- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นชาวประมง ข้าขอฝึกฝนจนบรรลุเซียน
- บทที่ 21 - ต้าโจว
บทที่ 21 - ต้าโจว
บทที่ 21 - ต้าโจว
บทที่ 21 - ต้าโจว
วันเวลาผันผ่าน ดุจดวงตะวันและจันทราที่เคลื่อนคล้อยรวดเร็วราวกระสวยทอผ้า
สองร้อยปีต่อมา
ณ เมืองชายแดนท่ามกลางทะเลทราย ภายในโรงน้ำชาเก่าคร่ำครึแห่งหนึ่ง
"คุณธรรมสามราชาห้าจักรพรรดิ ชื่อเสียงเกียรติยศยุคเซี่ย โฮ่ว ซาง โจว"
"ห้าอธิราชเจ็ดรัฐทำศึกยุคชุนชีว ความรุ่งโรจน์และความล่มสลายผ่านพ้นในชั่วพริบตา"
"จารึกชื่อแซ่เพียงไม่กี่บรรทัดในพงศาวดาร เนินเขาเป่ยหมางเต็มไปด้วยหลุมศพไร้ญาติ"
"คนรุ่นก่อนหว่านพืช คนรุ่นหลังเก็บเกี่ยว จะกล่าวไปไยถึงการแก่งแย่งชิงดีเยี่ยงมังกรสู้พยัคฆ์!"
"เยี่ยม!!!"
สิ้นเสียงบทกวีเปิดลาน เสียงโห่ร้องปรบมือก็ดังสนั่นไปทั่วห้อง
บนเวทีเล่าเรื่อง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดยาวคลุมกาย มือถือพัดจีบ ตบไม้หมอนลงบนโต๊ะ เริ่มต้นการเล่าเรื่อง
"วันนี้เป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ จะขอเล่าให้ทุกท่านฟังอีกครั้ง เกี่ยวกับพงศาวดารปฐมกษัตริย์แห่งต้าโจวของข้า!"
"ปฐมกษัตริย์แห่งต้าโจวของข้า ผู้เบิกฟ้าผดุงธรรม สร้างยุคสมัยตั้งกฎเกณฑ์ มหาปราชญ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมและปรีชาสามารถทางการทหาร จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ พระนามเดิมชิงซาน แซ่หลี่ บรรพบุรุษอาศัยอยู่ในดินแดนฉิน ภายหลังย้ายไปอยู่ภูเขาหวงซาน บิดามารดามีบุตรชายสามคน ปฐมกษัตริย์เป็นบุตรคนโต!"
"รัชศกคังเต๋อปีที่สี่ของราชวงศ์ก่อน ขณะนั้นปฐมกษัตริย์มีพระชนมายุสิบเก้าชันษา บิดามารดาลล้วนสิ้นชีพ ปฐมกษัตริย์และน้องทั้งสองยากจนไร้ที่พึ่ง ซ้ำยังถูกคนในตระกูลรังแก จึงจำต้องขายตัวเป็นบ่าวรับใช้ในตระกูลลู่ผู้มีอิทธิพล"
"รัชศกคังเต๋อปีที่เจ็ด ตระกูลหลี่เริ่มมีฐานะ ตระกูลลู่จึงเข้ามาเกาะเกี่ยว หวังรวมหัวกับคนตระกูลหลี่สังหารปฐมกษัตริย์เพื่อเชื่อมสัมพันธ์สองตระกูล ปฐมกษัตริย์เพื่อปกป้องน้องทั้งสองจึงบันดาลโทสะลุกขึ้นสู้ ถือดาบหยิบธนูออกสังหารผู้นำตระกูลหลี่และตระกูลลู่ในยามวิกาล จากนั้นจึงหนีเข้าป่าประกาศตนเป็นกบฏ สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วอำเภอ สร้างความหวาดผวาไปทั่วทุกหย่อมหญ้า"
"เชี่ย!"
"ท่านซู ท่านเกริ่นนำยาวเหยียดเกินไปแล้ว!"
"นั่นสิ ทำไมไม่เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนเบิกฟ้าผ่าพิภพไปเลยล่ะ?"
"เข้าเรื่องเร็วๆ เถอะ!"
