เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง

บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง

บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง


เฉินชวนได้ยินคำเรียกของอวี๋กังก็เดินมายืนกลางลานฝึกซ้อมตั้งท่ายืนตรงหน้าคู่ต่อสู้

ลู่เคอที่กำลังฝึกซ้อมของตัวเองอยู่ก็ชะลอจังหวะลงหันมามองเหตุการณ์ด้วยความสนใจ

อวี๋กังยืนนิ่งสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เร่งเร้าด้วยคำพูดใดๆ แต่เฉินชวนกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เขาต้องรีบออกหมัด

เขาเผลอใช้งานเทคนิคหายใจโดยไม่รู้ตัว กำหมัดแน่นก่อนจะปล่อยหมัดตรงไปยังอกของอวี๋กัง

ปัง!

เขารู้สึกเหมือนชกเข้าไปบนยางรถที่หนาแน่น มีแรงสะท้อนกลับส่งมายังตัวทำให้เขาถอยหลังไปสองสามก้าว

อวี๋กังให้คำวิจารณ์แบบไม่ไว้หน้า

“ท่าชกของนายเหมือนคนที่ไม่เคยฝึกเลย พลังไม่พอ ความเร็วช้าเหมือนหอยทาก แค่เด็กฝึกซ้อมมาเดือนเดียวก็ล้มได้นายสบายๆ”

“แบบนี้ไม่มีทางสอบเข้ามหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ ต่อให้มีเส้นสายก็ช่วยไม่ได้”

ลู่เคอที่นั่งอยู่ข้างๆยิ้มออกมาเล็กน้อย

อวี๋กังมองสีหน้าที่สงบนิ่งของเฉินชวนแล้วพูดต่อ

“แต่ดูจากท่าทางของนายคงยังไม่ทุ่มสุดตัวใช่ไหม? ใช้พลังเต็มที่ซะ ฉันจะได้ประเมินระดับของนายถูก”

เฉินชวนรู้ดีว่าระหว่างการฝึกมันเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดบังพลังของ ตัวตนที่สอง ได้ตลอด

ดังนั้นครั้งนี้เขาจะไม่ออมมืออีกต่อไป

เขาสูดลมหายใจลึกกลับไปยืนที่เดิม จากนั้นเปล่งเสียงต่ำ แล้วชกออกไปอีกครั้ง!

ทันทีที่หมัดออกจากมือ ตัวตนที่สอง ก็ซ้อนทับกับร่างกายของเขาในชั่วพริบตา

ปัง!

แรงสะท้อนกลับเกิดขึ้นอีกครั้งทำให้เขาถอยหลังหลายก้าวเหมือนเดิม

แต่ครั้งนี้ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่าแรงหมัดของเขาหนักขึ้นมาก!

ลู่เคอที่ดูอยู่ข้างๆเผลอนั่งตัวตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

อวี๋กังยังคงยืนนิ่งเช่นเดิม

เพียงแต่ในดวงตามีประกายแปลกใจแวบขึ้นมา เขาคิดในใจ พรสวรรค์งั้นเหรอ…

จากนั้นกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ

“ครั้งนี้ดูมีอะไรขึ้นมาบ้าง ถ้านายสามารถแก้ไขการใช้พลังและปรับจังหวะหายใจให้ดีขึ้น พลังหมัดจะเพิ่มขึ้นอีกมาก”

เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ

“ระบบศิลปะการต่อสู้ปัจจุบัน แบ่งออกเป็น ยุคเก่ากับยุคใหม่

“ปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้ระบบยุคใหม่เป็นหลัก มีพื้นฐานจากศิลปะการต่อสู้มือเปล่า การจับทุ่ม และเทคนิคล็อกตัว

“การฝึกของยุคใหม่ มีแบบแผนชัดเจนและใช้งานได้จริง เป็นแนวทางที่ใช้กันแพร่หลายและเป็นหลักสูตรหลักของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ดังนั้นเราจะเริ่มจากศิลปะการต่อสู้ยุคใหม่”

เฉินชวนเพิ่งเคยได้ยินคำว่า “ยุคเก่า” และ “ยุคใหม่” เป็นครั้งแรก

เขาจึงถามด้วยความอยากรู้

“คุณอวี๋ เรากำลังฝึกตามแนวทางยุคใหม่ใช่ไหม? แล้วศิลปะการต่อสู้ยุคเก่าล่ะ เป็นแบบไหน?”

