- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 26 จู่โจมช่องว่าง
บทที่ 26 จู่โจมช่องว่าง
บทที่ 26 จู่โจมช่องว่าง
ศิษย์พี่เหยียนยืนประจันหน้ากับเฉินชวนอีกครั้ง เขาไม่ได้ลังเลหรือหวาดกลัวเพียงเพราะพลาดไปหนึ่งครั้ง แต่กลับเดินหน้ากดดันอีกครั้ง
หลังจากลองเชิงไปสองสามครั้ง เขาก็พลันบิดตัวก่อนจะพุ่งเข้ามาเตะไปที่ชายโครงของเฉินชวน เมื่ออีกฝ่ายยกแขนขึ้นกันได้ทัน เขาก็เปลี่ยนท่าต่อเนื่องทันที ใช้เท้าหมุนเตะกวาดไปยังบริเวณต้นคอของเฉินชวน
ดูเหมือนท่าโจมตีนี้จะคล้ายกับรอบก่อนหน้า แต่หากสังเกตให้ดีครั้งก่อนเป็นเพียงท่าหลอกที่เตะจริงแค่จังหวะเดียว แต่ครั้งนี้ทั้งสองจังหวะเป็นการโจมตีเต็มแรงและที่สำคัญคือ การเชื่อมต่อของทั้งสองท่ารวดเร็วจนแทบไม่เปิดช่องโหว่ให้หลบหลีก
เฉินชวนเลือกใช้แขนรับปัดรับการโจมตีก่อนจะใช้มืออีกข้างตบเข้ากับแรงเตะของอีกฝ่าย เพื่อดูดซับแรงกระแทก ทำให้สามารถสลายการโจมตีของศิษย์พี่เหยียนทั้งสองจังหวะได้อย่างสมบูรณ์ ร่างกายส่วนบนแทบไม่ไหวติง
ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้ตัวตนที่สองเลย แต่พึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองล้วนๆ
มีคนในฝูงชนสังเกตเห็นถึงความแตกต่างและกระซิบเบา ๆ
“วิชาลมหายใจ...!”
โดยปกติแล้วหากนักสู้ฝึก วิชาลมหายใจ โดยไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็เหมือนกับการเผาผลาญพลังชีวิตและศักยภาพของตนเอง ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถทนรับแรงกดดันนั้นได้ ดังนั้นนักสู้ที่มีพื้นฐานแน่นหนามักจะเริ่มฝึกมันหลังอายุยี่สิบปีเป็นต้นไป
แต่ในสายตาของพวกเขา เฉินชวนถึงแม้จะตัวสูง แต่ก็คงอายุไม่เกิน 16-17 ปีเท่านั้น หากสามารถใช้ วิชาลมหายใจ ได้ขนาดนี้ เขาต้องเป็นศิษย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษจากสำนักแน่ๆ!
หลังจากออกอาวุธไปสองครั้ง ศิษย์พี่เหยียนก็พอจะจับทางได้แล้ว เฉินชวนมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เร็วมาก สามารถคว้าโอกาสและรับมือได้ดี แถมยังใช้ วิชาลมหายใจ ได้อย่างคล่องแคล่วซึ่งทำให้เขาเจอกับความยากลำบากขึ้นมาก
แต่ปัจจัยที่กำหนดชัยชนะในสนามประลองไม่ได้มีแค่ความสามารถของนักสู้เท่านั้น
เขาเหลือบมองที่เท้าของเฉินชวนเล็กน้อย จากการโจมตีสองครั้งที่ผ่านมา เขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง...เฉินชวนไม่ได้ขยับตัวหลบเลย ใช้วิธีรับแรงโดยตรงหนึ่งครั้ง อีกครั้งเลือกใช้การป้องกัน แต่ไม่ได้มีการตอบโต้กลับทันที
นี่ทำให้เขามั่นใจได้ว่าคู่ต่อสู้ยังไม่ชินกับเวทีที่มีพื้นยืดหยุ่นซึ่งส่งผลต่อการถ่ายเทน้ำหนักตัวและแรงส่งของเขา
แม้จะแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ในศึกต่อสู้ที่แท้จริงความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ทั้งหมดได้ ถ้าเขาสามารถใช้จุดอ่อนนี้ให้เป็นประโยชน์ก็จะสามารถควบคุมจังหวะของการต่อสู้ได้
และหากปล่อยให้คู่ต่อสู้อยู่ในสภาพที่ต้องตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถโจมตีสวนกลับได้ ความหงุดหงิดก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นและนั่นเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการจู่โจมเพื่อชัยชนะ
ตลอดช่วงสามสิบวินาทีต่อมา ศิษย์พี่เหยียนเป็นฝ่ายบุกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เฉินชวนเพียงตั้งรับและหลบหลีก ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก
แต่ความจริงแล้วเป้าหมายของเฉินชวนไม่ใช่การเอาชนะศิษย์พี่เหยียนในตอนนี้ สิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือการสังเกตและจับจังหวะการหายใจของคู่ต่อสู้
เขาจำคำของอวี๋กังได้ดี...
