- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 24 สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
บทที่ 24 สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
บทที่ 24 สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
วันที่หนึ่งของเดือนสิงหาคม เฉินชวนมาถึงมหาวิทยาลัยอู่ยี่ตั้งแต่เช้าตรู่ เขาเข็นจักรยานเข้าไปในประตูมหาวิทยาลัย
เช่นเดียวกับครั้งก่อน เขายังคงเข้าทางประตูด้านข้าง ด้านนอกเป็นระยะๆจะมีรถยนต์แล่นผ่านเข้าไปตามถนนหลักมุ่งตรงไปยังบันไดหน้าหอประชุมใหญ่
เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง ผู้คนบนถนนดูจะหนาแน่นกว่าครั้งก่อนที่เขาเห็น นั่นก็เป็นเพราะในวันสอบคัดเลือกมีเพียงนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่มาสอบและยังเป็นนักเรียนในท้องถิ่นเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้วทุกปีจะมีนักเรียนที่อยู่ในช่วงวัยเหมาะสมจากทั้งในและนอกพื้นที่หลายแสนคนสมัครเข้าสถาบันแห่งนี้ โดยนักเรียนจำนวนมากสมัครผ่านศูนย์สอบที่จัดขึ้นตามเมืองและอำเภอต่าง ๆ ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนนักเรียนที่ได้รับการตอบรับและสัดส่วนนี้ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกปี
เฉินชวนเดินตามป้ายแนะนำทางที่ติดอยู่ริมถนนไปพร้อมกับเหล่านักเรียนคนอื่นๆจนมาถึงอาคารเก่าที่ใช้รับสมัครในวันนั้น
ครั้งนี้นักเรียนรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าตึกส่งสัญญาณให้เขาเดินตรงเข้าไปยังสนามฝึกที่อยู่ภายใน จากนั้นเขากรอกข้อมูลลงในเอกสาร เมื่อส่งแบบฟอร์มแล้วในเวลาไม่นานก็ได้รับบัตรนักศึกษาสีแดงน้ำตาลมาใบหนึ่ง
เมื่อเปิดดูข้างในมีรูปถ่ายที่เขาส่งไปก่อนหน้านี้ พร้อมด้วยหมายเลขประจำตัวนักศึกษาแบบชั่วคราวของเขา เมื่อเขามีบัตรนี้อยู่ในมือเขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่แล้ว
แม้จะยังไม่ได้สอบสัมภาษณ์รอบสุดท้าย แต่เพียงแค่ได้ครอบครองบัตรนักศึกษานี้ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงโห่ร้องดีใจ เมื่อหันไปมองก็เห็นนักศึกษาคนหนึ่งกำลังตะโกนอย่างตื่นเต้นหลังจากได้รับบัตรของตนเอง เฉินชวนเข้าใจความรู้สึกนั้นดี
เพราะการได้บัตรนักศึกษาใบนี้เปรียบเสมือนก้าวแรกในการก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งอนาคต แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางจะเป็นแบบไหน แต่ตอนนี้อย่างน้อยที่สุดเส้นทางได้ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขาแล้ว
จากหนังสือแนะนำที่มหาวิทยาลัยแจกให้ เขารู้ว่าหลังจากได้รับบัตรนักศึกษาแล้วสามารถยื่นขอหอพักกับทางมหาวิทยาลัยได้ อย่างไรก็ตาม หอพักนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว จัดไว้สำหรับนักศึกษาที่มาจากต่างเมืองและยังไม่มีที่พักของตนเอง หลังจากสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายจะมีการปรับเปลี่ยนที่พักใหม่ตามคะแนนสอบ
ตอนแรกเขาตั้งใจจะย้ายออกไปเช่าที่พักตามที่คุยกับเหนียนฟู่ลี่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนทางบ้านจะไม่ได้เร่งรีบอะไร และเมื่อพิจารณาว่าในเดือนต่อไปเขาอาจต้องไปฝึกกับอวี๋กัง การอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยจะทำให้เดินทางไม่สะดวก อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเลื่อนการย้ายออกไปก่อน รอจนสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้วค่อยว่ากันอีกที
