ้วนก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไร เขายังคงยิ้มแย้มและหยิบใบปลิวโฆษณาขึ้นมาจากกระเป๋าแจกให้กับคนที่รับเนื้อวัวแห้งพร้อมพูดว่า
“ถ้าชอบก็มากินที่ร้านอาหารตระกูลหานของฉันได้นะ ถ้าเป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ล่ะก็ ลดให้ 50% เลย! ส่วนใครที่ผ่านการสอบรอบสองได้ กินฟรีไปเลย!”
หลังจากที่ได้กินอะไรลงท้องนักเรียนหลายคนก็เริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ฟางจือหมิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะชวนเฉินชวนคุย
“เฉินชวน นายฝึกมานานแค่ไหนแล้ว?”
เฉินชวนตอบเรียบๆ
“ไม่นานเท่าไหร่”
ฟางจือหมิงพยักหน้า
“เหมือนกันเลย ตอนเด็กๆที่บ้านเกิดของฉันมีคุณลุงคนหนึ่งสอนวิชาหมัด ฉันเห็นแล้วรู้สึกสนใจก็เลยลองฝึกดู ลุงบอกว่าฉันมีพรสวรรค์ พ่อแม่ฉันเลยยอมเอาบ้านไปจำนองหาเงินก้อนหนึ่งมาจ้างอาจารย์ให้ฉันเรียน ตั้งแต่นั้นฉันฝึกทุกวันเช้าเย็น ตอนนี้ฝึกมาได้สองปีแล้ว…”
เขาพูดไปพลางเคี้ยวเนื้อวัวแห้งไปพลาง น้ำเสียงจึงฟังดูอู้อี้
“พูดตรงๆนะ ฉันก็ไม่มีความมั่นใจเลย ตอนที่โรงเรียนบอกว่าฉันผ่านการสอบรอบแรก ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลย แต่ครูบอกว่าต้องผ่านรอบสองก่อนถึงจะเป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยอู่ยี่อย่างเป็นทางการ ถ้าสอบได้แค่รอบแรกก็ไม่มีความหมาย พอผ่านรอบแรกแล้วฉันก็เลยลองดู”
ดูเหมือนว่าเขาจะพูดเพื่อระบายความเครียด พอเริ่มแล้วก็หยุดไม่ได้ เฉินชวนเพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ ไม่ได้มีท่าทีรำคาญแต่อย่างใด
.....
ขณะเดียวกันที่สนามสอบหมายเลข 3 เว่ยตงได้ยินว่ามีช่วงพัก เขาก็กระโดดลุกขึ้นทันที แทนที่จะนั่งหรือลุกขึ้นยืนเขากลับย่อตัวนั่งยองๆบนเก้าอี้และหันซ้ายหันขวาอย่างไม่หยุดนิ่ง
นักเรียนที่นั่งอยู่ข้างๆกำลังรับประทานอาหารรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเพราะตัวเองก็กำลังเครียดอยู่แล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า
“นายมองหาอะไรนักหนา? ลงมานั่งดีๆไม่ได้เหรอ? ไม่เมื่อยรึไง?”
เว่ยตงพูดขึ้นว่า
“ฉันมีเพื่อนที่รู้จักกันอยู่คนหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นเลย เขาลืมว่าวันนี้มีสอบหรือเปล่านะ?”
นักเรียนที่นั่งข้างๆพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า
“สนามสอบมีมากกว่าหนึ่งที่นะ คนที่นายหาน่ะอาจจะอยู่ที่สนามสอบอื่นก็ได้”
“อ๋อ มีหลายสนามสอบด้วยเหรอ?” เว่ยตงทำหน้าตาสะดุดใจ
พอเห็นว่าเว่ยตงเข้าใจเสียทีนักเรียนคนนั้นก็รู้สึกเหมือนได้ปลดภาระอะไรบางอย่างไป แต่ไม่นานนักเมื่อเห็นว่าเว่ยตงยังคงนั่งยองๆอยู่เหมือนเดิมก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอีกครั้ง
“นี่นายเป็นลิงรึไง? จะนั่งดีๆได้มั้ย?”