"ตราบใดที่สามารถทำให้จังหวะลมหายใจของอีกฝ่ายเสียสมดุลได้ ไม่ว่าจะเป็น วิชาลมหายใจ หรือ พลังแฝง ก็จะไม่สามารถใช้ได้อย่างราบรื่นอีกต่อไป"
แม้เขาจะยังไม่แน่ใจว่าศิษย์พี่เหยียนมีพลังแฝงหรือไม่ แต่การใช้เขาเป็นคู่ซ้อมเพื่อฝึกการสังเกตและโจมตีจุดอ่อนก็ถือเป็นโอกาสที่ดี
ขณะที่เฉินชวนกำลังต่อสู้กับศิษย์พี่เหยียนอยู่บนเวที โค้ชกู่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มสองคน
หากเฉินชวนหันไปมองเขาจะจำชายหนุ่มสองคนนั้นได้ทันที พวกเขาคือ เซิ่งไห่และเหลียงทง คนที่เขาเคยพบในงานเลี้ยงจบการศึกษา
โค้ชกู่เดินพลางพูดกับพวกเขาว่า
"พวกเธอสามารถเดินดูรอบๆที่นี่ได้เลย นักสู้ที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยเดียวกับพวกเธอ ไม่ต่างจากที่พวกเธอคุ้นเคยนัก"
เซิ่งไห่รีบกล่าว
"ขอบคุณมากครับ โค้ชกู่"
โค้ชกู่ยิ้มพลางกล่าว
“ไม่เป็นไรหรอก แม้ว่าจะอยู่กันคนละสาขา แต่ทุกคนก็เป็นสมาชิกของ สำนักหมัดเหล็ก เหมือนกัน ถ้าเป็นในยุคเก่านั่นหมายถึงพวกเธอเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเลยนะ อนาคตของสำนักก็ต้องฝากไว้กับพวกคนหนุ่มสาวนี่แหละ…หืม? วันนี้ดูคึกคักจัง แถมเจ้าหนุ่มที่ซ้อมกับเสี่ยวเหยียนฉันก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแฮะ”
ทันใดนั้นเองเหลียงทงก็อุทานออกมาอย่างตกใจ
โค้ชกู่หันไปมองเขาแล้วเห็นว่าสายตาของเหลียงทงจ้องไปที่เวที เขาจึงพยักพเยิดคางไปทางนั้นแล้วถาม
“หรือว่าเธอรู้จักเด็กหนุ่มคนนั้น?”
เหลียงทงรีบตอบ
“ดูเหมือนเขาจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผมจากโรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง ผมเคยแจกโบรชัวร์ของสำนักเราให้เขาด้วย”
โค้ชกู่พยักหน้า
“งั้นเหรอ? ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงมาหาพวกเรา”
เหลียงทงเก้อเขินขึ้นมาทันที รีบพูดแก้ตัว
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ โค้ชกู่ ผม…”
โค้ชกู่หัวเราะก่อนโบกมือ
“ไม่ต้องอธิบายหรอก สำนักเราเปิดรับทุกคน ตราบใดที่ไม่ได้มาหาเรื่องใครจะมาเราก็ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว”
ในตอนนั้นเองเสี่ยวเหลียงก็เห็นโค้ชกู่เข้ามา เขารีบวิ่งเข้ามาหาและถอนหายใจโล่งอก
“โค้ชกู่! ในที่สุดคุณก็มา!”
โค้ชกู่ถาม
“มีอะไรหรือเปล่า?”
เสี่ยวเหลียงชี้ไปที่เวทีแล้วพูด
“เจ้าหนุ่มคนนั้น…ก็คือคนที่คุณเคยบอกให้ผมแจ้งให้คุณรู้ ถ้าเขามาที่นี่อีก”
“คนที่เคยมาเหรอ?”
โค้ชกู่ขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พลันนึกขึ้นได้ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เธอหมายถึง…เจ้าหนุ่มที่เตะกระสอบทรายจนแตกคราวก่อนเหรอ?”