สิ่งที่เขาต้องการรู้ในตอนนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้าย
หลังจากเดินออกจากจุดรับสมัคร เขาเห็นป้ายบอกทางติดอยู่บนกำแพงข้างบันไดซีเมนต์ ด้านบนเขียนว่า "แนะแนวการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้าย" นักศึกษาที่เดินออกมาต่างพากันขึ้นบันไดไปยังชั้นสองเขาจึงเดินตามขึ้นไปด้วย
เมื่อไปถึงชั้นบนเขาเห็นว่าสนามฝึกเดิมถูกแบ่งออกเป็นโซนต่างๆโดยมีแผ่นกั้นแบ่งพื้นที่ ที่นั่นมีนักศึกษาคนหนึ่งพึ่งได้รับเอกสารและกำลังลุกจากที่นั่งไป เขาจึงเดินเข้าไปนั่งแทน ฝั่งตรงข้ามเป็นรุ่นพี่นักศึกษาคนหนึ่งที่ดูใจดีสวมแว่นตา รุ่นพี่คนนั้นพูดขึ้นว่า
"นักศึกษา กรุณาแสดงบัตรนักศึกษาของคุณด้วยครับ"
เฉินชวนยื่นบัตรที่เพิ่งได้รับให้ รุ่นพี่ตรวจสอบแล้วถามว่า
"เฉินชวน ขออนุญาตถามหน่อย คุณมีปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียนหรือเปล่า?"
เฉินชวนเงยหน้ามองเขาแล้วถามกลับว่า
"ทำไมถึงถามแบบนั้น?"
รุ่นพี่อธิบายว่า
"เป็นแบบนี้ครับ ทุกปีจะมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาด้านการเงินทำให้จ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหว บางคนต้องค้างชำระเป็นเวลานาน บางคนถึงกับต้องกู้เงิน หรือแม้กระทั่งไปแข่งในเวทีใต้ดินเพื่อหาเงิน ด้วยเหตุนี้เองทางมหาวิทยาลัยจึงให้สภานักศึกษาเป็นผู้ดำเนินการจัดตั้ง 'สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน' ขึ้นมา"
เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
"ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลง สมาคมจะให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย นักศึกษาสามารถชำระเงินคืนหลังจากสำเร็จการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนได้อย่างสบายใจ"
เฉินชวนเข้าใจแล้ว ที่แท้มันก็คือองค์กรให้ทุนสนับสนุนประเภทหนึ่ง ซึ่งนับเป็นลักษณะเฉพาะของ สาธารณรัฐต้าซุ่น ที่ใช้การช่วยเหลือด้านเงินทุนหรือทรัพยากรอื่นๆให้กับบุคคลหรือกลุ่มที่มีศักยภาพเพื่อแลกกับผลตอบแทนบางอย่าง
แม้แนวคิดจะดูดีในทางทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่แล้วฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนมักจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือให้ฝ่ายให้ทุนหาผลประโยชน์ ด้วยเหตุนี้หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งเมื่อผ่านการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายไปแล้วปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียนก็จะหมดไปเอง
เขาตอบกลับอย่างสุภาพว่า “ขอบคุณครับรุ่นพี่ แต่ตอนนี้ผมยังไม่ต้องการ”
รุ่นพี่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงก้มหน้าหยิบแฟ้มสีน้ำตาลออกมาจากกองหนึ่งแล้วเลื่อนมันมาตรงหน้าเฉินชวน
"นี่คือลิสต์ข้อมูลของนักศึกษารุ่นพี่ที่คุณอาจได้เผชิญหน้าระหว่างการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้าย คุณสามารถดูไว้เป็นแนวทางได้"
เฉินชวนกล่าวขอบคุณแล้วเปิดแฟ้มออกมา ด้านในเป็นกระดาษพิมพ์น้ำมันห้าแผ่น แต่ละแผ่นมีข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษารุ่นพี่หนึ่งคน พร้อมระบุความถนัดและเทคนิคที่พวกเขาเชี่ยวชาญโดยคร่าว ๆ
แต่ในตอนนั้นเองเขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้นถามว่า
“ทำไมมีตั้งห้าคน?”
