- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 10 การต่อสู้เชิงรุก
บทที่ 10 การต่อสู้เชิงรุก
บทที่ 10 การต่อสู้เชิงรุก
เมื่อเห็นหมัดของลู่เคอพุ่งตรงเข้ามา เฉินชวนตอบสนองโดยอัตโนมัติยกมือทั้งสองขึ้นกดลงเพื่อป้องกัน
แต่หมัดนี้เป็นแค่หมัดหลอก
หมัดอีกข้างที่ซ่อนไว้ของลู่เคอพุ่งตามขึ้นมาติดๆพร้อมกับร่างกายที่พุ่งเข้าประชิด
จังหวะการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วมาก เฉินชวนถึงแม้จะเอนตัวหลบ แต่ก็ยังโดนหมัดซัดเข้าที่เกราะป้องกันคาง ส่งผลให้เขาถอยหลังไปสองก้าว
ลู่เคอหยุดมือทันทีแสร้งทำเป็นเป็นห่วง
“คุณชายเฉิน ไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ผมอาจจะออกแรงมากไปหน่อย”
เฉินชวนมองเขายิ้มบางๆแล้วตอบกลับ
“ไม่เป็นไร”
อวี๋กังกอดอกเงียบๆไม่ได้พูดอะไร
เขามองออกว่าลู่เคอกำลังใช้กลอุบายเล็กๆ แต่เขาไม่คิดจะห้าม เพราะในการต่อสู้จริงไม่มีใครเล่นตามกฎ
สิ่งที่ลู่เคอพยายามทำคือชกให้โดนเฉินชวนก่อน
เหตุผลหนึ่งก็เพราะเขาไม่เคยพอใจเฉินชวนอยู่แล้ว การได้ชกอีกฝ่ายก่อนจึงทำให้เขารู้สึกดี
อีกเหตุผลหนึ่งคือเขาต้องการยั่วยุให้เฉินชวนหัวร้อน
หากเฉินชวนเสียการควบคุมอารมณ์การต่อสู้จะง่ายขึ้นมาก
แต่สิ่งที่ลู่เคอพบเจอคือเฉินชวนไม่ได้โมโหเลย
ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ตกใจหรือถอยหนี เขายังสงบนิ่งเหมือนเดิม
ท่าทางนั้นทำให้ลู่เคอรู้สึกระมัดระวังมากขึ้น
เฉินชวนไม่มีประสบการณ์ต่อสู้มาก่อนจึงทำได้เพียงใช้แนวคิดพื้นฐานที่อวี๋กังเคยสอน
เขาป้องกันการโจมตีของลู่เคอพร้อมกับค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้
ในระหว่างนั้นเขาใช้มือข้างหน้าทดสอบระยะห่างและรบกวนจังหวะของลู่เคอ
เมื่อมั่นใจว่าอยู่ในระยะที่เหมาะสมแล้วเขาก็ออกหมัดตรงไป
แต่ลู่เคอหลบได้อย่างง่ายดาย
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังสวนกลับด้วยหมัดอัปเปอร์คัต!
โชคดีที่เฉินชวนระวังไว้แล้ว เขายกแขนขึ้นตั้งการ์ดทันทีทำให้หมัดนั้นพุ่งชนแขนของเขาแทนที่จะโดนหน้า
ตามปกติลู่เคอควรฉวยโอกาสนี้กดดันต่อเนื่องด้วยการโจมตีเพิ่มเติมเพื่อควบคุมจังหวะการต่อสู้
แต่แทนที่จะทำแบบนั้นเขากลับถอยออกไปทันที
เหมือนกำลังระวังอะไรบางอย่าง
ทำไมลู่เคอถึงไม่กล้าเข้าใกล้?
ตลอดหลายวันที่ฝึกซ้อมด้วยกันมา ลู่เคอเริ่มสังเกตว่าพลังของเฉินชวนไม่คงที่
บางครั้งหมัดของเขาก็ธรรมดา
แต่บางครั้งก็มีกำลังระเบิดที่รุนแรงผิดปกติ
เขายังไม่เข้าใจกลไกเบื้องหลังสิ่งนี้ แต่เขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะโดนหมัดเต็มๆ
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะคอยรักษาระยะห่าง
เมื่อเห็นว่าลู่เคอไม่ยอมเข้าประชิดเฉินชวนจึงพยายามบุกเข้าหา
แต่ลู่เคอมีความคล่องตัวสูง ทุกครั้งที่เฉินชวนจะโจมตีเขาจะขยับหลบไปก่อน
หากเฉินชวนเข้าใกล้มากเกินไป เขาจะเตะสวนกลับเพื่อผลักเฉินชวนออกไป
เขาใช้กลยุทธ์โจมตีขาและใบหน้าเป็นระยะๆเพื่อทำให้เฉินชวนลังเล
ตั้งแต่ช่วงต้นของการต่อสู้ ลู่เคอพยายามควบคุมระยะให้เป็นระยะกลางถึงไกลตลอดเวลา
ทำให้เฉินชวนเอื้อมไปโจมตีไม่ถึง
ในความคิดของลู่เคอนักสู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกมักจะไม่มีความอดทนสูง
โดยเฉพาะในการต่อสู้จริงการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายล้าอย่างรวดเร็ว
หากเขาสามารถดึงให้เฉินชวนออกแรงมากเกินไปไม่ต้องถึงกับลงมือหนักๆ แค่ให้เฉินชวนหมดแรงไปเอง
พอถึงรอบต่อไปเฉินชวนก็จะอยู่ในสถานะเสียเปรียบ เขาจะคุมเกมได้อย่างสมบูรณ์
หลังจากพยายามโจมตีหลายครั้ง แต่กลับไม่สามารถโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เฉินชวนรู้ว่านี่เป็นเพราะเขายังขาดทักษะและประสบการณ์
ถ้าเป็นไปตามปกติ เขาไม่มีทางชนะ
แต่…เขาอยากชนะ!
ถ้าเป็นการต่อสู้ถึงชีวิตหรือเป็นการสอบซ่อมเข้าเรียนอีกครั้ง เขาย่อมไม่ลังเลที่จะใช้ "ตัวตนที่สอง"อย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้เป็นแค่การต่อสู้แบบปกติ การมุ่งหวังชัยชนะเพียงแค่ในรูปแบบไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก ซ้ำยังทำให้เสียโอกาสในการฝึกฝนไป ดังนั้นเฉินชวนไม่เพียงแต่ต้องชนะ แต่ยังต้องชนะโดยไม่ใช้ "ตัวตนที่สอง" อีกด้วย
ลู่เคอไม่ใช่ไม่มีจุดอ่อน แม้ว่าเขาจะมีการป้องกันที่แน่นหนา แต่ก็ขาดแรงกดดันที่เพียงพอซึ่งทำให้ เฉินชวน มีโอกาสคิดหาวิธีรับมือ หลังจากสังเกตอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พบจุดที่อาจใช้เพื่อทำลายเกมของลู่เคอได้
ลู่เคอมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เขาโจมตี หากเป็นพื้นที่โล่งกลางสนามเขาจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่หากเข้าใกล้กำแพงหรือเสาเขามักจะใช้เท้าเตะส่งตรงไปข้างหน้าเพื่อผลักคู่ต่อสู้ออกไป
ถ้าเป็นแบบนี้ บางทีเขาอาจจะลองทำอะไรบางอย่างได้...
เฉินชวนไม่ได้รีบร้อนและก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของตัวเองอย่างโจ่งแจ้ง เขาอดทนรอโอกาสอย่างใจเย็น
การไล่ต้อนและป้องกันของทั้งสองฝ่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของยกแรก
ขณะที่ลู่เคอหลบหลีกอยู่นั้น เขาก็สังเกตเฉินชวนไปด้วยและพบว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันแตกต่างจากผู้เริ่มต้นทั่วไปโดยสิ้นเชิง
เขาเริ่มเข้าใจแล้ว...
ให้ตายสิ! นี่เป็นเพราะ "เทคนิคการหายใจ" !