"ใช่ๆ ไอ้ช่วงต้นเนี่ย พวกเราท่องจำได้หมดแล้ว"
เสียงเล่าขานยังไม่ทันจบ ด้านล่างเวทีก็เกิดเสียงโวยวายอื้ออึง
นักเล่านิทานหาได้โกรธเคืองไม่ เพียงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "อย่าเพิ่งใจร้อน การเล่านิทานนั้น ต้องค่อยเป็นค่อยไป จึงจะดึงดูดความสนุกตื่นเต้นออกมาได้"
ว่าจบ ก็เคาะพัดจีบ กล่าวต่อว่า "ในยามนั้นราชสำนักไร้คุณธรรม เหล่าผู้มีอิทธิพลเหิมเกริม ราษฎรทั่วหล้าเดือดร้อนแสนเข็ญ เมื่อได้ยินว่าปฐมกษัตริย์ลุกฮือขึ้นสู้ ผู้คนรอบด้านต่างพากันมาเข้าร่วม ก่อเกิดเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ ไร้ผู้ต่อกร"
"ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่อิจฉาของจอมโจรป่าเขียวเหลียงซานเจียง ผู้หมายจะยกทัพมาปราบปราม แต่หารู้ไม่ว่าปฐมกษัตริย์ชิงลงมือก่อน สังหารจอมโจรผู้นี้ และยึดครองเขาไป่ต้วนในอดีต หรือก็คือรากฐานของยอดเขาราชันย์ในปัจจุบัน!"
"หลังจากปฐมกษัตริย์ได้ครอบครองยอดเขาราชันย์ ก็รวบรวมวิทยายุทธ์จากสำนักต่างๆ ทั่วหล้า มุ่งมั่นฝึกฝนวรยุทธ์นานถึงยี่สิบปี จนกระทั่งสำเร็จวิชาลงจากเขา ปราบปรามยอดฝีมือทั่วแผ่นดิน วีรบุรุษสิบทิศ ล้วนพ่ายแพ้สิ้น กลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า ชาวยุทธภพต่างเกรงกลัวในบารมี ยกย่องปฐมกษัตริย์ให้เป็น 'ราชาสยบยุทธ์' อานุภาพกดข่มสิบทิศ ไม่มีใครกล้าไม่สยบยอม!"
"เวลาล่วงเลยมาถึงรัชศกจี้เย่ปีที่เจ็ดของราชวงศ์ก่อน งานฉลองพระชนมายุครบหนึ่งร้อยชันษาของปฐมกษัตริย์จัดขึ้นที่ยอดเขาราชันย์ เหล่าผู้กล้าทั่วหล้าต่างมาร่วมอวยพร ทว่าการอวยพรเป็นเพียงฉากหน้า การหาเรื่องคือเจตนาแท้จริง สำนักใหญ่ในยุทธภพต่างร่วมมือกัน ซ่อนเร้นเจตนาร้ายหวังก่อการในงานเลี้ยงฉลอง อาศัยจังหวะที่ปฐมกษัตริย์ชราภาพสังขารร่วงโรย ชำระความแค้นในอดีต และทำลายล้างยอดเขาราชันย์!"
"แต่ใครจะคาดคิด วรยุทธ์ของปฐมกษัตริย์ได้บรรลุถึงจุดสูงสุด ก้าวข้ามขอบเขตปุถุชนเข้าสู่วิถีอริยะ ไม่เพียงแต่ร่างกายยังแข็งแรงดั่งวัยหนุ่ม พละกำลังไม่ถดถอย ยังฝึกฝนวิชาจนบรรลุขั้นเทพยุทธ์ ยืนหยัดต่อสู้กับยอดฝีมือทั่วหล้าเพียงลำพัง ณ ห้องโถงจูอี้ ไม่ว่าจะเป็นเส้าหลิน บู๊ตึ๊ง ง้อไบ๊ คุนหลุน สี่สมณะ ห้าผู้เฒ่า หรือกระบี่เทพเหินเวหา ล้วนมิอาจต้านทานพลังเทพยุทธ์ของปฐมกษัตริย์ พ่ายแพ้ยับเยินสิ้นชีพไปสิ้น"
"วิถียุทธ์ของปฐมกษัตริย์ทะลุขีดจำกัด พลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งอดีตและปัจจุบัน ในยุทธภพไร้ผู้ต่อกรอีกต่อไป ทว่าโลกหล้านั้นกว้างใหญ่ หาได้มีเพียงมุมหนึ่งของยุทธภพไม่ ราชวงศ์หุ่นเชิดทางเหนือและพรรคมารทางใต้ ต่างจ้องมองรากฐานของยอดเขาราชันย์ตาเป็นมัน สามวันหลังงานฉลองครบรอ้ยปี ทั้งสองฝ่ายต่างส่งกองทัพนับแสน บุกโจมตียอดเขาราชันย์จากทั้งทิศเหนือและทิศใต้"
"แต่ปฐมกษัตริย์เป็นใครกัน สถานการณ์ทั่วหล้าล้วนอยู่ในอุ้งหัตถ์ มีหรือจะไม่ล่วงรู้ถึงความทะเยอทะยานของราชวงศ์หุ่นเชิดและพรรคมาร พระองค์ได้สร้างกองกำลังด้วยวรยุทธ์เตรียมพร้อมไว้แล้วในยอดเขาราชันย์ สามพันองครักษ์เกราะทมิฬเคลื่อนพลประดุจมังกรทะยาน ตีแตกทัพใหญ่นับแสนของทั้งสองฝ่าย บั่นศีรษะข้าศึกนับไม่ถ้วน"
"หลังชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ณ ยอดเขาราชันย์ ปฐมกษัตริย์ได้กรีฑาทัพขึ้นเหนือล่องใต้ โค่นล้มราชวงศ์หุ่นเชิด ทำลายพรรคมาร กวาดล้างผู้ไม่สวามิภักดิ์ สถาปนาราชวงศ์ใหม่ นามว่า—ต้าโจว!"
"เยี่ยม!!!"
แม้จะเป็นเรื่องเก่าเล่าซ้ำซาก แต่ด้วยลีลาการเล่าที่แพรวพราวและน้ำเสียงที่ชวนฟังของนักเล่านิทาน ผู้คนต่างก็ยังฟังอย่างออกรสและโห่ร้องชมเชยเป็นเสียงเดียวกัน
"เพี้ยะ!"
นักเล่านิทานเคาะพัดจีบ กล่าวต่อ "ปฐมกษัตริย์บรรลุมรรคผลด้วยวรยุทธ์ ต้าโจวของข้าก็ก่อตั้งด้วยวรยุทธ์เช่นกัน ดังนั้นหลังจากสถาปนาประเทศ วรยุทธ์จึงกลายเป็นรากฐานของต้าโจว ทรงบัญญัติระบบวิถียุทธ์ที่สำรวจความลึกลับของร่างกายมนุษย์—สามขอบเขตแห่งวิถียุทธ์!"
"สามขอบเขตแห่งวิถียุทธ์ ขอบเขตแรกกลั่นกรองเลือดลม ก่อเกิดพลังมืด (อั้นจิ้น) ภายใน, ขอบเขตที่สองกลั่นพลังมืดเป็นความจริง ฝึกฝนจนเกิดปราณแท้ , ขอบเขตที่สามเปลี่ยนความว่างเปล่าเป็นความจริง บรรลุขั้นกังชี่ (ปราณแกร่ง) นับได้ว่าหนึ่งขอบเขตคือหนึ่งชั้นฟ้า!"
"ปฐมกษัตริย์มีพลังแก่กล้าท้าทายลิขิตสวรรค์ บรรลุจุดสูงสุด ก้าวข้ามปุถุชนสู่วิถีอริยะ แต่ยังคงรู้สึกว่าวิถียุทธ์นั้นไร้ที่สิ้นสุด ยังมีหนทางไปต่อ ดังนั้นหลังสถาปนาประเทศ จึงได้รวบรวมวรยุทธ์ที่เรียนรู้มาตลอดชีวิต เรียบเรียงเป็นคัมภีร์วิเศษสะท้านโลกา นามว่า—คัมภีร์ยุทธ์ต้าโจว!"
