- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง
บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง
บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง
เฉินชวนได้ยินคำเรียกของอวี๋กังก็เดินมายืนกลางลานฝึกซ้อมตั้งท่ายืนตรงหน้าคู่ต่อสู้
ลู่เคอที่กำลังฝึกซ้อมของตัวเองอยู่ก็ชะลอจังหวะลงหันมามองเหตุการณ์ด้วยความสนใจ
อวี๋กังยืนนิ่งสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เร่งเร้าด้วยคำพูดใดๆ แต่เฉินชวนกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เขาต้องรีบออกหมัด
เขาเผลอใช้งานเทคนิคหายใจโดยไม่รู้ตัว กำหมัดแน่นก่อนจะปล่อยหมัดตรงไปยังอกของอวี๋กัง
ปัง!
เขารู้สึกเหมือนชกเข้าไปบนยางรถที่หนาแน่น มีแรงสะท้อนกลับส่งมายังตัวทำให้เขาถอยหลังไปสองสามก้าว
อวี๋กังให้คำวิจารณ์แบบไม่ไว้หน้า
“ท่าชกของนายเหมือนคนที่ไม่เคยฝึกเลย พลังไม่พอ ความเร็วช้าเหมือนหอยทาก แค่เด็กฝึกซ้อมมาเดือนเดียวก็ล้มได้นายสบายๆ”
“แบบนี้ไม่มีทางสอบเข้ามหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ ต่อให้มีเส้นสายก็ช่วยไม่ได้”
ลู่เคอที่นั่งอยู่ข้างๆยิ้มออกมาเล็กน้อย
อวี๋กังมองสีหน้าที่สงบนิ่งของเฉินชวนแล้วพูดต่อ
“แต่ดูจากท่าทางของนายคงยังไม่ทุ่มสุดตัวใช่ไหม? ใช้พลังเต็มที่ซะ ฉันจะได้ประเมินระดับของนายถูก”
เฉินชวนรู้ดีว่าระหว่างการฝึกมันเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดบังพลังของ ตัวตนที่สอง ได้ตลอด
ดังนั้นครั้งนี้เขาจะไม่ออมมืออีกต่อไป
เขาสูดลมหายใจลึกกลับไปยืนที่เดิม จากนั้นเปล่งเสียงต่ำ แล้วชกออกไปอีกครั้ง!
ทันทีที่หมัดออกจากมือ ตัวตนที่สอง ก็ซ้อนทับกับร่างกายของเขาในชั่วพริบตา
ปัง!
แรงสะท้อนกลับเกิดขึ้นอีกครั้งทำให้เขาถอยหลังหลายก้าวเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่าแรงหมัดของเขาหนักขึ้นมาก!
ลู่เคอที่ดูอยู่ข้างๆเผลอนั่งตัวตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
อวี๋กังยังคงยืนนิ่งเช่นเดิม
เพียงแต่ในดวงตามีประกายแปลกใจแวบขึ้นมา เขาคิดในใจ พรสวรรค์งั้นเหรอ…
จากนั้นกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ
“ครั้งนี้ดูมีอะไรขึ้นมาบ้าง ถ้านายสามารถแก้ไขการใช้พลังและปรับจังหวะหายใจให้ดีขึ้น พลังหมัดจะเพิ่มขึ้นอีกมาก”
เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“ระบบศิลปะการต่อสู้ปัจจุบัน แบ่งออกเป็น ยุคเก่ากับยุคใหม่
“ปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้ระบบยุคใหม่เป็นหลัก มีพื้นฐานจากศิลปะการต่อสู้มือเปล่า การจับทุ่ม และเทคนิคล็อกตัว
“การฝึกของยุคใหม่ มีแบบแผนชัดเจนและใช้งานได้จริง เป็นแนวทางที่ใช้กันแพร่หลายและเป็นหลักสูตรหลักของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ดังนั้นเราจะเริ่มจากศิลปะการต่อสู้ยุคใหม่”
เฉินชวนเพิ่งเคยได้ยินคำว่า “ยุคเก่า” และ “ยุคใหม่” เป็นครั้งแรก
เขาจึงถามด้วยความอยากรู้
“คุณอวี๋ เรากำลังฝึกตามแนวทางยุคใหม่ใช่ไหม? แล้วศิลปะการต่อสู้ยุคเก่าล่ะ เป็นแบบไหน?”
