เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 การเผชิญหน้า

บทที่ 25 การเผชิญหน้า

บทที่ 25 การเผชิญหน้า 


หลังจากได้รับข้อมูลจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ เฉินชวนก็เดินทางตรงไปยัง บ้านแห่งนักสู้ เมื่อไปถึงเขาพบกับอวี๋กังและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟัง

อวี๋กังถามว่า

“หมายความว่านายปฏิเสธทุนสนับสนุนสินะ?”

เฉินชวนตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ใช่ครับคุณอวี๋ ผมไม่อยากให้ตัวเองต้องถูกควบคุมโดยสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

อวี๋กังพยักหน้า

“ก็ดีที่นายตัดสินใจได้เอง เอาข้อมูลนักศึกษาที่นายได้รับมาให้ฉันดูหน่อย”

เฉินชวนหยิบเอกสารจากกระเป๋าสะพายแล้วยื่นให้อวี๋กังรับไปเปิดดูทีละแผ่นก่อนกล่าวว่า

“ข้อมูลที่มีไม่ได้ถือว่าน้อยแต่ก็คลุมเครือมาก มันยากที่จะวางแผนการซ้อมที่เฉพาะเจาะจงจากข้อมูลพวกนี้”

เฉินชวนพยักหน้า ข้อมูลในเอกสารมีเพียงชื่อ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และความถนัดของนักศึกษารุ่นพี่เท่านั้น ไม่มีรายละเอียดเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ได้มากนัก

อวี๋กังกล่าวต่อ

“พอนายปฏิเสธทุนสนับสนุนนั่นหมายความว่านายจะไม่มีข้อได้เปรียบด้านข้อมูลเลย ที่เหลือก็มีแค่ฝีมือของนายเองล้วนๆที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกนั้นโดยตรง”

เฉินชวนยิ้มบางๆ

“ผมจะลองดูสักตั้ง”

ความจริงแล้วหลังจากที่เขาเรียนรู้ วิชาหมัดสะท้านจิต มาได้ เขาก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถต่อกรกับนักศึกษารุ่นพี่ที่เชี่ยวชาญพลังแฝงได้แล้ว ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง แต่ไม่รู้เพราะอะไรหลังจากการต่อสู้บนถนนเมื่อวานแม้จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความรู้สึกที่เคยมองนักศึกษารุ่นพี่เป็นเหมือนยอดเขาสูงที่อยู่ไกลเกินเอื้อมกลับหายไปอย่างสิ้นเชิง

อวี๋กังดูเหมือนจะสังเกตเห็นถึงสภาพจิตใจของเขาจึงถามด้วยเสียงทุ้ม

“ไอ้หนู เมื่อวานหลังจากกลับไปแล้วนายไปเจอใครมาหรือเปล่า?”

เฉินชวนประหลาดใจกับความเฉียบแหลมของอวี๋กังแต่เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไร

“เมื่อวานผมถูกโจมตีโดยพวกที่น่าจะเป็นคนของแก๊งค์ใต้ดิน”

อวี๋กังพินิจมองเขาแล้วกล่าว

“งั้นก็แปลว่านายผ่านประสบการณ์การต่อสู้ของจริงมาบ้างแล้ว นั่นก็ไม่เลวนะ”

เขาไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นเรื่องธรรมดาในฝั่งตะวันตกของเมืองที่นี่ ผู้คนต้องรับมือกับกลุ่มอิทธิพลมืดเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้นเฉินชวนเป็นหลานชายของเหนียนฟู่ลี่ เรื่องพวกนี้เขาไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ

“กลับมาที่เรื่องการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกันต่อ” อวี๋กังกล่าว

“การมีข้อมูลก็เป็นแนวทางการสู้แบบหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีข้อมูลก็ต้องใช้วิธีอื่น ฉันแนะนำว่าเดือนนี้นายควรเพิ่มประสบการณ์จริงให้มากขึ้น เจอกับคู่ต่อสู้ที่มีสไตล์การต่อสู้ที่หลากหลาย ตอนนี้ลู่เคอไม่เพียงพอจะเป็นคู่ซ้อมให้นายแล้ว”

“นายสามารถไปท้าประลองกับโรงฝึกมวยบางแห่งโดยใช้ข้ออ้างว่าต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ พวกนักสู้ที่ดีส่วนใหญ่จะไม่ปฏิเสธคู่ซ้อมที่แข็งแกร่ง แต่นายก็ต้องเลือกสถานที่ให้ดี โรงฝึกบางแห่งไม่คิดแบบนั้น ถ้านายไม่มีเส้นสายพวกนั้นอาจหาทางเล่นงานให้พิการเลยก็ได้”