สุดท้ายแล้วนักศึกษาที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาก็มีเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้กลับให้ข้อมูลมาถึงห้าคน ปกติแล้วไม่มีทางที่ผู้เข้าสอบจะศึกษาทุกคนได้หมด ต่อให้มีเวลาก็ไม่อาจทำการฝึกฝนแบบเจาะจงได้อยู่ดี และที่สำคัญรายละเอียดในเอกสารเหล่านี้ก็เป็นเพียงข้อมูลกว้างๆดูเผินๆแล้วแทบไม่มีอะไรที่ใช้ได้จริง
รุ่นพี่พยักหน้าตอบว่า
“ใช่แล้ว ทั้งห้าคนทางสถาบันจะไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ที่คุณต้องเผชิญหน้าโดยตรง ผู้เข้าสอบต้องวิเคราะห์เองว่าใครคือคู่ต่อสู้ตัวจริงของตน”
จากนั้นเขายิ้มบางๆแล้วเสริมว่า
“แต่ถ้าคุณยอมรับการสนับสนุนจาก สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สมาคมจะช่วยวิเคราะห์ว่าคุณมีแนวโน้มจะได้เจอกับใครมากที่สุด แม้จะไม่มีใครรับประกันได้ว่าข้อมูลนี้จะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สมาคมของเรามีรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์สูง ความแม่นยำของการวิเคราะห์ถือว่าน่าเชื่อถือทีเดียว”
เขาเห็นว่าเฉินชวนยังคงเงียบอยู่จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ผมเข้าใจนะว่าคุณกังวล กลัวว่าหากยอมรับการสนับสนุนแล้วจะต้องเสียอะไรบางอย่างไป แต่มันไม่ได้เคร่งครัดขนาดนั้นหรอก ข้อตกลงของสมาคมไม่ได้บังคับอะไรคุณมากมาย นอกจากการช่วยเหลือด้านการเงินแล้ว สมาคมยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนและมอบโอกาสต่างๆให้คุณได้ลองสัมผัสด้วย คุณจะเข้าใจเองเมื่อเข้าร่วม”
จากนั้นเขาหัวเราะเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“แต่การสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายก็เพื่อคัดเลือกนักศึกษาที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว หากคุณมั่นใจว่าตัวเองไม่ต้องพึ่งสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็สามารถเลือกที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน”
เฉินชวนตอบว่า
“ผมขอพิจารณาก่อน”
รุ่นพี่พยักหน้าเห็นด้วย
“แน่นอนครับ ควรพิจารณาให้รอบคอบ ถ้าคุณตัดสินใจได้แล้วสามารถมาหาผมได้ นี่เป็นข้อมูลติดต่อของผม”
พูดจบเขาหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วเลื่อนให้เฉินชวน จากนั้นกล่าวเสริมว่า
“อ้อ อีกอย่าง นี่เป็นเอกสารยืนยันการรับข้อมูล รบกวนคุณเซ็นชื่อด้วยครับ”
เฉินชวนเหลือบมองกระดาษแผ่นนั้น ก่อนหยิบปากกามาเซ็นชื่อ แล้วดันกลับไปให้รุ่นพี่ จากนั้นจึงเก็บกระดาษข้อมูลติดต่อและเอกสารน้ำมันทั้งห้าแผ่นใส่กลับลงไปในแฟ้มสีน้ำตาล เมื่อเรียบร้อยแล้วเขาลุกขึ้นยิ้มให้รุ่นพี่เล็กน้อยก่อนเดินออกไปและมุ่งหน้าลงบันได
ขณะเดียวกันที่ฝั่งหอประชุมใหญ่
ซันสง หลิวไฉ่ และนักศึกษาปีสองอีกสองสามคนกำลังยืนเรียงแถว แต่ละคนยืนอยู่ข้างเครื่องบันทึกข้อมูลสีดำสูงระดับเอว
