เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 พลังสะท้านจิตทำลายขีดจำกัด (ตอนแรก)

บทที่ 32 พลังสะท้านจิตทำลายขีดจำกัด (ตอนแรก)

บทที่ 32 พลังสะท้านจิตทำลายขีดจำกัด (ตอนแรก)


เมื่อยามเย็นใกล้เข้ามาจำนวนผู้เข้าสอบในแต่ละสนามสอบลดลงไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงบางคนที่ยังต้องนั่งรออยู่ พวกเขาเริ่มเปลี่ยนจากความตื่นเต้นและคาดหวังเป็นความกระวนกระวายและความเหนื่อยล้า

การสอบตลอดทั้งวันนี้แม้จะเป็นบททดสอบด้านร่างกาย แต่สำหรับผู้เข้าสอบที่อยู่ที่นี่แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สิ่งที่ทำให้พวกเขาทรมานจริงๆคือความกดดันทางจิตใจ

เฉินชวนออกไปยืดเส้นยืดสายเป็นครั้งคราวในระหว่างช่วงพัก และแตกต่างจากคนอื่นๆเขาเชี่ยวชาญ วิชาลมหายใจ ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าสู่สภาวะพร้อมสอบได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ฝึกนำทางพลังลมหายใจก่อนเริ่มสอบ

เมื่อมีนักเรียนถูกเรียกตัวออกไปทีละคน จำนวนผู้เข้าสอบในสนามลดลงจนสามารถมองเห็นได้ชัด อาจารย์หญิงที่รับผิดชอบการคุมสอบเองก็ไม่เคร่งครัดเหมือนตอนต้นอีกแล้ว เธอยืนอยู่ที่ประตูจ้องมองออกไปด้านนอกอย่างเงียบๆไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงบ้าง เหล่าผู้เข้าสอบที่เหลือจึงเริ่มพูดคุยกัน

“เฮ้อ ดึกขนาดนี้แล้วพี่สาวของฉันยังรอฉันอยู่ข้างนอกเลย ไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่”

“พวกนาย ฟังนะ สอบเสร็จไม่ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ฉันจะเลี้ยงข้าวพวกนายมื้อหนึ่ง ยังไงพวกเราก็ได้เข้ามาในมหาวิทยาลัยอู่ยี่แล้วต้องฉลองกันหน่อย”

“จริงสิ บ้านนายเปิดร้านอาหารใช่ไหม? บอกว่าลดครึ่งราคาหรือเปล่า?”

เจ้าหนุ่มอ้วนหัวเราะแล้วพูดว่า

“ใช่ แต่มันไกลไปหน่อย ตอนกลางคืนอย่าเลย พวกนายมาตอนกลางวันดีกว่า ถ้าผ่านรอบสองกินฟรี ถ้าไม่ผ่านลดครึ่งราคา ฮ่าๆ”

“เพื่ออาหารมื้อนี้ ฉันผ่านให้ได้เลย!”

ในขณะนั้นอาจารย์หญิงเห็นผู้ช่วยสอบส่งสัญญาณให้เธอรู้ว่าผู้เข้าสอบชุดก่อนสอบเสร็จแล้ว เธอจึงหยิบรายชื่อออกมาหันกลับมาแล้วประกาศว่า

“หมายเลข 401, หมายเลข 16, หมายเลข 18 ไปยังสนามสอบที่หนึ่ง หมายเลข 392…”

ทันใดนั้นผู้เข้าสอบสิบห้าคนลุกขึ้นยืน รวมถึงบางคนที่กำลังพูดคุยอยู่ พวกเขารีบหยิบของแล้ววิ่งไปยังสนามสอบ

ผ่านไปได้ไม่ถึงเจ็ดหรือแปดนาที จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมกับเสียงอุทานตกใจ ทำให้ผู้เข้าสอบที่นั่งอยู่ใกล้ทางออกพากันลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่างและประตูเพื่อมองดูสถานการณ์

ฟางจือหมิงวางเอกสารลงแล้วพูดอย่างสับสน

“เกิดอะไรขึ้น?”