ที่จริงแล้วยังมีอีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือเข้าไปสู้ในสนามมวยใต้ดินที่เปิดโดยสองแก๊งใหญ่ ซึ่งที่นั่นเขาจะได้พบกับคู่ต่อสู้ที่หลากหลายที่สุด แต่เพราะเฉินชวนเป็นหลานของเหนียนฟู่ลี่ อวี๋กังจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงมัน

เฉินชวนพยักหน้ารับ ขณะที่พิจารณาทางเลือกของตัวเองโรงฝึกมวยแห่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด สำนักหมัดเหล็ก สถานที่ที่เขาเคยไปเมื่อครั้งก่อนบรรยากาศที่นั่นไม่ได้แย่และยังอยู่ใกล้ที่นี่พอดีบางทีนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

หลังจากซ้อมพื้นฐานตามปกติ เฉินชวนก็ออกจาก บ้านแห่งนักสู้ แต่หัววันและออกวิ่งตรงไปยังสำนักหมัดเหล็กที่ตั้งอยู่ในเขตซีเกิง

เวลานี้ยังค่อนข้างเร็ว ป้ายไฟด้านนอกของสำนักยังไม่ได้เปิด และภายในมีนักเรียนฝึกซ้อมอยู่เพียงไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นนักสู้หลักของสำนักนี้

เสี่ยวเหลียงกำลังฝึกซ้อมการออกหมัดโดยใช้สายยืดออกกำลัง เมื่อเห็นเฉินชวนเดินเข้ามาเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะจำขึ้นมาได้ว่าครั้งก่อน โค้ชกู่ เคยบอกเขาว่าหากชายหนุ่มคนนี้กลับมาให้แจ้งให้เขารู้

แต่พอเห็นเฉินชวนอีกครั้งเสี่ยวเหลียงก็รู้สึกลังเลขึ้นมาเล็กน้อย เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองจำผิดคนหรือเปล่า เพราะแม้รูปลักษณ์ของเฉินชวนจะดูดี แต่เขากลับไม่มีรังสีของนักสู้ที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนเลย

เฉินชวนเดินตรงเข้าไปทักทายพลางยิ้ม

"พี่ชาย ไม่ได้มาซะนานเลย วันนี้เริ่มฝึกกันเลยได้ไหม?"

"เอ่อ…ได้ยินว่าที่นี่สามารถท้าประลองกับนักสู้ได้ใช่ไหม? วันนี้พอจะมีโอกาสไหม?"

เสี่ยวเหลียงรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย เขามองเฉินชวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยความลังเล

"งั้น…จะรบกวนรอสักครู่ได้ไหม?โค้ชของเราพึ่งออกไปข้างนอก…"

ขณะที่กำลังพูดอยู่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง

“จะไปหาถึงโค้ชทำไมล่ะ? ให้ฉันลองเองก็พอ”

ชายร่างกำยำลุกขึ้นจากเบาะฝึกซ้อมแล้วเดินเข้ามาใกล้

เขาดูจะอายุราว 26-27 ปี ใบหน้าแข็งกระด้างเต็มไปด้วยร่องรอบการต่อสู้ หน่วยก้านบึกบึนทั่วทั้งร่างคอของเขามีผ้าขนหนูสีขาวพาดไว้ สายตาจับจ้องเฉินชวนตรงๆขณะเดินเข้ามา

เสี่ยวเหลียงรีบแนะนำ

“นี่คือศิษย์พี่เหยียน หนึ่งในนักสู้มากประสบการณ์ของสำนักเรา”

ศิษย์พี่เหยียนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินชวน ตอนแรกเขาคิดว่าเฉินชวนเป็นแค่พวกมือใหม่ที่เรียนรู้มานิดหน่อยแล้วคิดว่าตัวเองเก่ง พวกที่มักจะมาท้าทายต่างถูกเตะออกจากสำนัก แต่เมื่อมองดูแล้วกลับไม่เห็นความตื่นตระหนกหรือความพยายามฝืนอะไรจากเขาเลย

เขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก

"น่าสนใจนี่ สนใจสู้กับฉันไหม?"