อวี๋กังตอบ

“ยุคเก่ามีหลายแขนงและหลากหลายแนวทาง แต่โดยทั่วไปแล้วมุ่งเน้นการใช้อาวุธเป็นหลัก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าเป็นเพียงเทคนิคเสริม

“ในอดีตศิลปะการต่อสู้เป็นเรื่องของการเอาชีวิตรอดและใช้ในการต่อสู้เป็นตาย

“ลองคิดดูว่าถ้านายต้องสู้กับคนอื่นหรือออกล่าสัตว์ป่า นายมีอาวุธในมือนายจะเลือกใช้หมัดไหม?”

เฉินชวนตอบทันที

“แน่นอนว่าไม่”

อวี๋กังพยักหน้า

“เพราะแบบนั้นศิลปะการต่อสู้ยุคเก่าจึงพัฒนาไปในแนวทางที่ชัดเจน

“เทคนิคมือเปล่าหลายอย่างมีไว้เพื่อสนับสนุนการใช้อาวุธ เมื่อแยกมาฝึกแบบมือเปล่าล้วนมันจึงมีท่าที่ดูเกินความจำเป็น และอาจเสียเปรียบในการต่อสู้กับศิลปะยุคใหม่

“แน่นอนศิลปะการต่อสู้ยุคใหม่ไม่ได้ละทิ้งการใช้อาวุธ

“เพียงแต่มันแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ต่างจากยุคเก่าที่ใช้หมัดและอาวุธควบคู่กันไป”

เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ

“แต่เอาเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องสนใจตอนนี้”

“กลับมาที่เรื่องหลักก่อน ฉันจะสอนพื้นฐานศิลปะการต่อสู้ให้กับนาย”

“คนทั่วไปเรียกมันว่ากระบวนท่ามือเปล่าขั้นต้นหรือกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง”

“ความแตกต่างของสองแขนงนี้คือแนวคิดเรื่องการโจมตีและป้องกัน”

“นอกจากนี้ยังมีกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นแขนงที่เก็บไว้เฉพาะนักเรียนที่ได้รับประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้เท่านั้น”

“แต่สิ่งที่ฉันจะสอนนายในวันนี้ คือ กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง”

“ตั้งใจดูให้ดี”

อวี๋กังเดินไปด้านข้างก่อนจะตั้งท่าพื้นฐาน

เท้าของเขาแยกออกโดยวางขาข้างหนึ่งไว้ด้านหน้า อีกข้างหนึ่งอยู่ด้านหลัง ร่างกายโน้มลงเล็กน้อย น้ำหนักเน้นไปที่ขาหลัง มือหนึ่งยื่นไปข้างหน้า อีกมือหนึ่งวางป้องกันหน้าท้อง

เขากล่าวว่า

“ท่านี้ไม่ใช่ท่าตายตัว รูปแบบของมันขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้และกลยุทธ์ที่นายใช้

“ถ้าเจอศัตรูที่ถนัดการจับทุ่มและล็อกตัว นายควรลดจุดศูนย์ถ่วงลงให้ต่ำ ถ้าเจอศัตรูที่ว่องไว ควรยกจุดศูนย์ถ่วงขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่

“นอกจากนี้มือที่ตั้งท่าหมัดยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นการโจมตีด้วยฝ่ามือได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และระดับความเชี่ยวชาญของนาย”

เมื่อพูดจบเขายืดตัวตรงและสั่งว่า

“ลองตั้งท่าดู”

เฉินชวนเดินไปที่กลางลานฝึกแล้วตั้งท่าเลียนแบบตามที่อวี๋กังทำ

อวี๋กังเดินเข้าไปใกล้และปรับท่าของเขา

“อย่าเกร็งเกินไป”

“อย่าเงยหน้ามากนัก เก็บคางลง”

“มือทั้งสองข้างต้องอยู่ในตำแหน่งที่สามารถป้องกันตัวเองได้”

ภายใต้คำแนะนำของอวี๋กังไม่นานนัก เฉินชวนก็สามารถตั้งท่าได้ใกล้เคียงกับต้นแบบมากขึ้น

จากนั้นอวี๋กังก็สอนวิธีการกำหมัดและตั้งฝ่ามือ การออกหมัดและเตะอย่างถูกต้อง รวมถึงพื้นฐานการเคลื่อนที่ทั้งการรุกและการถอย

