- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีขอใช้ชีวิตดี๊ดีในวันสิ้นโลกด้วย ระบบตุนเสบียง
- บทที่ 20 - เจ้าดำแสนรู้
บทที่ 20 - เจ้าดำแสนรู้
บทที่ 20 - เจ้าดำแสนรู้
บทที่ 20 - เจ้าดำแสนรู้
"ทำไมล่ะคะ?" โม่เสี่ยวถงถามด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเซียวเฉินถึงปฏิเสธฟ่านมี่มี่หัวชนฝา ทั้งที่เพื่อนเธอทำอาหารเก่งจะตาย
แต่พอเห็นสายตาคมกริบของเขา เธอก็รีบหุบปาก ก้มหน้าสงบเสงี่ยมเจียมตัว
...
ชั้น 7 ห้อง 0713
ฮัวหนิว หญิงสาวรอยสักเต็มตัวในชุดวาบหวิว เดินบิดสะโพกออกมาจากห้องของเจ้าอ้วนเฝิง
ใบหน้าสวยเฉี่ยวเปื้อนยิ้มเจ้าเล่ห์
เธอเดินกลับมาที่ห้อง 2806 ทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างกาย ‘พี่ลายสัก’ หรือที่คนแถวนี้เรียกว่า ‘พี่จู’
“เรียบร้อยพี่... ไอ้หมูตอนนั่นคายความลับหมดเปลือก”
ฮัวหนิวเล่ารายละเอียดที่ได้มาอย่างออกรส
“เจ้าของห้อง 2808 ชื่อเซียวเฉิน เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา แต่ที่แปลกคือไอ้หมอนี่รูดบัตรเครดิตตัวเองและของเจ้าอ้วนจนเต็มวงเงินเพื่อซื้อเสบียงก่อนวันหมอกลง เหมือนมันรู้อนาคตล่วงหน้า”
“ในห้องมันตอนนี้คือคลังแสงดี ๆ นี่เอง มีครบทุกอย่าง อาหาร น้ำ ยา ยันเครื่องปั่นไฟ แถมยังมีเนื้อแช่แข็งเต็มตู้ กินสามปีก็ไม่หมด”
พี่ลายสักฟังแล้วตาลุกวาว ลูบคางอย่างใช้ความคิด “รู้อนาคตงั้นเหรอ? น่าสนใจ... มิน่าล่ะถึงได้เตรียมตัวดีขนาดนี้”
“ยังไม่หมดนะพี่ มันยังล่อลวงสาวสวยชั้น 23 ไปอยู่ด้วยคนนึง แถมยังใจเด็ดสาดน้ำร้อนใส่เจ้าอ้วนจนวิ่งป่าราบ”
“แสดงว่าไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดา” พี่ลายสักพยักหน้า “แล้วเรื่องที่มันเป็น ‘จ้าวตึก’ ในไลน์กลุ่มล่ะ?”
“ชัวร์ป้าบพี่ ไอ้หมูนั่นยืนยัน”
“ดี... งั้นเธอลองทักไปหามัน ทำทีขอเข้าพวก ดูซิว่ามันจะว่าไง”
ฮัวหนิวหยิบมือถือ แอดไลน์ไปหาจ้าวตึก
ฮัวหนิว : ‘สวัสดีค่ะท่านจ้าวตึก หนูอยู่ห้อง 2806 นะคะ คือว่า... หนูไม่มีอะไรกินแล้ว อยากขอไปอยู่ด้วยคน พี่อยากได้อะไรแลกเปลี่ยนบอกได้เลยนะคะ’
จ้าวตึก : ‘คน’
ฮัวหนิว : ‘แหม... พี่นี่ทะลึ่งจัง จะเอาตัวหนูแลกข้าวเหรอคะ คนกันเองแท้ ๆ’
จ้าวตึก : ‘ฉันต้องการลูกน้องที่ซื่อสัตย์ ไม่ซื่อสัตย์ไม่รับ’
ฮัวหนิว : ‘คิกคิก ได้สิคะ ขอแค่มีข้าวกิน หนูถวายหัวให้เลย จะให้ทำอะไรบอกมาได้เลยค่ะ’
จ้าวตึก : ‘ดี งั้นเดี๋ยวฉันจะเอาอาหารไปวางไว้หน้าห้อง ถ้าเธอพิสูจน์ความจริงใจได้ ฉันจะรับพิจารณา’
ฮัวหนิว : ‘ตกลงค่ะ! พี่ใจดีจังเลย แอบกระซิบนะ ถ้าเสบียงเยอะจริง หนูอาจจะแถมโปรโมชั่นพิเศษให้ด้วยนะ อิอิ’
วางมือถือลง ฮัวหนิวหันไปหัวเราะร่ากับพี่ลายสัก
“มันติดกับแล้วพี่ ไอ้โง่นี่บอกจะเอาของมาวางหน้าห้อง ฮ่า ๆ ๆ”
พี่ลายสักขมวดคิ้ว “มันจะมาเองเหรอ?”
“ไม่รู้สิพี่ แต่มันบอกจะส่งของมา... เราดักตีหัวมันเลยดีไหม?”
“ใจเย็น อย่าเพิ่งวู่วาม ทางเดินมีกล้องวงจรปิด เรายังไม่รู้ว่ามันมีพวกกี่คน หรือมีอาวุธอะไรบ้าง รอดูท่าทีก่อน ถ้ามันมาจริงค่อยหาจังหวะเล่นงาน”
...
ห้อง 2808
เซียวเฉินมองมือถือด้วยสายตาเย็นชา
ห้อง 2806... รังของพวกนักเลง
เขารู้ดีว่าพวกนี้ไม่มีทางยอมก้มหัวให้ใคร การที่ทักมาขอเข้าร่วมแปลว่ามีแผนสกปรกแน่นอน
แต่... นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะฟาร์มของรางวัลจากระบบ
ยิ่งมีลูกน้องเยอะ ยิ่งได้สุ่มรางวัลเยอะ
เขาต้องลองเสี่ยง แต่ไม่ใช่เอาตัวไปเสี่ยง
สายตาของเขาเหลือบไปเห็น ‘เสี่ยวเฮย’ เจ้าตูบสีดำที่กำลังนอนแทะกระดูกปลอมอยู่
เจ้าหมาตัวนี้ฉลาดเป็นกรด เรียนรู้อะไรได้ในครั้งเดียว แถมยังรู้ความเกินหมา
เขาหยิบตะกร้าใบเล็ก ใส่ขนมปังและน้ำขวดลงไป แล้วกวักมือเรียก
“เสี่ยวเฮย มานี่”
เจ้าตูบกระดิกหางวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา
“คาบตะกร้านี้ไปวางไว้หน้าห้อง 2806 ห้องถัดไปนู่น... วางเสร็จแล้วรีบวิ่งกลับมา เข้าใจไหม?”
โม่เสี่ยวถงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองตาค้าง “นายท่านคะ... นั่นหมานะคะ มันจะไปรู้เรื่องได้ไง?”
โฮ่ง!
เสี่ยวเฮยเห่ารับคำสั่ง คาบหูตะกร้าอย่างชำนาญ แล้วมุดออกทางช่องประตูแมวไปอย่างคล่องแคล่ว
เซียวเฉินรีบหันไปมองจอมอนิเตอร์
ภาพในกล้องวงจรปิดโชว์ให้เห็นเจ้าหมาสีดำตัวน้อย คาบตะกร้าวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามทางเดิน
มันหยุดที่หน้าห้อง 2806 เป๊ะ วางตะกร้าลง แล้วหันหลังวิ่งกลับมาด้วยความเร็วแสง
โม่เสี่ยวถงอ้าปากค้าง “พระเจ้า... นี่หมาหรือคนเนี่ย? ทำไมฉลาดขนาดนี้?”