เว่ยตงตอบกลับไปทันที
“นี่นายด่าฉันเหรอ? นายด่าฉันใช่ไหม?”
นักเรียนคนนั้นก็เริ่มมีอารมณ์ขึ้นมา เขาลุกขึ้นยืนพลางพูดว่า
“เออ ด่าแล้วไง? อยากมีเรื่องหรือไง? ฉันพร้อมเสมอ!”
“ดี! ตอนนี้เลยมั้ย?”
เว่ยตงกระโดดลงจากเก้าอี้ ท่าทางกระตือรือร้นที่จะสู้
นักเรียนคนนั้นเห็นสีหน้าตื่นเต้นของเว่ยตงแล้วก็อึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะลดเสียงลงแล้วพูดว่า
“นายบ้ารึเปล่า? ไม่อยากสอบแล้วรึไง? นายไม่กลัวถูกตัดสิทธิ์สอบเหรอ?”
เว่ยตงเพียงแค่จ้องเขานิ่งๆราวกับไม่สนใจสิ่งใดอีก
นักเรียนคนนั้นเห็นว่าเว่ยตงเอาจริงก็รู้สึกเสียวสันหลังรีบหันหน้าหนีและนั่งกลับไปเงียบๆ ‘ช่างเถอะ ไปยุ่งกับหมอนี่ไม่คุ้ม’
เว่ยตงเห็นว่าคู่กรณีไม่เอาเรื่องแล้วก็ดูเหมือนจะผิดหวัง เขาเกาหัวเล็กน้อยก่อนจะกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วเดินออกไป
นักเรียนคนนั้นได้แต่นึกด่าในใจ ‘ขอให้หาทางกลับเข้าห้องสอบไม่เจอเถอะ’
เวลาพักครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอถึงเวลา 12:45 สนามสอบทั้งสี่แห่งถูกปิดอีกครั้ง นักเรียนทุกคนกลับเข้าสู่ความเงียบและความกดดันอันหนักอึ้ง
เวลาประมาณบ่ายโมงเจียงเว่ยป้านพร้อมคณะเดินออกมาจากห้องรับรองของโรงอาหารและมุ่งหน้ามายังอาคารเก่า
บรรดาอาจารย์ผู้รับผิดชอบการสอบเมื่อเห็นว่าในที่สุดเขาก็มาถึงก็ต่างรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
อาจารย์หนิงที่อยู่ข้างๆมาตลอดจึงรีบถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“คุรเจียง สามารถเซ็นเอกสารได้แล้วใช่ไหมครับ?”
เจียงเว่ยป้านพยักหน้ารับเบาๆ
ผู้ช่วยของเขารีบยื่นรายชื่อผู้เข้าสอบมาให้ เขากวาดตาดูครู่หนึ่งก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อด้านล่างแล้วพูดว่า
“เริ่มได้เลย รีบหน่อย นักเรียนก็ลำบากกันพออยู่แล้ว เราก็ควรทำให้มีประสิทธิภาพหน่อย”
อาจารย์หนิงรับเอกสารมาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย รีบเดินไปสั่งการกับผู้ช่วยอาจารย์อีกไม่กี่คนด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ จากนั้นเหล่าผู้ช่วยก็แยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว
ผู้ช่วยคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเจียงเว่ยป้านว่า
“จะไปสังเกตการณ์ที่สนามสอบไหนก่อนดีครับ?”
เจียงเว่ยป้านคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า
“อืม...ขอไปดูทุกที่สักรอบก็แล้วกัน”
เขาหยุดนิดหนึ่งแล้วถามขึ้นว่า
“ว่าแต่ ฉันได้ยินมาว่าสนามสอบที่สามกับที่สี่ยากกว่าที่อื่นใช่ไหม?”