เนื่องจากทักษะที่สอนในวันแรกยังไม่มาก หลังจากฝึกทั้งช่วงเช้า แม้ว่าจะยังเรียกว่าชำนาญไม่ได้ แต่เฉินชวนก็สามารถจำทั้งหมดได้

ช่วงบ่าย

นอกจากการฝึกฝนทักษะที่เรียนมาในช่วงเช้าแล้ว การฝึกช่วงบ่ายเน้นไปที่การพัฒนาพื้นฐานทางร่างกาย

ทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้คำแนะนำที่เข้มงวดของอวี๋กัง

ระหว่างฝึกมีการหยุดพักเป็นช่วงๆเพื่อเติมสารอาหารก่อนจะฝึกต่อไปจนถึงช่วงเย็นประมาณห้าโมงเย็น จากนั้นอวี๋กังก็ให้เฉินชวนวิ่งกลับบ้าน

ในระหว่างกระบวนการฝึกฝน เฉินชวนไม่ลืมที่จะใช้ เทคนิคการหายใจ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการฝึก

นอกจากการใช้เทคนิคนี้ในตอนกลางวัน เขายังใช้ ตัวตนที่สอง เป็นตัวช่วยในการฝึกพื้นฐานหายใจตอนกลางคืนอีกด้วย

เขาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง ตัวตนที่สอง อยู่ในสภาพพร่ามัวจนเกือบจะเลือนหายไปจึงค่อยเข้านอน

ช่วงเวลาหลังจากนั้นเขายังคงรักษาตารางฝึกแบบนี้ทุกวัน

ไม่ถึงสิบวันเขาก็สามารถใช้เทคนิคจากกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงได้อย่างค่อนข้างชำนาญ

นอกจากนี้เขายังสังเกตเห็นว่า เมื่อคุ้นเคยกับท่วงท่ามากขึ้น ทุกครั้งที่ใช้เทคนิคหายใจร่างกายของเขาจะรับรู้ได้เองว่าท่าทางไหนควรใช้พลังแบบไหน

ถ้าหากการออกหมัดหรือท่าทางผิดพลาดการไหลเวียนของลมหายใจจะไม่ราบรื่น

แต่หากจังหวะลมหายใจเป็นธรรมชาติพลังที่ปล่อยออกมาก็จะสมบูรณ์

นี่ทำให้เขาเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทำไมอวี๋กังถึงบอกว่าเทคนิคการหายใจเป็นหัวใจสำคัญของศิลปะการต่อสู้

เพราะรู้สึกถึงความก้าวหน้าของตัวเองอย่างชัดเจน เขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการฝึก

ร่างกายของเขาค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นจากการฝึกในตอนกลางวัน

ขณะที่เทคนิคการหายใจช่วย เพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกซ้อมทำให้เวลาที่เขาสามารถรักษาสภาวะหายใจได้ยาวนานขึ้น

การฝึกทั้งสองส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกันทำให้เขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้เขายังค้นพบว่าระยะเวลาที่เขาสามารถใช้ตัวตนที่สองได้นานขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาตอบสนองทางบวกที่เกิดขึ้นจากการฝึก

หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกดีใจจากการพัฒนาตัวเองช่วยกระตุ้นให้ ตัวตนที่สอง แข็งแกร่งขึ้น

.....

กลางเดือนมิถุนายน

เฉินชวนไปหาอวี๋กังและพูดว่า

“คุณอวี๋ ช่วงนี้ทุกครั้งที่ผมฝึกเทคนิคหายใจพื้นฐานเสร็จ ร่างกายจะรู้สึกอุ่นขึ้น ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร?”

อวี๋กังดูแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเขา

“รู้สึกร้อนขึ้นหลังจากฝึกหายใจ?”

“นายแน่ใจ?”

เฉินชวนพยักหน้า

“แน่ใจครับ ตอนแรกแค่รู้สึกนิดหน่อย แต่ช่วงสองสามวันนี้มันชัดเจนขึ้น”

อวี๋กังขมวดคิ้ว

“เป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว?”

เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ

“ประมาณสี่ถึงห้าวันครับ”

อวี๋กังยกแขนกอดอกหรี่ตาลงเล็กน้อยเข้าสู่ภาวะครุ่นคิด

เฉินชวนเห็นท่าทีของเขาจึงถามด้วยความสงสัย

“คุณอวี๋…หรือว่ามีปัญหาอะไร?”