อวี๋กังตอบ
“ยุคเก่ามีหลายแขนงและหลากหลายแนวทาง แต่โดยทั่วไปแล้วมุ่งเน้นการใช้อาวุธเป็นหลัก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าเป็นเพียงเทคนิคเสริม
“ในอดีตศิลปะการต่อสู้เป็นเรื่องของการเอาชีวิตรอดและใช้ในการต่อสู้เป็นตาย
“ลองคิดดูว่าถ้านายต้องสู้กับคนอื่นหรือออกล่าสัตว์ป่า นายมีอาวุธในมือนายจะเลือกใช้หมัดไหม?”
เฉินชวนตอบทันที
“แน่นอนว่าไม่”
อวี๋กังพยักหน้า
“เพราะแบบนั้นศิลปะการต่อสู้ยุคเก่าจึงพัฒนาไปในแนวทางที่ชัดเจน
“เทคนิคมือเปล่าหลายอย่างมีไว้เพื่อสนับสนุนการใช้อาวุธ เมื่อแยกมาฝึกแบบมือเปล่าล้วนมันจึงมีท่าที่ดูเกินความจำเป็น และอาจเสียเปรียบในการต่อสู้กับศิลปะยุคใหม่
“แน่นอนศิลปะการต่อสู้ยุคใหม่ไม่ได้ละทิ้งการใช้อาวุธ
“เพียงแต่มันแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ต่างจากยุคเก่าที่ใช้หมัดและอาวุธควบคู่กันไป”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“แต่เอาเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องสนใจตอนนี้”
“กลับมาที่เรื่องหลักก่อน ฉันจะสอนพื้นฐานศิลปะการต่อสู้ให้กับนาย”
“คนทั่วไปเรียกมันว่ากระบวนท่ามือเปล่าขั้นต้นหรือกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง”
“ความแตกต่างของสองแขนงนี้คือแนวคิดเรื่องการโจมตีและป้องกัน”
“นอกจากนี้ยังมีกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นแขนงที่เก็บไว้เฉพาะนักเรียนที่ได้รับประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้เท่านั้น”
“แต่สิ่งที่ฉันจะสอนนายในวันนี้ คือ กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง”
“ตั้งใจดูให้ดี”
อวี๋กังเดินไปด้านข้างก่อนจะตั้งท่าพื้นฐาน
เท้าของเขาแยกออกโดยวางขาข้างหนึ่งไว้ด้านหน้า อีกข้างหนึ่งอยู่ด้านหลัง ร่างกายโน้มลงเล็กน้อย น้ำหนักเน้นไปที่ขาหลัง มือหนึ่งยื่นไปข้างหน้า อีกมือหนึ่งวางป้องกันหน้าท้อง
เขากล่าวว่า
“ท่านี้ไม่ใช่ท่าตายตัว รูปแบบของมันขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้และกลยุทธ์ที่นายใช้
“ถ้าเจอศัตรูที่ถนัดการจับทุ่มและล็อกตัว นายควรลดจุดศูนย์ถ่วงลงให้ต่ำ ถ้าเจอศัตรูที่ว่องไว ควรยกจุดศูนย์ถ่วงขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่
“นอกจากนี้มือที่ตั้งท่าหมัดยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นการโจมตีด้วยฝ่ามือได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และระดับความเชี่ยวชาญของนาย”
เมื่อพูดจบเขายืดตัวตรงและสั่งว่า
“ลองตั้งท่าดู”
เฉินชวนเดินไปที่กลางลานฝึกแล้วตั้งท่าเลียนแบบตามที่อวี๋กังทำ
อวี๋กังเดินเข้าไปใกล้และปรับท่าของเขา
“อย่าเกร็งเกินไป”
“อย่าเงยหน้ามากนัก เก็บคางลง”
“มือทั้งสองข้างต้องอยู่ในตำแหน่งที่สามารถป้องกันตัวเองได้”
ภายใต้คำแนะนำของอวี๋กังไม่นานนัก เฉินชวนก็สามารถตั้งท่าได้ใกล้เคียงกับต้นแบบมากขึ้น
จากนั้นอวี๋กังก็สอนวิธีการกำหมัดและตั้งฝ่ามือ การออกหมัดและเตะอย่างถูกต้อง รวมถึงพื้นฐานการเคลื่อนที่ทั้งการรุกและการถอย