อาจารย์หญิงเดินไปที่ประตูมองออกไปข้างนอกก่อนจะหันกลับมาพูดอย่างเคร่งขรึมว่า

“ทุกคนกลับไปนั่ง การสอบถูกระงับชั่วคราว” เธอสั่งให้ผู้ช่วยคุมสอบดูแลที่นี่ ส่วนตัวเธอเองก็รีบเดินออกไป

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ดูเหมือนว่า...สนามสอบที่ห้าจะมีคนตาย…”

“ตาย…มีคนตายเหรอ?”

เมื่อผู้เข้าสอบได้ยินต่างก็รู้สึกหนาวสั่นและหวาดกลัว บาดเจ็บยังพอเข้าใจได้ แต่การที่มีคนตายขึ้นมาอย่างกะทันหันถือเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของพวกเขามาก แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนก็ตาม

“สนามสอบที่ห้า คนคุมสอบคือจงอู๋ใช่ไหม? ถ้ามีคนตายมหาวิทยาลับก็น่าจะเปลี่ยนผู้คุมการสอบใช่ไหม?”

“ใช่ๆ เปลี่ยนแน่นอน”

“ดีเลย แบบนี้สุดยอดไปเลย”

เมื่อได้ยินชื่อสนามสอบที่ห้า เฉินชวนลองนึกย้อนกลับไป จากรายชื่อที่เรียกก่อนหน้านี้คนที่ถูกส่งไปควรจะเป็น…

เขาเงยหน้ามองไปยังที่นั่งหนึ่ง ที่นั่นยังคงมีใบโฆษณาร้านอาหารวางอยู่และยังมีซองเนื้อแห้งที่ถูกทิ้งไว้

.....

ในสนามสอบที่สามเจียงเว่ยป้านกำลังนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของสนามสอบ หลังจากชมการประลองระหว่างผู้เข้าสอบกับนักเรียนรุ่นพี่เสร็จ เขากำลังรอคะแนนจากกรรมการสอบ ในตอนนั้นเองผู้ช่วยของเขาก็เดินเข้ามากระซิบข้างหูสองสามคำ

เจียงเว่ยป้านหรี่ตาและถามขึ้นทันที

“กรรมการสอบให้ความเห็นว่ายังไง?”

“กรรมการสอบมีความเห็นว่า…ต้องเปลี่ยนตัวผู้คุมสอบ นักเรียนที่กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษและจะมีการชดเชยให้กับครอบครัวของผู้เข้าสอบที่เสียชีวิตอย่างเหมาะสม…”

เจียงเว่ยป้านขมวดคิ้วกล่าวว่า

“การจัดการแบบนี้ไม่เหมาะสม ทุกคนที่มาสมัครสอบล้วนเซ็นสัญญาสละสิทธิ์ความรับผิดชอบโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ผู้ที่ทำหน้าที่ทดสอบเองก็ต้องรับแรงกดดันสูง ควบคุมไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ แล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนตัวผู้คุมสอบ? ถ้าจัดการแบบนี้ นักเรียนคนอื่นๆที่รับหน้าที่คุมสอบจะคิดยังไง? พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติหรือเปล่า? และเราจะสามารถทดสอบความสามารถที่แท้จริงของผู้เข้าสอบได้เหรอ?”

ผู้ช่วยสีหน้าลำบากใจ

“แต่ว่ากรรมการสอบ…”

เจียงเว่ยป้านลุกขึ้นยืน

“ฉันจะไปพบพวกเขาทันที”

ผู้ช่วยรีบหลีกทาง

“เชิญทางนี้ครับ กรรมการสอบอยู่ที่ห้องประชุม…”

สิบกว่านาทีต่อมาเจียงเว่ยป้านมาถึงห้องประชุมของสนามสอบที่สี่ พอเดินเข้ามาเขาก็กล่าวกับอาจารย์เกาชือและกลุ่มกรรมการสอบทันที

“ผมได้ยินมาว่าพวกคุณต้องการยกเลิกสิทธิ์ของผู้คุมสอบคนหนึ่งใช่ไหม?”