ผู้ช่วยตอบว่า
“ใช่ครับ ที่นั่นมีนักเรียนที่ฝีมือค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร ทางเราจึงจัดให้มีนักเรียนรุ่นพี่ที่เก่งมากเป็นพิเศษไปทดสอบพวกเขา”
เจียงเว่ยป้านพยักหน้าแล้วพูดว่า
“งั้นไปดูที่สนามสอบที่หนึ่งก่อนละกัน”
ที่สนามสอบที่สี่ประตูถูกผลักออกอย่างแรง ผู้ช่วยอาจารย์คนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมถือรายชื่อสอบอยู่ในมือ เขาเดินตรงไปหาอาจารย์หญิงที่คุมสอบอยู่
อาจารย์หญิงรับรายชื่อมาเงยหน้าขึ้นและประกาศเสียงดังว่า
“เริ่มเรียกหมายเลขสอบ”
ทันใดนั้นภายในสนามสอบมีเสียงฮือฮาเบาๆและเสียงถอนหายใจโล่งอก แต่เมื่อสายตาอันแหลมคมของอาจารย์หญิงกวาดผ่านไปทุกคนก็นิ่งเงียบในพริบตา ไม่มีใครอยากถูกไล่ออกไปตอนนี้
อาจารย์หญิงกล่าวต่อไป
“นักเรียนที่ถูกเรียกหมายเลขให้ไปยังจุดสอบที่กำหนด ‘หมายเลข 115, 218, 93 ให้ไปที่สนามสอบที่หนึ่ง หมายเลข 3, 9, 492 ให้ไปที่สนามสอบที่สอง หมายเลข 207, 100...’”
ขณะที่เธออ่านรายชื่อไปเรื่อยๆ นักเรียนก็เริ่มสังเกตได้ว่าการจัดกลุ่มสอบครั้งนี้ไม่ได้เรียงตามหมายเลขลำดับ
เฉินชวนตระหนักได้ทันทีว่าถึงแม้จะมีหมายเลขอยู่ท้ายๆก็ไม่อาจวางใจได้ พวกเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา นี่น่าจะเป็นการจัดการโดยจงใจของหมาวิทยาลัย
เมื่อฟังจากการเรียกหมายเลขก็พอจะเดาได้ว่าสนามสอบที่สี่ถูกแบ่งเป็นห้าจุดสอบ คือสนามสอบที่หนึ่งถึงที่ห้า ซึ่งสอดคล้องกับรายชื่อของนักเรียนรุ่นพี่ระดับสูงทั้งห้าคนที่เคยได้รับมา แต่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับใครนั้นคงต้องรอดูกันต่อไป
ขณะนั้นเองประตูขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านในสุดของอาคารซึ่งปิดเงียบมาตลอดก็ถูกเปิดออก นักเรียนกลุ่มแรกที่ถูกเรียกหมายเลขจึงเดินออกไปตามทางเดินกว้างที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมและมุ่งหน้าไปยังจุดสอบที่กำหนด
เพียงแค่เจ็ดถึงแปดนาทีต่อมาก็มีการเรียกหมายเลขกลุ่มถัดไป ดูแล้วกระบวนการสอบก็ไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใด
แต่เมื่อการสอบดำเนินต่อไปก็เริ่มมีนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บปรากฏตัวขึ้น ทางโรงเรียนไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ ทุกคนสามารถมองเห็นได้จากประตูและหน้าต่างที่เปิดกว้างว่ามีนักเรียนบางคนถูกหามออกมาในสภาพหมดสติหรือกระดูกหัก
แน่นอนว่านักเรียนทุกคนล้วนเคยผ่านการทดสอบเข้ามาแล้ว และรู้ดีว่าการสอบรอบสองจะเข้มงวดและหนักหน่วงกว่ามาก ดังนั้นพวกเขาจึงมีการเตรียมใจไว้ล่วงหน้า