เธอกอดเจ้าตูบที่วิ่งกลับเข้ามาอย่างตื่นเต้น “เสี่ยวเฮย! แกเก่งมาก!”
เสี่ยวเฮยยืดอกรับคำชมอย่างภาคภูมิใจ หางชี้ฟ้าสะบัดไปมา
เซียวเฉินลูบคางครุ่นคิด
ความฉลาดของเสี่ยวเฮยไม่ใช่เรื่องปกติ
ไม่ใช่แค่รู้คำสั่ง แต่เข้าใจบริบทและเป้าหมาย
เมื่อกี้ตอนที่เล่นโยนบอลกับโม่เสี่ยวถง มันเล่นแค่สองสามทีก็เลิก เหมือนจะบอกว่า "เลิกปัญญาอ่อนได้แล้ว"
นี่มันพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาขั้นสูง
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง หมอกขาวหนาทึบยังคงปกคลุมโลก
ต้นไม้ในหมอกสูงใหญ่ขึ้นผิดหูผิดตา สัตว์ในหมอกเริ่มกลายพันธุ์
เป็นไปได้ไหมว่า... หมอกนี่คือตัวกระตุ้นวิวัฒนาการ?
หรือจะเป็นทฤษฎี ‘พลังปราณฟื้นคืนชีพ’ แบบในนิยาย?
แต่ถ้าเป็นพลังปราณ ทำไมมันถึงมีพิษกับมนุษย์?
“เสี่ยวเฮย ฉันมีคำถาม” เซียวเฉินจ้องตาเจ้าตูบ
“ถ้าตอบถูกมีรางวัล”
เสี่ยวเฮยหูตั้ง ขยับตัวเข้ามาใกล้
“สามบวกสี่ เท่ากับเท่าไหร่?”
โม่เสี่ยวถงหลุดขำ “นายท่านคะ... หมาบวกลบเลขไม่ได้หรอกค่ะ”
โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!
เจ็ดครั้ง!
ชัดเจน เต็มเสียง ไม่ขาดไม่เกิน
โม่เสี่ยวถงตาถลน “ขะ... ของจริงดิ?”
เซียวเฉินยิ้มกริ่ม หยิบเนื้อดิบชิ้นหนึ่งโยนให้
เสี่ยวเฮยดมฟุดฟิดแล้วเมินหน้าหนี ไม่ยอมกิน
“อ้อ... ลืมไป แกเป็นหมาอารยะ”
“เสี่ยวเฮย แกอยากกินเนื้อสุกใช่ไหม?”
โฮ่ง! (ใช่!)
“ต้องปรุงรสด้วยไหม?”
โฮ่ง! (แน่นอน!)
เซียวเฉินหัวเราะร่า หันไปสั่งสาวใช้คนสวย “เสี่ยวถง เอาเนื้อไปจี่กระทะให้ท่านเสี่ยวเฮยหน่อย ปรุงรสให้อร่อยด้วยนะ”
โม่เสี่ยวถงมองเจ้าหมาสลับกับมองเจ้านายด้วยความมึนงง
โลกนี้มันบ้าไปแล้ว...
หมาบวกเลขได้ แถมยังเรื่องมากเรื่องกินอีก!
แต่พอนึกย้อนกลับไป...
ตอนที่เธอกับเซียวเฉินกำลัง... เอิ่ม... จู๋จี๋กันเมื่อเช้า
เจ้าเสี่ยวเฮยมันเดินเลี่ยงออกไปจากห้องเงียบ ๆ ไม่ยอมเข้ามาขัดจังหวะ
ตอนนั้นเธอนึกว่าบังเอิญ
แต่ตอนนี้เธอมั่นใจแล้ว...
ไอ้หมานี่มันรู้ทุกอย่าง! มันรู้จักรักษามารยาทด้วย!
หน้าของโม่เสี่ยวถงแดงซ่านขึ้นมาทันที เมื่อคิดว่าเจ้าตูบตัวนี้อาจจะเข้าใจทุกคำพูดและการกระทำของเธอ
[จบแล้ว]