เย่วหงตอบว่า

“ใช่ เรากำลังหารือกันอยู่ นักเรียนจงอู๋ใช้กำลังมากเกินไปจนทำให้ผู้เข้าสอบเสียชีวิต แม้ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่นักเรียนคนนี้ก็ไม่ควรได้รับมอบหมายให้เป็นผู้คุมสอบอีกต่อไป”

เจียงเว่ยป้านปฏิเสธทันที

“ผมไม่เห็นด้วย การจัดการแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของนักเรียนคนอื่นๆมาก”

เขาหยุดไปชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ

“ผมเคยตรวจสอบประวัติของจงอู๋มาก่อน ตอนนี้เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยให้กับกรมกิจการพลเรือนและหลังจากจบการศึกษา เขาก็จะไปทำงานให้กับสมาชิกสภาท่านหนึ่ง นับว่าเป็นคนที่มีอนาคตไกล ถ้าหากเราจัดการกับเรื่องนี้ไม่ดีจะเป็นจุดด่างพร้อยในประวัติของเขา และยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนักเรียนที่จบจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ในสายตาของฝ่ายบริหารรัฐอีกด้วย”

อาจารย์บางคนแสดงความไม่พอใจต่อคำพูดของเขา แต่พวกเขาก็เข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของนักเรียนเพียงคนเดียว ความจริงแล้วเจียงเว่ยป้านไม่ได้ออกหน้าปกป้องจงอู๋โดยตรง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างเขาในฐานะตัวแทนฝ่ายสอบเข้ากับคณะกรรมการสอบที่ต้องการควบคุมกระบวนการสอบรอบสอง

เย่วหงกล่าวแย้งขึ้น

“พวกเราต้องดูแลนักเรียนที่ทำหน้าที่คุมสอบ แล้วทำไมถึงไม่ต้องดูแลผู้เข้าสอบด้วย? ถ้าจะคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้คุมสอบ แล้วสภาพจิตใจของผู้เข้าสอบล่ะ? เราไม่ต้องคำนึงถึงเลยเหรอ?”

เจียงเว่ยป้านมองเขาด้วยความแปลกใจราวกับไม่คิดว่าเขาจะพูดอะไรแบบนี้

เย่วหงยังอยากจะกล่าวอะไรต่อ แต่อาจารย์เกาชือยกมือขึ้นห้ามก่อนกล่าวว่า

“การสอบยังดำเนินอยู่ เนื่องจากคุณเจียงยืนยันแบบนี้ การจัดการเรื่องของจงอู๋สามารถพิจารณาอีกครั้งหลังจากสอบเสร็จไปแล้ว แต่ตั้งแต่นี้ไป การสอบที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาจะต้องมีการตรวจสอบร่วมกันโดยทั้งสองฝ่าย”

เจียงเว่ยป้านรู้ว่าในจุดนี้ คณะกรรมการสอบคงไม่ยอมถอยอีก เขามองไปที่เกาชือก่อนจะค่อยๆ กล่าว

“ข้อเสนอของอาจารย์เกายังฟังดูสมเหตุสมผล ผมยอมรับ”

เกาชือมองทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง

“คนที่มีหน้าที่ของตัวเองให้ไปทำ ส่วนที่เหลือไปสนามสอบที่ห้า”

ในสนามสอบที่สี่ เฉินชวนเดินไปที่ขอบหน้าต่างมองออกไปด้านนอกเงียบๆ เขาเห็นเจ้าหน้าที่พยาบาลสามคนกำลังเข็นเตียงพยาบาลออกมา ร่างที่อยู่บนนั้นถูกคลุมด้วยผ้าตั้งแต่หัวจรดเท้า มีเพียงเส้นผมที่ยังมองเห็นได้

บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน ผู้เข้าสอบที่อยู่รอบๆส่งเสียงพึมพำกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ต่างพากันกังวลถึงการสอบที่เหลือ หวังว่าผู้คุมสอบของสนามที่ห้าจะถูกเปลี่ยนตัว

สักพักต่อมาอาจารย์หญิงเดินกลับเข้ามาในสนามสอบ เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูหดหู่ลงเล็กน้อย “ผู้เข้าสอบทุกคน กลับไปยังที่นั่งของตัวเอง การสอบจะดำเนินต่อไป”

“อะไรนะ? ไม่เปลี่ยนคนงั้นเหรอ?”

“ไม่เปลี่ยน? เป็นไปไม่ได้!”