ไม่นานนักกลุ่มชายหญิงวัยรุ่นที่แต่งตัวเรียบร้อยก็เดินขึ้นบันไดหอประชุมมาจากประตูทางเข้าด้านนอกก่อนจะมุ่งตรงมายังพวกเขา
หนึ่งในนักศึกษาเดินมาหาหลิวไฉ่ ยื่นบัตรแข็งที่ออกแบบอย่างประณีตให้พร้อมรอยยิ้มพลางพูดว่า
"รบกวนด้วยนะครับรุ่นพี่"
บัตรนักศึกษาที่ได้รับจากการสอบเข้าแตกต่างจากบัตรของนักศึกษาที่ได้รับการแนะนำเข้าเรียน บัตรของกลุ่มหลังจะเป็นบัตรโลหะที่ได้รับล่วงหน้าก่อนเข้าเรียนอยู่แล้ว
หลิวไฉ่รีบกล่าว
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก มันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย”
เขารับบัตรจากนักศึกษาตรงหน้าแล้วเสียบบัตรเข้าไปในช่องของเครื่องบันทึกข้อมูล จากนั้นตรวจสอบระดับของหมึกสีบนบัตรเพื่อพิมพ์หมายเลขชุดหนึ่งออกมา ก่อนจะดึงคันโยกเบาๆทำให้แผ่นกระดาษเรียบเนียนหนึ่งแผ่นค่อยๆเลื่อนออกมาจากช่องด้านล่างของเครื่อง
บนกระดาษนี้มีข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับนักศึกษาระดับสูงคนหนึ่ง ตั้งแต่ส่วนสูง น้ำหนัก ความเร็ว กรุ๊ปเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ พลังหมัด เทคนิคลีลาการเคลื่อนไหว ขนาดร่างกาย และอัตราส่วนสรีระ ข้อมูลเหล่านี้ละเอียดถึงขั้นจุกจิก
หลิวไฉ่หยิบกระดาษขึ้นมาใส่เข้าไปในซองเอกสารที่พิมพ์ชื่อมหาวิทยาลัยไว้ แล้วส่งมอบให้กับนักศึกษาที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับบัตรโลหะของเขาด้วยสองมือ
“ขอบคุณครับรุ่นพี่” นักศึกษาหนุ่มยิ้มรับก่อนโบกมือลาแล้วเดินลึกเข้าไปตามทางเดิน
ด้านของหลิวไฉ่จัดการเสร็จแล้ว แต่ทางฝั่งของซันสงดูเหมือนจะมีปัญหา เขาดูใจลอยไปบ้างทำให้มือช้ากว่าปกติ นักศึกษาตรงหน้าเริ่มไม่พอใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"ทำไมช้าจัง? ทำได้หรือเปล่าเนี่ย?"
ซันสงสบถในใจ แต่ก็ไม่กล้าโต้กลับออกไป พวกนักศึกษาที่ได้รับการแนะนำเข้าเรียนล้วนมีอำนาจหนุนหลัง แม้พวกเขาเพิ่งเข้าเรียนแต่ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะมีปัญหาด้วยได้ง่ายๆ
ใบหน้าของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนจะรีบหยิบเอกสารและบัตรออกมาใส่ลงซองแล้วยื่นให้เร็วที่สุด นักศึกษาตรงหน้าหรี่ตาอย่างไม่พอใจก่อนจะคว้าเอกสารไปอย่างไม่ใยดีแล้วเดินจากไปทันที
หลิวไฉ่มองซันสงแล้วกระซิบเตือน
"ใจเย็นหน่อย พวกนักศึกษาเส้นสายพวกนี้อย่าไปมีเรื่องด้วย แค่ไม่กี่สิบคนเองเดี๋ยวมันก็จบแล้ว อดทนหน่อย"
ซันสงแค่นเสียงเบาๆ ถ้าเขารู้ว่าหลังสอบเข้าเขาจะถูกส่งมาทำงานแบบนี้ ต่อให้ตายก็จะไม่มาที่นี่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือข่าวที่เขารอฟังพวกพ้องของเขาบอกว่าพวกเขาพบตัว "ไอ้เด็กคนนั้น" แล้ว และเมื่อวานยังบอกว่าจะจัดการให้เขาได้รับคำตอบ แต่นี่ผ่านมาทั้งวันแล้วทำไมถึงยังไม่มีข่าวอะไรเลย? หรือว่าพวกนั้นไม่ได้จัดการมัน? หรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นกลางทาง?