อวี๋กังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ไม่มีปัญหา นี่เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นเมื่อลมหายใจเริ่มปรับเข้ากับร่างกายได้ดีขึ้น”

“โดยทั่วไปมันต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะเกิดขึ้น แต่ในกรณีของนายกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด”

“ดูเหมือนว่านายจะพร้อมเข้าสู่การฝึกขั้นต่อไปแล้ว”

อาการร่างกายอุ่นขึ้นหลังจากฝึกเทคนิคหายใจ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายของผู้ฝึกเริ่ม ปรับตัวเข้ากับจังหวะลมหายใจอย่างสมบูรณ์

โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ร่างกายยังไม่เติบโตเต็มที่ เมื่อเวลาผ่านไปผลลัพธ์จากการฝึกฝนจะยิ่งชัดเจนขึ้น

แต่สำหรับคนทั่วไปอาการนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากฝึกเทคนิคหายใจ หลายสิบวันหรืออาจใช้เวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปี บางคนแม้จะฝึกมาทั้งชีวิตก็ยังไม่เคยสัมผัสอาการแบบนี้เลย

แต่เฉินชวนล่ะ? เขาเพิ่งฝึกมาไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ!

อวี๋กังอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่คือพรสวรรค์ที่แท้จริงสินะ…

อวี๋กังเรียกเฉินชวนและลู่เคอมารวมตัวกัน

“เฉินชวน ต่อจากนี้ไปนายจะได้ฝึกซ้อมกับคู่ต่อสู้จริง”

“ลู่เคอ นายจะเป็นคู่ซ้อมของเฉินชวน ช่วงนี้เลื่อนตารางฝึกของนายไปก่อน”

ลู่เคอรู้สึกไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ยังยิ้มตอบ

“ได้ครับ อาจารย์”

จากนั้นเขาหันมาพูดกับเฉินชวน

“คุณชายเฉิน ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ”

เฉินชวนตอบกลับอย่างสุภาพ

“ขอบคุณลู่เคอ”

ตั้งแต่วันนี้การฝึกของเฉินชวนเริ่มมีการฝึกซ้อมแบบสองคน โดยเน้นการโจมตีและป้องกันเป็นหลัก

ลู่เคอเป็นคู่ซ้อมของเขาคอยช่วยให้เฉินชวนคุ้นเคยกับการนำกระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงมาใช้จริง

หลังจากฝึกซ้อมรูปแบบนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวัน อวี๋กังก็ให้ทั้งสองคนเริ่มการต่อสู้จริง

แน่นอนว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ พวกเขาจึงต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันและนวมต่อสู้

แต่ถ้าเป็นการฝึกที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่?

ยกเว้นแค่การเรียนรู้เกี่ยวกับอาวุธหรือฝึกซ้อมเบื้องต้น การฝึกต่อสู้จริงจะไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเลย

ดังนั้นในภายหลังอวี๋กังมีแผนจะค่อยๆลดการใช้เครื่องป้องกันเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับการต่อสู้จริง

“วันนี้เป็นการซ้อมต่อสู้วันแรกของพวกนาย”

“ดังนั้นจะให้แข่งกัน สามรอบ แต่ละรอบจำกัดเวลา สามนาที”

“ระหว่างรอบจะได้พักห้านาที”

“ฉันจะเป็นคนให้คะแนนเอง”

“คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าวันนี้ต้องเป็นคนเก็บกวาดสถานที่และดูแลอุปกรณ์ฝึก”

หลังจากพูดจบอวี๋กังก็ถอยออกไป แล้วส่งสัญญาณให้เริ่มได้

เฉินชวนและลู่เคอเดินไปที่กลางสนามยืนประจันหน้ากัน

ทั้งคู่ทำท่าคารวะก่อนต่อสู้ตามหลักการต่อสู้มือเปล่า

แต่ยังไม่ทันที่เฉินชวนจะลดมือลงจนสุด...

ลู่เคอก็พุ่งหมัดออกมาอย่างกะทันหัน!

เป้าหมายของเขา...ตรงไปยังอกของเฉินชวน!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 9 กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูง

คัดลอกลิงก์แล้ว