เฉินชวนไม่ได้เลือกคู่ต่อสู้ เขาก็อยากจะทดสอบความสามารถของนักสู้รุ่นพี่ของสำนักนี้เหมือนกัน

"ได้เลยครับ"

“จะใช้เครื่องป้องกันไหม?”เหยียนถาม

“ไม่จำเป็นครับ”เฉินชวนตอบ

เหยียนหัวเราะร่วน

"กล้าดี! งั้นก็อย่ามาร้องเจ็บทีหลังล่ะ"

เฉินชวนยิ้มบางๆ

"คงไม่ถึงขนาดนั้น"

"ฉันถูกใจนาย! ฉันชอบพวกที่ไม่ปอดแหกแบบนี้" เหยียนยกนิ้วโป้งให้ก่อนจะดึงผ้าขนหนูออกจากคอแล้วเดินไปวอร์มร่างกาย

เฉินชวนถอดเสื้อนอกออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตแขนสั้นก่อนจะเริ่มยืดเส้นยืดสาย

ท่าการวอร์มอัปของเขาทำตามที่อวี๋กังสอน ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เทคนิคเฉพาะของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ คู่มือฝึกพวกนี้ถูกเผยแพร่ออกไปนานนับสิบปีแล้วถูกนำไปใช้โดยคนมากมาย ดังนั้นคนที่มองเขาอยู่จึงมองไม่ออกว่าเขาฝึกสำนักไหน ถ้าจะดูให้ออกก็ต้องรอขึ้นเวทีจริงๆเท่านั้น

เวลานี้ยังไม่ถึงช่วงของการประลองอย่างเป็นทางการ แต่คนทั่วไปก็ชอบดูเรื่องสนุกๆกันทั้งนั้น ปกติแล้วพวกที่ฝึกซ้อมที่นี่ก็มีแค่ไม่กี่คนวนเวียนกันซ้อมไปมา แต่วันนี้มีหน้าใหม่โผล่มาทุกคนจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ

คนที่อยู่รอบๆเริ่มมารวมตัวกัน บรรดาผู้ฝึกซ้อมที่อยู่ในสนามก็ลุกขึ้นมาดูเช่นกัน บางคนถึงกับไปหาซื้อแตงโมมาผ่าเป็นชิ้นแจกจ่ายให้ทุกคนได้กินพลางดูการประลอง

มีคนเริ่มโห่ร้องขึ้นมา

“เฮ้! ศิษย์พี่เหยียนอย่าอัดเด็กใหม่หนักเกินไปล่ะ เดี๋ยวเขาตกใจกลัว!”

“จริงว่ะ อย่าทำเหมือนครั้งที่แล้วนะ คนก่อนหน้านั้นฉี่ราดไปเลย!”

“เฮ้ กำลังกินแตงโมอยู่เว้ย! อย่าพูดเรื่องน่าขยะแขยงสิ ไปไกลๆไป!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากฝูงชนบรรยากาศเริ่มครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆ

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วสนามฝึก ทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการฝึกซ้อมต่างสนุกไปกับความบันเทิงที่หายากนี้

ศิษย์พี่เหยียนแค่นเสียงพลางพูดว่า

"หมอนั่นไม่มีโอกาสหรอก"

เมื่อทั้งสองฝ่ายวอร์มอัปเสร็จต่างก็ก้าวขึ้นเวที

นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินชวนได้ขึ้นไปบนเวที เขารู้สึกได้ว่าพื้นเวทีมีความยืดหยุ่นเล็กน้อยทำให้การควบคุมน้ำหนักตัวรู้สึกไม่มั่นคงเท่าที่ควร

ศิษย์พี่เหยียนสังเกตเห็นสิ่งนี้ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เนื่องจากนี่ไม่ใช่การแข่งขันอย่างเป็นทางการจึงไม่จำเป็นต้องมีกรรมการ การต่อสู้จะดำเนินไปตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควร

เสี่ยวเหลียงนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นกับกระสอบทราย เขารู้สึกกังวลขึ้นมาทันทีจึงตะโกนขึ้นไปบนเวที

"อย่าลงมือหนักเกินไปนะ!"

ศิษย์พี่เหยียนเข้าใจไปว่าประโยคนั้นพูดกับเขา เขาจึงตอบอย่างไม่สบอารมณ์

"ฉันรู้ขีดจำกัดของตัวเองดีน่า"

ในที่สุดมีคนดึงเชือกดัง กริ๊ง! เสียงระฆังบนเวทีก็ดังขึ้น

ทันทีที่ระฆังดัง ศิษย์พี่เหยียนพุ่งเข้าหาเฉินชวน ท่าตั้งการ์ดของเขาคือการวางมือข้างหนึ่งอยู่ข้างหน้าต่ำกว่าอีกข้างเล็กน้อย ในขณะที่ฝ่าเท้าหน้ายกขึ้นลงอย่างต่อเนื่องราวกับพร้อมจะเตะออกไปได้ทุกเมื่อ