หนึ่งชั่วโมงต่อมานักเรียนรุ่นพี่ที่รับหน้าที่เป็นผู้ทดสอบเริ่มผลัดเปลี่ยนเวร ในช่วงนี้นักเรียนก็ได้รับอนุญาตให้พักเช่นกัน และข้อมูลของนักเรียนรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ทดสอบก็ถูกติดประกาศไว้ที่บอร์ด ทำให้นักเรียนต่างพากันพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น
“วันนี้สอบผ่านยากแน่ๆ ดูสิที่จุดสอบที่สามมีนักเรียนรุ่นพี่ชื่อไท่ตงเหว่ย พี่ชายฉันเคยบอกว่าหมอนี่เก่งมาก เขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแบบสุดๆ ฉันไม่อยากเจอเขาเลย”
นักเรียนหลายคนพยักหน้า แม้ว่าในข้อมูลจะไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่แค่ดูจากรูปร่างของเขาก็น่าหวั่นใจแล้ว หมอนี่สูง 195 ซม. หนัก 98 กิโลกรัม แค่นี้ก็น่ากลัวสุดๆ
ส่วนใหญ่ที่มาสอบก็ยังเป็นวัยรุ่น ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ แม้จะผ่านการฝึกฝนมาบ้าง แต่เรื่องประสบการณ์ พละกำลัง และขนาดร่างกายก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดมาก หากต้องเจอกับคู่ต่อสู้ระดับนี้ พวกเขาคงไม่รอดเกินหนึ่งกระบวนท่า แล้วถ้าไม่ได้แสดงฝีมือเลยจะไปหวังคะแนนได้ยังไง?
“ที่จุดสอบหนึ่งมี โจวซินโหรว สูง 185 ซม หนัก 82 กิโลกรัม เป็นนักเรียนปีสาม ถนัดเทคนิคล็อกข้อต่อ ได้ข่าวว่านักเรียนที่กระดูกหักไปหลายคนก็เพราะเจอเธอนี่แหละ”
“ส่วนที่จุดสอบห้า จงอู๋ นี่ยิ่งเวอร์เข้าไปใหญ่ สูง 202 ซม หนัก 220 กิโลกรัม นักเรียนปีสาม ถนัดทุ่มและล็อกตัว นี่มันเกินมาตรฐานไปหรือเปล่า!?”
นักเรียนหลายคนเริ่มหน้าซีด เหงื่อไหลพลั่ก รีบเปิดข้อมูลในมือพลางหวังว่าจะหาอะไรมาใช้เป็นแนวทางรับมือ
เฉินชวนคิดตามสถานการณ์อยู่เงียบๆ จากที่เห็นนักเรียนรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ทดสอบจะมีการผลัดเปลี่ยนเวร ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่เข้าสอบจริงๆมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะต้องเจอกับคู่ต่อสู้ระดับโหดเหล่านี้
แต่วิธีการเรียกหมายเลขสอบไม่ได้เป็นลำดับ นั่นหมายความว่าคู่ต่อสู้ของแต่ละคนอาจถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เขามองไปทางฟางจือหมิงเห็นว่าเจ้าตัวกำลังจ้องข้อมูลด้วยสีหน้าตึงเครียดก็เลยถามขึ้นว่า
“ฟาง นายเคยได้รับทุนจากสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันมั้ย?”
“หืม? อ้อ เรื่องนั้นเหรอ...” ฟางจือหมิงเกาหัวแล้วพูดว่า
“พ่อฉันบอกว่าอย่าไปเชื่อพวกที่เอาเงินมาให้ยืมง่ายๆ ฉันก็เลยไม่ได้รับทุนจากพวกเขา”
เฉินชวนพยักหน้าเบาๆ ‘ถ้าสิ่งที่ฉันคิดไว้ถูกต้อง คนที่ต้องเผชิญกับนักเรียนรุ่นพี่สุดโหดพวกนี้อาจจะเป็นพวกที่ปฏิเสธเงินทุนจากสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน...รวมถึงตัวฉันด้วย’
(จบบท)