เนื่องจากทักษะที่สอนในวันแรกยังไม่มาก หลังจากฝึกทั้งช่วงเช้า แม้ว่าจะยังเรียกว่าชำนาญไม่ได้ แต่เฉินชวนก็สามารถจำทั้งหมดได้
ช่วงบ่าย
นอกจากการฝึกฝนทักษะที่เรียนมาในช่วงเช้าแล้ว การฝึกช่วงบ่ายเน้นไปที่การพัฒนาพื้นฐานทางร่างกาย
ทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้คำแนะนำที่เข้มงวดของอวี๋กัง
ระหว่างฝึกมีการหยุดพักเป็นช่วงๆเพื่อเติมสารอาหารก่อนจะฝึกต่อไปจนถึงช่วงเย็นประมาณห้าโมงเย็น จากนั้นอวี๋กังก็ให้เฉินชวนวิ่งกลับบ้าน
ในระหว่างกระบวนการฝึกฝน เฉินชวนไม่ลืมที่จะใช้ เทคนิคการหายใจ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการฝึก
นอกจากการใช้เทคนิคนี้ในตอนกลางวัน เขายังใช้ ตัวตนที่สอง เป็นตัวช่วยในการฝึกพื้นฐานหายใจตอนกลางคืนอีกด้วย
เขาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง ตัวตนที่สอง อยู่ในสภาพพร่ามัวจนเกือบจะเลือนหายไปจึงค่อยเข้านอน
ช่วงเวลาหลังจากนั้นเขายังคงรักษาตารางฝึกแบบนี้ทุกวัน
ไม่ถึงสิบวันเขาก็สามารถใช้เทคนิคจากกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงได้อย่างค่อนข้างชำนาญ
นอกจากนี้เขายังสังเกตเห็นว่า เมื่อคุ้นเคยกับท่วงท่ามากขึ้น ทุกครั้งที่ใช้เทคนิคหายใจร่างกายของเขาจะรับรู้ได้เองว่าท่าทางไหนควรใช้พลังแบบไหน
ถ้าหากการออกหมัดหรือท่าทางผิดพลาดการไหลเวียนของลมหายใจจะไม่ราบรื่น
แต่หากจังหวะลมหายใจเป็นธรรมชาติพลังที่ปล่อยออกมาก็จะสมบูรณ์
นี่ทำให้เขาเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทำไมอวี๋กังถึงบอกว่าเทคนิคการหายใจเป็นหัวใจสำคัญของศิลปะการต่อสู้
เพราะรู้สึกถึงความก้าวหน้าของตัวเองอย่างชัดเจน เขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการฝึก
ร่างกายของเขาค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นจากการฝึกในตอนกลางวัน
ขณะที่เทคนิคการหายใจช่วย เพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกซ้อมทำให้เวลาที่เขาสามารถรักษาสภาวะหายใจได้ยาวนานขึ้น
การฝึกทั้งสองส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกันทำให้เขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้เขายังค้นพบว่าระยะเวลาที่เขาสามารถใช้ตัวตนที่สองได้นานขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาตอบสนองทางบวกที่เกิดขึ้นจากการฝึก
หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกดีใจจากการพัฒนาตัวเองช่วยกระตุ้นให้ ตัวตนที่สอง แข็งแกร่งขึ้น
.....
กลางเดือนมิถุนายน
เฉินชวนไปหาอวี๋กังและพูดว่า
“คุณอวี๋ ช่วงนี้ทุกครั้งที่ผมฝึกเทคนิคหายใจพื้นฐานเสร็จ ร่างกายจะรู้สึกอุ่นขึ้น ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร?”
อวี๋กังดูแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเขา
“รู้สึกร้อนขึ้นหลังจากฝึกหายใจ?”
“นายแน่ใจ?”
เฉินชวนพยักหน้า
“แน่ใจครับ ตอนแรกแค่รู้สึกนิดหน่อย แต่ช่วงสองสามวันนี้มันชัดเจนขึ้น”
อวี๋กังขมวดคิ้ว
“เป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว?”
เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ประมาณสี่ถึงห้าวันครับ”
อวี๋กังยกแขนกอดอกหรี่ตาลงเล็กน้อยเข้าสู่ภาวะครุ่นคิด
เฉินชวนเห็นท่าทีของเขาจึงถามด้วยความสงสัย
“คุณอวี๋…หรือว่ามีปัญหาอะไร?”
อวี๋กังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ไม่มีปัญหา นี่เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นเมื่อลมหายใจเริ่มปรับเข้ากับร่างกายได้ดีขึ้น”
“โดยทั่วไปมันต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะเกิดขึ้น แต่ในกรณีของนายกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด”
“ดูเหมือนว่านายจะพร้อมเข้าสู่การฝึกขั้นต่อไปแล้ว”
อาการร่างกายอุ่นขึ้นหลังจากฝึกเทคนิคหายใจ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายของผู้ฝึกเริ่ม ปรับตัวเข้ากับจังหวะลมหายใจอย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ร่างกายยังไม่เติบโตเต็มที่ เมื่อเวลาผ่านไปผลลัพธ์จากการฝึกฝนจะยิ่งชัดเจนขึ้น
แต่สำหรับคนทั่วไปอาการนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากฝึกเทคนิคหายใจ หลายสิบวันหรืออาจใช้เวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปี บางคนแม้จะฝึกมาทั้งชีวิตก็ยังไม่เคยสัมผัสอาการแบบนี้เลย
แต่เฉินชวนล่ะ? เขาเพิ่งฝึกมาไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ!
อวี๋กังอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่คือพรสวรรค์ที่แท้จริงสินะ…
อวี๋กังเรียกเฉินชวนและลู่เคอมารวมตัวกัน
“เฉินชวน ต่อจากนี้ไปนายจะได้ฝึกซ้อมกับคู่ต่อสู้จริง”
“ลู่เคอ นายจะเป็นคู่ซ้อมของเฉินชวน ช่วงนี้เลื่อนตารางฝึกของนายไปก่อน”
ลู่เคอรู้สึกไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ยังยิ้มตอบ
“ได้ครับ อาจารย์”
จากนั้นเขาหันมาพูดกับเฉินชวน
“คุณชายเฉิน ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ”
เฉินชวนตอบกลับอย่างสุภาพ
“ขอบคุณลู่เคอ”
ตั้งแต่วันนี้การฝึกของเฉินชวนเริ่มมีการฝึกซ้อมแบบสองคน โดยเน้นการโจมตีและป้องกันเป็นหลัก
ลู่เคอเป็นคู่ซ้อมของเขาคอยช่วยให้เฉินชวนคุ้นเคยกับการนำกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงมาใช้จริง
หลังจากฝึกซ้อมรูปแบบนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวัน อวี๋กังก็ให้ทั้งสองคนเริ่มการต่อสู้จริง
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ พวกเขาจึงต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันและนวมต่อสู้
แต่ถ้าเป็นการฝึกที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่?
ยกเว้นแค่การเรียนรู้เกี่ยวกับอาวุธหรือฝึกซ้อมเบื้องต้น การฝึกต่อสู้จริงจะไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเลย
ดังนั้นในภายหลังอวี๋กังมีแผนจะค่อยๆลดการใช้เครื่องป้องกันเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับการต่อสู้จริง
“วันนี้เป็นการซ้อมต่อสู้วันแรกของพวกนาย”
“ดังนั้นจะให้แข่งกัน สามรอบ แต่ละรอบจำกัดเวลา สามนาที”
“ระหว่างรอบจะได้พักห้านาที”
“ฉันจะเป็นคนให้คะแนนเอง”
“คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าวันนี้ต้องเป็นคนเก็บกวาดสถานที่และดูแลอุปกรณ์ฝึก”
หลังจากพูดจบอวี๋กังก็ถอยออกไป แล้วส่งสัญญาณให้เริ่มได้
เฉินชวนและลู่เคอเดินไปที่กลางสนามยืนประจันหน้ากัน
ทั้งคู่ทำท่าคารวะก่อนต่อสู้ตามหลักการต่อสู้มือเปล่า
แต่ยังไม่ทันที่เฉินชวนจะลดมือลงจนสุด...
ลู่เคอก็พุ่งหมัดออกมาอย่างกะทันหัน!
เป้าหมายของเขา...ตรงไปยังอกของเฉินชวน!
(จบบท)