การทำงานอย่างต่อเนื่องของ เทคนิคการหายใจ ทำให้ร่างกายของเฉินชวนพัฒนาขึ้นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะผ่านการฝึกหนักมาแล้ว แต่เฉินชวนก็สามารถใช้สิ่งนี้เพื่อไล่ตามเขาทัน และที่สำคัญในไม่ช้าเขาก็จะแซงหน้าไปแน่นอน
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ความอิจฉาอันแรงกล้าก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเขา ซึ่งทำให้เขาสูญเสียความเยือกเย็นไปเล็กน้อย
เฉินชวนสัมผัสได้ทันทีว่าสภาพจิตใจของลู่เคอเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะไม่รู้เหตุผลแน่ชัด แต่เขาก็รู้ว่านี่คือโอกาสที่เขารอคอย!
เขาจับตาดูสภาพแวดล้อมรอบตัวและเมื่อลู่เคอเข้าใกล้กำแพงอีกครั้ง เขาก็ฉวยโอกาสพุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมกับใช้ เทคนิคการหายใจ ช่วยควบคุมกล้ามเนื้อหน้าท้องให้เตรียมพร้อม จากนั้นเขาก็ลดมือลงต่ำในจังหวะที่แม่นยำ!
และก็เป็นไปตามคาด!
ลู่เคอเหยียดขาออกเตะไปข้างหน้าอย่างที่เคยทำ แต่ครั้งนี้มันกลับเหมือนกับว่าเขากำลัง "ส่ง" ขาของตัวเองมาให้เฉินชวน
เฉินชวนคว้ามันไว้ได้ทันที!
เพราะเขาเตรียมพร้อมไว้แล้ว แม้ว่าเท้าของลู่เคอจะกระแทกเข้าที่หน้าท้องของเขา แต่มันไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก เขาใช้แรงผลักนั้นถอยหลังออกไปเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็จับข้อเท้าของลู่เคอไว้แน่นแล้วออกแรงดึงเพื่อทำให้คู่ต่อสู้เสียสมดุล!
ลู่เคอตกใจที่ขาของตัวเองถูกจับได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากพอเขาไม่ตื่นตระหนก เขาเหวี่ยงหมัดพุ่งตรงไปที่หน้าของเฉินชวนในทันที!
เฉินชวนตั้งใจจะทำให้ลู่เคอเสียสมดุลก่อนแล้วค่อยโจมตี แต่ในการต่อสู้จริงไม่มีทางให้ทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจึงช้ากว่าจังหวะไปเสี้ยววินาทีและหมัดของลู่เคอก็พุ่งเข้ามาก่อน!
เขารีบก้มศีรษะลง หมัดนั้นจึงกระแทกเข้าที่ อุปกรณ์ป้องกันศีรษะของเขาแทน แม้ว่าศีรษะจะสั่นสะเทือนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายจริงจัง
ตอนนี้เขาเลิกพยายามโจมตีโดยตรงและหันมาใช้กลยุทธ์แทน!
เขาหนีบขาของลู่เคอไว้แน่น พร้อมกับเหยียดขาตัวเองออกไปขัดขาของอีกฝ่าย เป้าหมายของเขาชัดเจน...ตราบใดที่เขาสามารถทำให้ลู่เคอล้มลงได้เขาก็จะเป็นฝ่ายชนะ!
แต่เขาก็พบอย่างรวดเร็วว่าในการฝึกซ้อม ท่าจับล็อคนี้สามารถใช้ได้ง่าย แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง แรงฉุดกระชากระหว่างร่างกายของทั้งสองทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดมากขึ้น เมื่อเขายื่นเท้าออกไประยะห่างยังไม่พอที่จะเกี่ยวส้นเท้าของลู่เคอได้อย่างเต็มที่ ปลายเท้าของเขาเพียงแค่สัมผัสขอบรองเท้าของอีกฝ่ายเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นลู่เคอก็ยังตกใจและสะดุ้งถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ขาข้างหนึ่งกระโดดไปด้านหลังเพื่อหลบหลีก
ทว่าการกระโดดหนีครั้งนี้ทำให้เขาหยุดเคลื่อนไหวไปเสี้ยววินาที!
เฉินชวนรู้สึกได้ถึงแรงต่อต้านที่ลดลงทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างฉับพลันและใช้ "ท่าฝ่ามือรอง " จาก "กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง" !
นี่เป็นกระบวนท่าที่โจมตีจากด้านล่างขึ้นด้านบน โดยใช้ส้นฝ่ามือตีทะลุช่องว่างระหว่างแขนของลู่เคอก่อนจะกระแทกเข้าที่ปลายคางของเขา!