.....
อีกด้านหนึ่งหลังจากเฉินชวนเดินออกจากอาคารเก่าแล้ว เขาก็เดินตรงออกจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ไปยังตู้โทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของลานกว้าง ตรงนั้นมีนักศึกษาคนหนึ่งกำลังใช้โทรศัพท์อยู่ ดูเหมือนกำลังโทรขอเงินจากทางบ้าน หลังจากรออยู่นานนักศึกษาคนนั้นก็เดินออกมาด้วยสีหน้าหม่นหมองเหมือนจะไม่ได้รับเงินตามที่คาดหวังไว้
เมื่ออีกฝ่ายเดินออกไปเฉินชวนจึงเข้าไปแทนที่ เขาหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาเหรียญอยู่พักนึงจากกระเป๋าสะพายแล้วค่อยๆหยอดเข้าไป จากนั้นกดหมายเลขที่ต้องการ ไม่นานนักเสียงหวานใสของผู้หญิงก็ดังขึ้นจากปลายสาย
“ที่นี่คือสำนักงานกฎหมายหมี่ กรุณาระบุเรื่องที่ต้องการปรึกษาค่ะ”
เฉินชวนกล่าว
“ผมต้องการคุยกับผู้ช่วยทนาย เกาหมิง ครับ ผมไม่มีนัดล่วงหน้า บอกเขาว่าผมเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา”
"กรุณาถือสายสักครู่ค่ะ"
ผ่านไปไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากปลายสาย เป็นเสียงเนือยๆคล้ายคนเพิ่งตื่นนอน
"เฉินชวนเหรอ? ลูกพี่ลูกน้องฉันเนี่ยนะ? อะไรทำให้นึกอยากโทรหาฉันได้ล่ะ?"
เฉินชวนกล่าว
“เกาหมิง นี่ฉันเอง ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้เมื่อสองเดือนก่อน อีกเดือนหนึ่งก็จะถึงการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายแล้ว”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินข่าวนี้ แต่ดูเหมือนจะเข้าใจว่าเฉินชวนไม่ได้โทรมาเพื่ออวดอะไร เสียงของอีกฝ่ายจึงจริงจังขึ้นมาก
“ว่ามาเลยพี่ได้ยินอยู่”
เฉินชวนขยับตัวเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
"ในมหาวิทยาลัยอู่ยี่มี สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่ให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาและดูเหมือนว่ายังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้าย รวมถึงช่วยวิเคราะห์ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับการสอบ ฉันอยากรู้ว่านายพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสมาคมนี้บ้างไหม"
เสียงปลายสายหัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า
“สำนักงานกฎหมายหมี่เป็นหนึ่งในพันธมิตรของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ฉันสามารถเข้าถึงข้อมูลบางส่วนได้ แต่ต้องบอกก่อนว่าฉันเป็นแค่ผู้ช่วยทนาย ค่าปรึกษาคือนาทีละสิบเจี้ยนหยวน พี่แน่ใจนะ?”