เสี่ยวเหลียงพยักหน้าอย่างลังเล
“น่าจะใช่ครับ…ไม่น่ามีใครอื่นแล้ว”
โค้ชกู่ละสายตาจากพวกเขาแล้วเดินตรงไปยังเวทีทันที ผู้คนรอบๆเมื่อเห็นว่าเป็นเขาต่างก็พากันหลีกทางและกล่าวทักทายเขาเป็นระยะ
เขาพยักหน้ารับทุกคำทักทายก่อนจะยืนประจำที่แล้วเริ่มสังเกตสถานการณ์บนเวที
สิ่งที่เขาเห็นคือเฉินชวนกำลังตั้งรับอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนจะไม่มีการโจมตีกลับเลย
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะระดับฝีมือไม่ถึง แต่หลังจากมองอย่างละเอียดแล้วเขาพบว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น
การตั้งรับของเฉินชวนรัดกุมเป็นอย่างมากไม่มีช่องว่างให้โจมตีได้เลย อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา เท้าของเขาแทบไม่ขยับจากจุดเดิม แสดงให้เห็นว่าเขาควบคุมร่างกายได้ดีและไม่ได้ตกเป็นรอง
ในแง่ของศาสตร์การต่อสู้ การป้องกันนั้นยากกว่าการโจมตี หากเขาสามารถรักษาท่าทีเช่นนี้ได้ นั่นหมายความว่าความสามารถของเขาไม่ได้ด้อยเลย
แต่…ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ถึง แล้วทำไมถึงไม่โจมตีกลับ?
หรือว่าเขากำลังไว้หน้าอีกฝ่าย? ต้องการให้ศิษย์พี่เหยียนยอมแพ้เอง?
ไม่หรอกสำนักมวยไม่ใช่ที่สำหรับให้ใครมาเล่นเกมถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่นี่มีแต่การพิสูจน์ตัวเองผ่านการต่อสู้เท่านั้นถึงจะได้รับความเคารพจากผู้อื่น
โค้ชกู่เฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของเฉินชวนและเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง เขาคิดในใจ
"หมอนี่กำลัง…จับจังหวะลมหายใจของคู่ต่อสู้งั้นเหรอ?"
ในตอนนี้เองเฉินชวนก็ค่อยๆวิเคราะห์จังหวะของศิษย์พี่เหยียนจนเข้าใจ
จังหวะการเคลื่อนไหวของศิษย์พี่เหยียนสอดคล้องกับ วิชาลมหายใจ อย่างแนบเนียน และหากสามารถทำให้จังหวะนี้เสียสมดุลได้จะทำให้พลังและความเร็วของเขาลดลงอย่างมาก
เมื่อศิษย์พี่เหยียนพุ่งเข้ามาอีกครั้งและเตะออกไป เฉินชวนก็ไม่ได้ยืนรับอยู่กับที่อีกต่อไป
เขาก้าวขวาออกไปหนึ่งก้าวพร้อมกับใช้มือซ้ายปัดผ่านบริเวณสีข้างของคู่ต่อสู้
แม้ว่าเหยียนจะเตรียมพร้อมรับมือ แต่ด้วยความเคยชินของร่างกายทำให้เขาไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ส่งผลให้เขาไม่สามารถปัดป้องการโจมตีนี้ได้!
แม้ว่าการโจมตีครั้งนี้ของเฉินชวนจะรวดเร็ว แต่พลังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาเต็มที่ เรียกได้ว่าเป็นเพียงการเฉียดผ่านเท่านั้น
ทว่าการโจมตีที่ดูเหมือนไม่มีน้ำหนักนี้กลับทำให้พลังของศิษย์พี่เหยียนซึ่งเคยแน่นเป็นหนึ่งเดียวเกิดช่องโหว่ จังหวะการหายใจของเขาถูกรบกวนและส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทันที ทำให้กระบวนท่าของเขาถูกสะดุดกลางคันและเกิดอาการชะงักไปเล็กน้อย
เฉินชวนไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เขาหมุนตัวและใช้ศอกกระแทกเข้าไปที่ต้นคอของศิษย์พี่เหยียนอย่างรุนแรง
อีกฝ่ายไม่มีแม้แต่เสียงร้องออกมา ก่อนที่ร่างจะเสียสมดุลและล้มลงไปกระแทกพื้นเวทีดัง ตุบ!
เสียงโห่ร้องดังขึ้นทันที
"ศิษย์พี่เหยียนล้มแล้ว! รีบพยุงเขาขึ้นมาเร็ว!"