เฉินชวนตั้งท่าตาม กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง โดยถ่วงน้ำหนักตัวลงต่ำเล็กน้อย รูปแบบดูเหมือนจะธรรมดาใครๆก็สามารถเลียนแบบได้ แต่เมื่อเขาตั้งท่าเสร็จร่างกายกลับให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก

แม้คนทั่วไปอาจไม่เห็นความแตกต่าง แต่บรรดานักสู้ที่มีประสบการณ์สามารถสัมผัสได้ถึงความผิดแปลกในทันที บรรยากาศรอบข้างเงียบลงจากเสียงหัวเราะและล้อเล่นก่อนหน้านี้ ทุกคนเริ่มจดจ่อกับการต่อสู้

ศิษย์พี่เหยียนเองก็เลิกประเมินต่ำ เขาเห็นว่าเฉินชวนมีพื้นฐานที่มั่นคงจึงไม่หยุดนิ่งกับที่ เขายกเท้าขึ้นทำท่าหลอกว่าเป็นการเตะแล้วพลิกตัวทำลูกเตะกวาดกลับหลัง

ในเสี้ยววินาทีที่ศิษย์พี่เหยียนเริ่มออกตัว ดวงตาของเฉินชวนสว่างวาบ เขาก้าวพุ่งไปข้างหน้าทันทีใช้ท่าหนึ่งจาก กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง ที่เรียกว่า"ฝ่ามือบดสะบั้น "กดฝ่ามือลงที่ช่วงเอวและสะโพกของศิษย์พี่เหยียน

การกวาดเตะของศิษย์พี่เหยียนยังไม่ทันได้ออกแรงเต็มที่ ร่างของเขาก็ถูกกดลงกับพื้นกลางอากาศส่งเสียงตุบ! กระแทกลงกับเวที

โดยปกติแล้วเฉินชวนจะไม่เปิดใช้ ตัวตนที่สอง เป็นเวลานาน ยกเว้นในกรณีที่เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด วิธีของเขาคือเปิดใช้งานเพียงเสี้ยววินาทีในช่วงที่ออกหมัดหรือลงมือทำให้ทั้งซ่อนตัวได้แนบเนียนและสร้างความประหลาดใจให้กับคู่ต่อสู้ อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาการใช้ตัวตนที่สองได้อีกด้วย

เมื่อเห็นศิษย์พี่เหยียนล้มคว่ำลงกับพื้นผู้ชมรอบเวทีก็ส่งเสียงฮือฮา

มีคนพูดขึ้นมา

“ศิษย์พี่เหยียนประมาทเกินไป นี่แค่เริ่มต้นยังไม่ทันดูว่าคู่ต่อสู้มีพื้นฐานแบบไหนเลยก็เข้าไปลุยแล้ว?”

อีกคนเสริม

“ใช่ ถ้านี่เป็นการแข่งขันจริงๆ การถูกกดลงกับพื้นแบบนี้ก็เหมือนกับจบเกมไปแล้ว”

แต่เอาจริงๆแล้วทุกคนก็พูดไปตามอารมณ์ เพราะสำนักมวยที่เปิดเป็นธุรกิจก็ต้องแสดงฝีมือให้ดูดีไปพร้อมกัน หากขึ้นเวทีแล้วไม่แสดงทักษะอะไรเลยคงไม่ต่างอะไรกับเสียชื่อเสียงของตัวเอง

หลังจากทำสำเร็จเฉินชวนไม่ได้ตามซ้ำ เขาถอยห่างจากคู่ต่อสู้ทันที

นี่เป็นแค่การประลองไม่ใช่การต่อสู้ถึงตาย อีกทั้งยังเป็นการประลองในสำนักของอีกฝ่ายด้วย เขายังต้องการประลองกับโค้ชของที่นี่ ดังนั้นจึงต้องให้เกียรติกันบ้าง

ศิษย์พี่เหยียนพลิกตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งไม่ได้มีท่าทางไม่พอใจ เพราะบนเวทีต่อสู้การโดนอัดเป็นเรื่องปกติ หากควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็ไม่สมควรขึ้นเวทีตั้งแต่แรก

เขารู้ว่าเฉินชวนไม่ได้ลงมือเต็มกำลัง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวขอบคุณ เพราะวิธีตอบแทนที่ดีที่สุดก็คือใช้พลังที่แท้จริงของตนเองและทำให้เฉินชวนล้มลงให้ได้เช่นกัน!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 25 การเผชิญหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว