เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 เคล็ดวิชา

บทที่ 11 เคล็ดวิชา

บทที่ 11 เคล็ดวิชา


“ขึ้นชื่อว่าโอสถ เมื่อผ่านการปรุงย่อมต้องมีพิษตกค้างเป็นธรรมดา โอสถรวบรวมปราณฉบับย่อของข้านั้น แม้สรรพคุณจะสู้โอสถรวบรวมปราณขนานแท้ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน พิษตกค้างของมันก็มากกว่าเพียง ‘นิดเดียว’ เท่านั้น โอสทรวบรวมปราณทั่วไปกินได้หนึ่งเม็ดทุกสามวัน ส่วนโอสถรวบรวมปราณฉบับย่อของข้ากินได้หนึ่งเม็ดทุกเจ็ดวัน ด้วยเหตุนี้ราคาโดยรวมจึงถูกกว่าอย่างไรเล่า”

พิษตกค้างมากกว่านิดเดียวงั้นรึ? ท่านคงหมายถึงมากกว่าเป็นเท่าตัวล่ะสิไม่ว่า!

จางเสี่ยวไป๋ลอบค่อนขอดอยู่ในใจ

เมื่อเห็นจางเสี่ยวไป๋มีท่าทีลังเล เจ้าของแผงก็รีบกล่าวรุกต่อทันที “สหายเต๋าโปรดวางใจ โอสถรวบรวมปราณฉบับย่อของข้านั้นปรุงตามตำรับโอสถรวบรวมปราณทุกประการ วัตถุดิบที่ใช้ก็แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง นอกจากเรื่องพิษตกค้างแล้ว สรรพคุณด้านอื่นรับรองว่าเชื่อถือได้แน่นอน!”

เห็นเจ้าของแผงให้คำมั่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ จางเสี่ยวไป๋ก็เกือบจะตัดสินใจซื้อมาลองสักขวดดูเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ทว่าเสียงของระบบพลันดังขัดขึ้นอีกครั้ง

【ของขวัญทุกชิ้นที่โชคชะตาหยิบยื่นให้ ล้วนถูกตีราคาเอาไว้แล้วในเงามืด】

【ตัวเลือกที่ 1: ลงมือสั่งสอนเจ้าของแผงและขัดขวางการขาย ‘โอสถขยะ’ รางวัลภารกิจ: เคล็ดวิชาบำเพ็ญระดับนภา ‘คัมภีร์ดารา’ ไม่มีบทลงโทษหากล้มเหลว】

【ตัวเลือกที่ 2: ตะโกนแฉการขายโอสถขยะของอีกฝ่าย และต้องรักษาความปลอดภัยของตนเองให้ได้ก่อนที่หน่วยคุมกฎจะมาถึง รางวัลภารกิจ: เคล็ดวิชาบำเพ็ญระดับปฐพี ‘เพลงกระบี่วายุเมฆา’ หากล้มเหลวค่าโชคลาภ -3】

【ตัวเลือกที่ 3: ถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รางวัลภารกิจ: ค่าโชคลาภ +1】

ช้าก่อน... ไหนว่าสรรพคุณเชื่อถือได้ไง?

ที่แท้มันคือโอสถขยะ!

โอสถขยะก็ตามชื่อของมัน คือโอสถที่ล้มเหลวในระหว่างการปรุงจนกลายเป็นของเสีย มีพิษตกค้างเต็มสิบส่วน ส่วนสรรพคุณนั้น... หากสามารถดูดซับไอวิญญาณได้แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ถือว่าสวรรค์โปรดมากแล้ว

จางเสี่ยวไป๋ทำทีเป็นเลือกดูต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอยห่างออกมาอย่างเงียบกริบ

“สหายเต๋า ลองดูโอสถมังกรพยัคฆ์ฉบับย่อนี่หน่อยเป็นไง? เหมาะสำหรับผู้ที่บำเพ็ญกายาที่สุด!”

เจ้าของแผงรู้สึกว่าจางเสี่ยวไป๋ดูท่าจะหลงกลแล้ว จึงพยายามรั้งตัวไว้เพื่อปิดการขาย

“ข้าไม่ได้บำเพ็ญกายา!” จางเสี่ยวไป๋ตอบสั้นๆ

“แล้วโอสถบำรุงไตล่ะ? สนใจรับไปสักหน่อยไหมสหาย? เตรียมตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่านะ!”

ทว่าร่างของจางเสี่ยวไป๋ได้เดินห่างออกไปไกลแล้ว

เจ้าของแผงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “ชิ... ซวยชะมัด!”

ตลาดมืดแห่งนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ขาดจางเสี่ยวไป๋ไปคนเดียวไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล่มสลาย เจ้าของแผงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเฝ้ารอ ‘เหยื่อ’ รายต่อไปอย่างอดทน

ในขณะเดียวกัน จางเสี่ยวไป๋ผู้ที่เพิ่งได้รับค่าโชคลาภมาฟรีๆ ก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก

ขณะเดียวกัน การปรากฏขึ้นของระบบในครั้งนี้ช่วยยืนยันสมมติฐานของเขาได้อีกข้อ

ยามที่เขาเผชิญกับทางเลือกที่มีความเสี่ยง ระบบจะปรากฏตัวขึ้นมาเตือนล่วงหน้าเสมอ

บางทีอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น

แต่ถ้า... ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง จางเสี่ยวไป๋ก็เริ่มวางแผนในใจไว้มากมายเพื่อที่จะหาทางกระตุ้นระบบออกมาให้ได้บ่อยที่สุด

ทันทีที่จางเสี่ยวไป๋ทำการเลือกเสร็จสิ้น เขาก็ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบว่าได้รับรางวัลเป็นค่าโชคลาภแล้ว

ค่าโชคลาภก็คล้ายกับค่าความเข้าใจ คือจะไม่ส่งผลให้เห็นชัดเจนในระยะสั้น

ทว่าหากสะสมไว้ได้ในปริมาณมาก ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน

จางเสี่ยวไป๋ยังคงเดินทอดน่องสำรวจตลาดมืดต่อไป หลังจากได้ลาภปากลาภคอมาสองคราว ครั้งนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะซื้อสิ่งใด เพียงแค่อยากเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์เท่านั้น

ไม่นานนัก เขาก็พบแผงค้าหนึ่งที่มีผู้คนรุมล้อมกันอย่างคึกคัก ด้วยความรู้อยากรู้อยากเห็น เขาจึงเบียดตัวเข้าไปดูทันที

“เคล็ดวิชานี้คือ ‘ปฐมบทควบคุมอัคคี’ ของสำนักเบญจธาตุจริงๆ รึ? ข้าไม่เชื่อหรอก!”

“นั่นน่ะสิเจ้าหนู อย่าคิดว่าแค่คัดลอกลงแผ่นหยกสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วจะมาหลอกพวกเราได้นะ เชื่อไหมว่าข้าจะเรียกหน่วยคุมกฎมาจัดการเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ?”

“สมัยนี้ยังมีคนกล้าปลอมแปลงของจากสำนักเบญจธาตุอีก ช่างขวัญกล้านัก... เจ้าคิดว่าที่นี่คือมณฑลชงโจวแล้วจะไม่มีใครแฉเจ้าได้งั้นรึ? ตลกสิ้นดี”

สำนักเบญจธาตุ?

เมื่อได้ยินชื่อนี้ จางเสี่ยวไป๋ก็รีบแทรกตัวผ่านฝูงชน พยายามชะเง้อคอมองไปข้างหน้าให้ชัดที่สุด

เขาเห็นเจ้าของแผงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เบื้องหน้ามีแผ่นหยกวางเรียงรายอยู่เป็นแถว พร้อมป้ายที่เขียนอักษรตัวโตว่า ‘ปฐมบทควบคุมอัคคี’ โดยเจ้าของแผงไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านต่อเสียงเยาะเย้ยถากถางจากผู้คนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

จากสถานการณ์นี้ จางเสี่ยวไป๋พอจะเข้าใจเลาๆ แล้วว่าเหตุใดเจ้าของแผงถึงถูกหัวเราะเยาะ

สำนักกระบี่เหิน, สำนักเบญจธาตุ และสำนักควบคุมสัตว์... สามสำนักใหญ่แห่งโลกบำเพ็ญเพียรนี้ ปกครองดินแดนแปดมณฑลทางตอนใต้ของอาณาจักรยวี่

ในจำนวนนี้ สำนักกระบี่เหินและสำนักเบญจธาตุถือว่าแข็งแกร่งที่สุด โดยปกครองสำนักละสามมณฑล ส่วนสำนักควบคุมสัตว์มีเขตอิทธิพลเพียงสองมณฑลและค่อนข้างห่างไกลความเจริญ

หากพูดถึงความสามารถในการต่อสู้ สำนักกระบี่เหินย่อมโดดเด่นที่สุด ด้วยวิชากระบี่เหินอันเลิศล้ำ จางเสี่ยวไป๋เคยเห็นอานุภาพอันน่าเกรงขามของศิษย์สำนักกระบี่เหินมากับตาตัวเอง

รองลงมาคือสำนักเบญจธาตุซึ่งมีอานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สำนักนี้เน้นบำเพ็ญอาคมทั้งห้าธาตุ หากผู้ใดฝึกฝนจนถึงขั้นลึกซึ้ง ย่อมมีพลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง

ไม่ใช่ว่าสำนักควบคุมสัตว์จะไม่เก่งกล้า มิฉะนั้นคงไม่ติดหนึ่งในสามสำนักใหญ่

ทว่าเหตุผลหลักคือ สำนักควบคุมสัตว์เดินบนวิถีแห่งการควบคุมสัตว์อสูร ซึ่งมีความมั่นคงน้อยกว่าการบำเพ็ญเพียรเพื่อเพิ่มพูนตบะของตนเอง

ในแง่หนึ่ง การเลี้ยงดูสัตว์อสูรต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามรักษาสมดุลของตบะบารมีของตนเองไว้ด้วย

ลองคิดดูเถิด หากสัตว์อสูรที่เลี้ยงไว้ไปถึงระดับสร้างฐานแล้ว แต่ตัวผู้ควบคุมเองยังติดอยู่ที่ระดับรวบรวมลมปราณ เขาจะยังสามารถควบคุมสัตว์อสูรเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?

แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงเหตุผลรอง เหตุผลหลักที่ทำให้สำนักควบคุมสัตว์ด้อยกว่าอีกสองสำนัก คือการขาดแคลนยอดฝีมือระดับสูงนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องเดิม คนที่มาตั้งแผงในตลาดมืดคราวนี้ กำลังประกาศขายหนึ่งในวิชาอันเลื่องชื่อของสำนักเบญจธาตุ นั่นคือ ‘ปฐมบทควบคุมอัคคี’

บ้านเกิดของจางเสี่ยวไป๋คือมณฑลชงโจว ซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของสำนักกระบี่เหิน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้บำเพ็ญเพียรคนนี้ถึงกล้าเอาวิชาปลอมมาหลอกขาย

หากเป็นในเขตของสำนักเบญจธาตุ ทันทีที่เขานำวิชานี้ออกมาวางขาย เกรงว่าชีวิตคงหาไม่ก่อนจะได้มีใครทันเอ่ยปากทักท้วงเสียอีก

แล้วเหตุใดจางเสี่ยวไป๋และคนอื่นๆ ถึงมั่นใจนักว่าปฐมบทควบคุมอัคคีนี้เป็นของปลอม?

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ...

สำนักใดก็ตาม เมื่อจะประสิทธิ์ประสาทเคล็ดวิชาให้แก่ศิษย์ ย่อมต้องให้ศิษย์ผู้นั้นสาบานต่อ ‘พันธะเต๋า’ ว่าจะไม่เผยแพร่เคล็ดวิชาให้แก่ผู้อื่นโดยเด็ดขาด

หากผู้ใดริอ่านละเมิดพันธะเต๋า ย่อมต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ อย่างเบาก็ถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางใจ ตบะบารมีสูญสิ้นกลายเป็นคนปัญญาอ่อน อย่างหนักก็วิญญาณแตกสลายดับสูญไปตลอดกาล

แม้บางคนอาจมีวิธีแก้พันธะเต๋าได้ แต่ย่อมไม่ใช่เจ้าของแผงที่มีตบะเพียงระดับรวบรวมลมปราณขั้นสามคนนี้แน่

ใช่แล้ว... ผู้บำเพ็ญเพียรที่มาตั้งแผงคนนี้ เป็นเจ้าของแผงเพียงคนเดียวที่จางเสี่ยวไป๋สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงระดับตบะได้ในตอนนี้ นั่นคือระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สามเท่านั้น

แม้จะถูกรายล้อมด้วยคำพูดถากถางจากคนรอบข้าง แต่หลี่ซานซือก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติง

ทว่าถึงจะถูกค่อนแคะเพียงใด ทุกคนก็ยังคงยืนออกันอยู่หน้าแผง ไม่มีทีท่าว่าจะจากไปไหน

เมื่อเห็นว่าเวลาประจวบเหมาะ หลี่ซานซือก็เผยรอยยิ้มดูแคลนออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวสวนกลับด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่า “ของปลอมงั้นรึ? เหอะๆ ปากก็บอกว่าปลอม แต่ร่างกายของพวกเจ้านี่ช่างซื่อตรงดีจริงๆ นะ!”

ทันทีที่หลี่ซานซือเอ่ยปาก คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็รีบโต้กลับทันควัน

“เจ้าบอกว่าของที่เจ้าขายไม่ใช่ของปลอม งั้นมีข้อพิสูจน์อะไรล่ะ? ปฐมบทควบคุมอัคคีของสำนักเบญจธาตุนั้นเลื่องชื่อนัก มันจะตกลงมาอยู่ในมือคนอย่างเจ้าได้ง่ายๆ ได้อย่างไร?”

“พวกเจ้าเอาแต่บอกว่าไม่เชื่อ แต่กลับมารุมล้อมหน้าแผงข้าไม่ยอมไปไหน ทำไมไม่เห็นมีใครกล้าเรียกหน่วยคุมกฎมาสักคนล่ะ? ไม่ใช่ว่าพวกเจ้ากลัวจะพลาด ‘วาสนา’ ครั้งนี้ไปหรอกรึ? ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่มันก็พวกมือถือสากปากถือศีล และขี้ขลาดกันทั้งนั้นแหละ!”

“พวกเจ้าแค่อยากรู้ใช่ไหมว่า ปฐมบทควบคุมอัคคีนี้เป็นของจริงหรือไม่?”

“ได้! ข้าจะพิสูจน์ให้พวกเจ้าเห็นเอง!”

จบบทที่ บทที่ 11 เคล็ดวิชา

คัดลอกลิงก์แล้ว