"ดูที่กระดานประกาศสิ"

เหล่าผู้เข้าสอบมองไปยังกระดานประกาศใกล้สนามสอบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งหมายความว่าสนามสอบที่ห้ายังคงใช้ผู้คุมสอบคนเดิม ทุกคนต่างพากันวิตกกังวลกลัวว่าตัวเองจะถูกส่งไปที่สนามสอบแห่งนั้น

เฉินชวนเดินกลับไปนั่งที่เดิมสีหน้าของเขานิ่งสงบอย่างยิ่ง

การสอบดำเนินต่อไป แต่ไม่นานก็มีผู้เข้าสอบคนแรกเลือกที่จะถอนตัวจากการสอบรอบสองเพราะเขาถูกจัดให้ไปสอบที่สนามที่ห้า

อย่างไรพวกเขาก็ผ่านการสอบรอบแรกมาแล้ว ต่อให้สอบรอบสองไม่ผ่านก็ยังถือว่าเป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ไม่มีความจำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

เมื่อมีคนแรกก็ย่อมมีคนที่สอง เมื่อผ่านไปอีกหลายรอบ เสียงของอาจารย์หญิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"หมายเลข 96, หมายเลข 398, หมายเลข 421 ไปยังสนามสอบที่ห้า…"

ฟางจือหมิงตัวสั่นไปทั้งร่างเพราะคราวนี้ถึงตาเขาแล้ว

"ฉัน…"

ขณะนั้นเองเขาเห็นเฉินชวนลุกขึ้นยืนทันทีแล้วเดินไปยังสนามสอบโดยไม่ลังเล

ไม่ไกลออกไปมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

"ฉันไม่สอบแล้ว ฉันขอถอนตัว" จากนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็เก็บของและก้มหน้าก้มตาเดินออกไปทางประตู

แต่เฉินชวนแม้แต่หันกลับไปมองก็ไม่ทำ

ฟางจือหมิงลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นเฉินชวนเดินไปข้างหน้า เขาก็กัดฟันแน่นและตัดสินใจเดินตามไปเช่นกัน ในเมื่อเฉินชวนกล้าไป ทำไมเขาจะไม่กล้า? ถ้าไม่ลองก็จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!

เหล่าผู้เข้าสอบที่เหลืออยู่ในสนามมองดูทั้งสองคนด้วยความตกตะลึง พวกเขากล้าจริงๆอย่างนั้นเหรอ? ไม่ห่วงชีวิตเลยหรือไง?

ขณะที่เฉินชวนเดินผ่านประตู อาจารย์หญิงที่อยู่ข้างประตูก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เธอรีบหันกลับไปมองแผ่นหลังของเฉินชวน

แต่เฉินชวนไม่ได้หยุด เขายังคงเดินไปอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวของเขาหนักแน่น เมื่อเดินไปถึงสุดทางเดินเขาหันไปมองกระดานประกาศข้างๆก่อนจะยื่นมือออกไปผลักประตูไม้หนาสองบานเปิดออก

สิ่งที่เผยให้เห็นเบื้องหน้าคือสนามสอบที่กว้างขวาง

สองฝั่งของสนามมีโต๊ะยาวตั้งเรียงรายอยู่ เจียงเว่ยป้านนั่งอยู่ที่ฝั่งขวาของสนามสอบ ตรงกลางด้านข้างของเขาคือผู้ช่วยและอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์

ตรงข้ามเขาคืออาจารย์เกาชือ ด้านซ้ายและขวาของเกาชือมีเย่วหงและอาจารย์เปียนเฟิง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เคยรับเขาเข้ามาเรียน นอกจากนี้ยังมีอาจารย์คนอื่นๆอีกหลายคน ผู้ช่วยยืนอยู่ด้านข้าง ส่วนด้านหน้าประตูมีเจ้าหน้าที่พยาบาลยืนอยู่

หลายคนมองเฉินชวนด้วยสายตาตกใจ น่าเสียดาย และเวทนา

และที่กลางสนามสอบ…

มีนักเรียนรุ่นพี่ร่างยักษ์สูงกว่าสองเมตรยืนอยู่ รูปร่างของเขาหนาทึบมหึมาเหมือนคนที่ถูกยืดออกด้านข้าง ให้ความรู้สึกราวกับโอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เมื่อยืนอยู่ที่นั่นพื้นดินเหมือนจะแน่นขึ้นไปด้วยน้ำหนักของเขา