เฉินชวนยืนยันหนักแน่น
“แน่ใจ”
เสียง “ติ๊ก” ดังขึ้นหนึ่งครั้งก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“เริ่มนับเวลาตั้งแต่ตอนนี้ ตามบันทึกของสำนักงาน สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ในเมืองหยางจือถูกก่อตั้งโดยสภานักศึกษา มีนักศึกษาที่มีอำนาจเป็นแกนนำจัดตั้งขึ้น”
“สมาคมนี้ให้การสนับสนุนทั้งการสอบสัมภาษณ์และการเรียนหลังจากนั้น สำหรับนักศึกษาที่มีศักยภาพสูง พวกเขาจะใช้ข้อตกลงในการดึงตัวไปอยู่ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มนักศึกษาที่อิทธิพล รวมถึงเครือข่ายอำนาจของพวกเขาหลังจบการศึกษา”
“สำหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนธรรมดาหรือผู้ที่ไม่ยอมเข้าร่วม พวกเขาจะโอนข้อตกลงให้กับบริษัทต่างๆหรือสำนักงานกฎหมายระดับสูงเพื่อจัดการต่อไป”
เฉินชวนถือหูโทรศัพท์นิ่ง ฟังข้อมูลโดยไม่ขัดจังหวะ เขาไม่ได้ถามต่อว่า "จัดการต่อไป" หมายถึงอะไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนทั่วไปแทบไม่มีทางต่อกรกับบริษัทหรือสำนักงานกฎหมายพวกนี้ได้ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามต่อ
“แล้วท่าทีของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ล่ะ?”
เสียงจากปลายสายตอบอย่างสั้นกระชับ
“เว้นแต่พี่จะเป็นนักศึกษาที่มีมูลค่าสูงมากพอ มหาวิทยาลัยถึงจะให้ความสนใจ”
เฉินชวนพยักหน้าเงียบๆก่อนจะถามอีก
“ฉันจำได้ว่ามหาวิทยาลัยเองก็มีโครงการช่วยเหลือนักศึกษาไม่ใช่เหรอ?”
มีเสียงเปิดแฟ้มดังมาจากปลายสายผ่านไปสักพักอีกฝ่ายก็ตอบกลับ
“ก็มีอยู่ แต่ต้องยื่นขอล่วงหน้าและผ่านฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยไปยังคณะกรรมการพิจารณา ต้องได้รับอนุมัติจากกรรมการสามคนขึ้นไป กระบวนการตรวจสอบใช้เวลานานมาก มีคนน้อยมากที่เคยได้รับทุนสนับสนุนจากช่องทางนี้ อย่างน้อยในบันทึกที่ฉันมี ไม่มีรายชื่อของใครเลย ดังนั้นเงินก้อนนี้จึงมีอยู่แค่ในทางทฤษฎีเท่านั้น”
เฉินชวนกล่าว
“เข้าใจแล้ว ฉันมีแค่คำถามเท่านี้”
เสียง “ติ๊ก” ดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ปลายสายจะพูดขึ้น
“การให้คำปรึกษาสิ้นสุด เวลาทั้งหมดเก้าสิบสองวินาที คิดเป็นสองนาที สำนักงานคิดค่าบริการยี่สิบเจี้ยนหยวน แต่ถือว่าเป็นงานแรกของฉันจะลดให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
เฉินชวนหัวเราะเบาๆแล้วตอบว่า
“ขอบคุณนะ เกาหมิง”
เขารู้ดีว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้สามารถหามาได้ง่ายๆด้วยเงินแค่นี้
เสียงจากปลายสายหัวเราะกลับมา
“พี่เข้ามหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ ทำไมไม่บอกกันเลย? ครั้งหน้าฉันกลับไปที่เมืองหยางจือพี่ต้องพาฉันไปเลี้ยงข้าวนะ!”
เฉินชวนหัวเราะ
“แน่นอน อ้ออ...อีกอย่าง ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากให้นายช่วยสืบหน่อย เอาไว้เราค่อยคุยกันตอนเจอกัน ไม่กวนเวลาทำงานของนายแล้ว แค่นี้นะ”
หลังจากกล่าวคำลาเขาก็วางหูโทรศัพท์
เมื่อเดินออกจากตู้โทรศัพท์ เฉินชวนยัดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อมองไปที่ลานกว้างเบื้องหน้า ฝั่งตรงข้ามเป็นประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยอู่ยี่
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเดินเข้าออกผ่านประตูนั้น
ชัดเจนแล้วว่าเงินสนับสนุนจาก สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นั้นแลกมาด้วยเงื่อนไขที่ต้องชดใช้คืน หากไม่อยากถูกควบคุมโดยสมาคม เขาจะต้องใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อผ่านการสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายให้ได้
(จบบท)