"รีบเอาน้ำมาสาด! เดี๋ยว...ไม่ต้องก็ได้? ก็เขาเคยสาดฉันนี่!"
ขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น โค้ชกู่ก็ก้าวออกมาจากกลุ่มคน เมื่อทุกคนเห็นเขา เสียงพูดคุยก็ค่อยๆลดลงและเวทีเงียบลงทันที
เขาเงยหน้ามองเฉินชวนบนเวทีแล้วเอ่ยถาม
"เจ้าหนุ่ม มาจากสำนักไหน?"
เฉินชวนส่ายหัว
"ผมไม่ได้อยู่สำนักไหนหรอกครับ แค่ฝึกซ้อมเองตามใจตัวเอง วันนี้มาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์"
เมื่อได้ยินคำตอบนี้สีหน้าของโค้ชกู่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
นี่หมายความว่าเฉินชวนไม่ได้มาหาเรื่อง ถ้าเขามาที่นี่เพื่อแสดงอำนาจของสำนักตนเอง ปกติแล้วจะต้องประกาศชื่อให้ทุกคนรู้
เขายิ้มบางๆก่อนจะพูดขึ้น
"งั้นถ้าเป็นการแลกเปลี่ยนล่ะก็... เจ้าหนุ่ม ฉันจะเป็นคู่ซ้อมให้เธอเอง ดีไหม?"
เฉินชวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นี่น่าจะเป็นโค้ชกู่ที่เสี่ยวเหลียงเคยพูดถึง
เขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบ
"ถือเป็นเกียรติของผมเลย!"
"โค้ชกู่ขึ้นเวทีเองเลยเหรอ? "
"เฮ้! เจ้าหนุ่ม ระวังโดนน้ำสาดล่ะ ฮ่าๆๆ"
โค้ชกู่เดินไปที่มุมหนึ่งของเวที ถอดเสื้อนอกออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดฝึกของ สำนักหมัดเหล็ก ก่อนจะเริ่มต้นวอร์มร่างกาย
ขณะเดียวกันที่ด้านล่างเวที
เซิ่งไห่หันไปกระซิบกับเหลียงทง
"เขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของนายจริงเหรอ? ศิษย์พี่เหยียนยังสู้ไม่ได้เลยนะ ฉันว่าแล้ว หมอนี่ไม่ธรรมดา"
เหลียงทงยังคงอึ้งอยู่ ศิษย์พี่เหยียนเป็นนักสู้ที่มีประสบการณ์ ทุกคนต่างรู้กิตติศัพท์ของเขา แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับเฉินชวน
"ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเฉินชวนเคยบอกว่าเขาแค่มีพื้นฐานมานิดหน่อย... ถ้านี่คือนิดหน่อยแล้วของจริงจะขนาดไหน?"
เมื่อเหลียงทงนึกย้อนกลับไป พลันแววตาของเขาก็สว่างขึ้นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"จริงสิ! ฉันเคยได้ยินมาว่าในห้องสี่มีคนสอบเข้า มหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้! หรือว่าจะเป็นเขา?"
เซิ่งไห่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจขึ้นมาทันที
"มหาวิทยาลัยอู่ยี่? ถ้าเป็นแบบนั้นก็สมเหตุสมผลเลยล่ะ!"
เหลียงทงพูดต่อ
"แต่ตอนอยู่โรงเรียนฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเขาเป็นนักสู้ฝีมือดีขนาดนี้"
เซิ่งไห่ส่ายหัวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม
"แสดงว่าเขาต้องเป็นพวกที่เก็บตัวไม่อวดเก่ง"
เขามองไปที่เฉินชวนบนเวทีด้วยสายตานับถือ
"พวกเราอายุเท่านี้ ถ้าได้ฝึกมวยไปบ้างก็คงอดไม่ได้ที่จะแสดงให้คนอื่นเห็น ตอนฉันเรียนมวยมาใหม่ๆก็เป็นแบบนั้น อยากโชว์ให้พวกผู้หญิงดูจะตายไป"
"แต่เฉินชวนมีฝีมือขนาดนี้กลับไม่เคยพูดหรือแสดงออกอะไรเลย แสดงว่าเขามีการควบคุมตัวเองที่ดีมาก"
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน โค้ชกู่ก็เสร็จสิ้นการวอร์มร่างกาย เขาก้าวข้ามเชือกกั้นของเวทีแล้วเดินเข้าไปยืนประจันหน้ากับเฉินชวน
(จบบท)