"คัมภีร์ยุทธ์ต้าโจวรวบรวมวิชาที่ปฐมกษัตริย์เรียนรู้มาทั้งชีวิต แก่นแท้แห่งวิถียุทธ์ทั่วหล้าล้วนรวมอยู่ในนั้น ปฐมกษัตริย์ใชสิ่งนี้วางหมากเผยแพร่วรยุทธ์ไปทั่วหล้า ปรารถนาจะสั่งสอนสรรพชีวิต ให้กลายเป็นยุคสมัยแห่งวรยุทธ์ เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาจากคนทั้งโลก ต่อยอดสิ่งใหม่จากสิ่งเก่า ย่อมต้องเปิดเส้นทางวิถียุทธ์เบื้องหน้า และมองเห็นขอบเขตที่อยู่เหนือกว่ากังชี่ได้อย่างแน่นอน"
"ทว่า..."
คำพูดของนักเล่านิทานชะงักลง สายตากวาดมองฝูงชนด้านล่าง แววตาแฝงความนัยลึกซึ้ง ก่อนจะกล่าวต่อ "ชีวิตราษฎรยากแค้น สติปัญญายังไม่เบิกบาน การเผยแพร่วรยุทธ์ทั่วหล้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นปฐมกษัตริย์จึงเริ่มด้วยสามนโยบายหลัก ยึดที่ดินกลับมาเป็นของรัฐ ปฏิรูปการเกษตร เพิ่มผลผลิต ปลดปล่อยแรงงานราษฎร..."
"หึ!"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ก็มีเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังมาจากด้านล่าง "พูดเรื่องการปล้นชิงทรัพย์สินผู้อื่นเสียไพเราะเพราะพริ้ง ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"
"หือ!?"
สิ้นคำพูดนี้ บรรยากาศก็เงียบกริบลงทันที ผู้คนต่างขมวดคิ้วด้วยความตกใจและสงสัย หันไปมองผู้พูด เห็นเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดบัณฑิตผู้หนึ่ง
มีเพียงนักเล่านิทานที่สีหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงท่าทีสงบนิ่ง ยิ้มจางๆ แล้วถามคนผู้นั้นว่า "สิ่งใดคือการปล้นชิงทรัพย์สินผู้อื่น?"
"หึ!"
คนผู้นั้นก็ไม่เกรงกลัว กล่าวเสียงเย็นว่า "ที่นาของบรรพบุรุษผู้อื่น ล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานหลายชั่วคน สั่งสมมาด้วยความยากลำบาก เจ้าออกคำสั่งเดียวก็จะยึดไป ไม่ใช่การปล้นชิงแล้วจะเรียกว่าอะไร ยังมีหน้ามาบอกว่าเพื่อปลดปล่อยแรงงานราษฎร ข้าว่าชัดเจนอยู่แล้วว่าเพื่อราชบัลลังก์ตระกูลหลี่ ช่วงชิงผลประโยชน์ของราษฎร เพื่อความมั่นคงของตนเองต่างหาก!"
"..."
คำพูดนี้ทำเอาผู้คนยิ่งแตกตื่น มองคนผู้นั้นด้วยความหวาดหวั่น ไม่กล้าเอ่ยปาก
"ฮ่าๆ!"
มีเพียงนักเล่านิทานบนเวทีที่หาได้ใส่ใจไม่ กลับย้อนถามฝูงชนด้านล่างว่า "ทุกท่านทราบหรือไม่ เหตุใดในทุกยุคทุกสมัย อำนาจรัฐจึงอยู่ได้เพียงสองสามร้อยปี แล้วก็ต้องแตกแยก ล่มสลายหายไปดั่งควันไฟ?"
"เอ่อ..."
ผู้คนลังเล ไม่กล้าตอบ
นักเล่านิทานยิ้ม "นั่นก็เพราะตระกูลขุนนางใหญ่โต ผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจบาตรใหญ่ กว้านซื้อที่ดินทั่วหล้า ตระกูลเดียวครอบครองที่นาดีนับหมื่นครัวเรือน แต่กลับไม่เสียภาษีให้แก่หมื่นครัวเรือนนั้น ราษฎรไร้ที่ทำกินแต่กลับต้องแบกรับภาษีหนักอึ้ง ชีวิตยากเข็ญ เมื่อหมดหนทาง จึงต้องลุกฮือขึ้นก่อกบฏ พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!"