แรงกระแทกทำให้ศีรษะของลู่เคอเงยไปด้านหลังทันที แม้ว่าเขาจะสวมอุปกรณ์ป้องกันคางอยู่ แต่ก็ยังรู้สึกมึนงงจนทรงตัวไม่อยู่ ร่างกายเซไปด้านหลัง
“หยุด!”
เสียงของอวี๋กังดังขึ้นพอดี
เฉินชวนได้ยินเสียงสั่งก็รีบหยุดมือทันที ในขณะที่ ลู่เคอถอยหลังออกไปเขาส่ายศีรษะสองสามครั้งก่อนจะใช้มือพยุงตัวเองกับเสาอยู่พักหนึ่งจึงค่อยฟื้นตัวกลับมาได้
อวี๋กังรอจนลู่เคอตั้งตัวได้ก่อนจะเรียกทั้งสองกลับมา
เขามองไปที่ลู่เคอก่อนและกล่าวว่า
"เทคนิคและประสบการณ์ของนายเหนือกว่าเฉินชวนก็จริง แต่พอเปิดเกมได้เปรียบ นายกลับคิดว่าตัวเองมีชัยแล้ว จากนั้นก็กลัวจะโดนชกคืนจนพยายามแต่จะหลบ หวังให้เฉินชวนหมดแรงเสียเอง"
"เรื่องแนวคิดของนายว่าถูกหรือผิดฉนยังไม่พูดถึง แต่ปัญหาคือการเคลื่อนไหวของนายซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีการหลอกและพลิกแพลง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฉันไม่แปลกใจเลยว่านายโดนจับจุดอ่อนได้"
"ยังดีที่เฉินชวนยังไม่รู้วิธีใช้ ‘กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงสุด’ และยังสวมนวมอยู่ ลองคิดดูสิว่าถ้าเขารู้ล่ะ ผลจะเป็นยังไง?"
ใบหน้าของลู่เคอเปลี่ยนสีทันที
ใน "กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง"หลังจากใช้ "ฝ่ามือรอง" แล้ว กระบวนท่าที่ตามมาต่อเนื่องมักจะเป็น "ท่าฝ่ามือแหวกม่าน" ซึ่งเป็นท่าที่โหดเหี้ยมอย่างมาก หากโดนเข้าไปเต็มๆนิ้วทั้งห้าจะฉีกใบหน้าของศัตรูออก หรือไม่ก็อาจถึงขั้นทำลายกระดูกลำคอเลยทีเดียว! แม้ว่าอวี๋กังจะยังไม่ได้สอนกระบวนท่านี้ให้เขา แต่ลู่เคอก็รู้ดีว่ามันอันตรายขนาดไหน
จากนั้นอวี๋กังก็หันไปทางเฉินชวนและกล่าวว่า
"เฉินชวน ตอนที่พวกนายคารวะกันก่อนเริ่มต่อสู้ จากตำแหน่งที่ยืนกันอยู่ไม่มีทางที่หมัดแรกของลู่เคอจะชกโดนนายได้เลย แต่กลับกันนายกลับตั้งการ์ดป้องกันโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้นายเสียเปรียบตั้งแต่ต้น"
"นี่เป็นเพราะนายยังมีประสบการณ์น้อยเกินไปและยังประเมินสภาพแวดล้อมในสนามไม่ละเอียดพอ นายต้องจดจำสิ่งนี้ไว้ และต้องเรียนรู้ที่จะประเมินระยะห่างของคู่ต่อสู้ให้แม่นยำกว่านี้"
เฉินชวนพยักหน้ารับฟังคำแนะนำด้วยความจริงใจ
อวี๋กังกล่าวต่อ
"แต่ฉันก็ต้องชมเชยนายด้วย แม้ว่านายจะเสียเปรียบตั้งแต่ต้น แต่นายก็ไม่เคยละความพยายามและยังคงค้นหาโอกาสอย่างไม่ลดละ นี่เป็นสิ่งที่ดี"
"ที่สำคัญที่สุด นายชนะ"
"ดังนั้น ยกนี้ฉันให้คะแนนนายสองแต้ม"
(จบบท)