ไหล่และแผ่นหลังของเขามีกล้ามเนื้อที่หนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นคอ ดวงตาของเขาเป็นเพียงเส้นเล็กๆ ใต้หน้าผากหนาทึบและที่น่ากลัวที่สุดคือฝ่ามือของเขา ทั้งสองข้างใหญ่จนดูเหมือนจะสามารถห่อศีรษะของคนธรรมดาได้ทั้งหัวในทีเดียว

ฟางจือหมิงที่เดินตามหลังเฉินชวนเข้ามาเห็นภาพนี้แล้วก็ตกตะลึง ตัวแข็งทื่อ ก่อนที่จะได้เห็นชายคนนี้ เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่ารูปร่างของเขาจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อเห็นกับตาเขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่เดินตามเข้ามา แต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีทางถอยอีกต่อไป เขากัดฟันแน่นแล้วพยายามยืนตรง

กรรมการสอบคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

“มีผู้เข้าสอบมาเพียงสองคนเหรอ? หมายเลข 398 ขึ้นมาทดสอบก่อน”

เย่วหงกล่าวเตือนขึ้น

“เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เราแนะนำให้คุณสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน”

ฟางจือหมิงรีบพยักหน้ารับคำ แม้ว่าจะไม่สามารถรับมือได้ แต่ขอแค่ต้านทานให้ได้สองสามกระบวนท่าก็น่าจะพอแล้ว เขาเดินไปที่ด้านข้างหยิบชุดป้องกันขึ้นมาสวมใส่จนเรียบร้อยก่อนจะก้าวขึ้นไปยืนตรงหน้าจงอู๋

เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีที่มีส่วนสูงเพียง 170 เซนติเมตร ยืนอยู่ตรงหน้านักเรียนรุ่นพี่ที่สูงใหญ่เป็นภูเขา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในตอนนั้นเองฟางจือหมิงถึงได้ตระหนักถึงพลังคุกคามที่อีกฝ่ายส่งออกมา เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่กระจายออกมาจากร่างกายอันมหึมานั้น ลำคอของเขาแห้งผากก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มต่ำกล่าวขึ้น

"สวัสดี ฉันชื่อจงอู๋"

ฟางจือหมิงสูดหายใจลึกพยายามควบคุมเสียงให้มั่นคงแล้วตอบกลับไป

"ฟางจือหมิง"

เมื่อทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันการสอบก็เริ่มขึ้นทันที

ฟางจือหมิงตัดสินใจเป็นฝ่ายลงมือก่อน มิฉะนั้นเขาอาจไม่มีโอกาสได้ลงมือเลย เขาร้องเสียงต่ำก่อนจะพุ่งเข้าไป ชกเข้าที่หน้าท้องของอีกฝ่าย

หมัดแล้วหมัดเล่า

เขาออกหมัดต่อเนื่องกว่าสิบครั้ง แต่ทุกหมัดที่โจมตีลงไปกลับเหมือนทุบลงบนลูกบอลยางหนาแน่น ไม่มีผลกระทบต่อจงอู๋แม้แต่น้อย

เขาเงยหน้าขึ้นมองแล้วพบว่าจงอู๋ก้มลงมองเขาพร้อมกล่าวขึ้น

"อ้อ? นายเริ่มแล้วเหรอ?"

จากนั้นจงอู๋ก็ยื่นมือออกมาคว้า ฟางจือหมิงรีบถอยหลบ แต่มือของจงอู๋ใหญ่เกินไป แม้จะดูเหมือนเคลื่อนที่ช้า แต่กลับรวดเร็วผิดคาด

มือขนาดใหญ่คว้าเข้าที่แขนของเขา

“ฉัน… ฉันขอยอมแพ้!” ฟางจือหมิงตระหนักถึงความต่างในพละกำลังรีบตะโกนออกไปทันที

แต่ดูเหมือนว่าจงอู๋จะไม่ได้ยิน เขายกฟางจือหมิงขึ้นเหมือนหิ้วลูกไก่

ฟางจือหมิงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

"หยุดเดี๋ยวนี้!"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 32 พลังสะท้านจิตทำลายขีดจำกัด (ตอนแรก)

คัดลอกลิงก์แล้ว