ว่าจบ นักเล่านิทานก็หันกลับไปมองคนผู้นั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ วาจาเฉียบขาด "พวกเจ้าคือปลวกกินเมือง สูบเลือดสูบเนื้อราษฎรจนตัวอ้วนพี ยังจะมาอ้างเรื่องหยาดเหงื่อแรงงาน หลอกลวงตัวเองและผู้อื่น น่าขันสิ้นดี!"
"เจ้า...!"
"เพี้ยะ!"
คนผู้นั้นโกรธจัด จะเอ่ยปากโต้แย้ง แต่ถูกนักเล่านิทานตบไม้หมอนขัดจังหวะ
"ปฐมกษัตริย์ยึดที่ดินทั่วหล้ามาเป็นของรัฐ แบ่งปันให้ราษฎรอย่างเท่าเทียม ให้ผู้ไถหว่านมีที่นา ผู้ทอผ้ามีกี่ทอ ผู้พักอาศัยมีบ้านเรือน คนแก่และเด็กมีที่พึ่งพิง ประชาชนไม่โง่เขลา ราษฎรมีกินมีใช้ ไร้กังวลเรื่องปากท้อง จึงจะมีกำลังเหลือเฟือไปร่ำเรียนหนังสือฝึกฝนวรยุทธ์ เปิดสติปัญญา เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง!"
นักเล่านิทานปรายตามองบัณฑิตวัยกลางคนที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงผู้นั้น "นี่คือนโยบายหลักของชาติ การกระทำที่คล้อยตามฟ้าและผู้คน ผู้ที่คิดเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ล้วนแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปนานแล้ว เศษเดนพวกเจ้ายังไม่สิ้นใจคิดคด หรือไม่รู้ว่าตาข่ายฟ้ากว้างใหญ่ แต่ไม่เล็ดลอดแม้สักคน?"
"เจ้า...!"
"หึ!"
คนผู้นั้นโกรธจนตัวสั่น หน้าเขียวคล้ำ แต่นักเล่านิทานไม่สนใจ กล่าวต่อ "เกษตรกรรมคือรากฐานของแผ่นดิน ที่ดินคือต้นกำเนิดของกสิกรรม ปฐมกษัตริย์ดำเนินนโยบายนี้ ค่อยๆ ปลดปล่อยแรงงานราษฎร คัดเลือกยอดฝีมือด้านการเกษตรและช่างฝีมือ รวบรวมพันธุ์พืชจากสี่คาบสมุทรมาพัฒนาการเกษตร จากนั้นใช้พลังของเกษตรกรรมผลักดันงานช่างและการค้า..."
"เช่นนี้ สี่คาบสมุทรล้วนอุดมสมบูรณ์ ราษฎรมั่งคั่ง ไม่มีใครต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป แผนการใหญ่ที่ปฐมกษัตริย์เผยแพร่วรยุทธ์ทั่วหล้าจึงสัมฤทธิ์ผล คัมภีร์ยุทธ์ต้าโจวแพร่หลายไปทั่วแผ่นดิน ตั้งแต่ชายชราผมขาวโพลนไปจนถึงเด็กน้อยผมจุก ต่างรู้ซึ้งถึงความมหัศจรรย์ของคัมภีร์ยุทธ์ ต่างได้รับประโยชน์จากคัมภีร์ยุทธ์ พลังราษฎรเพิ่มพูน พลังชาติเข้มแข็ง"
"ด้วยนโยบายที่สร้างคุณูปการในปัจจุบันและส่งผลดีสืบไปชั่วลูกชั่วหลานนี้เอง ต้าโจวของข้าก่อตั้งมาสองร้อยปี ยังคงรุ่งเรืองเฟื่องฟู ภายนอกขยายดินแดน สิบทิศสยบยอม ภายในสี่คาบสมุทรสงบสุข ประเทศมั่นคงราษฎรเป็นสุข ยุคสมัยแห่งวรยุทธ์ ผู้คนดุจมังกร ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ พวกเจ้าที่เอาแต่ทำเรื่องสกปรกโสมมจะเข้าใจได้อย่างไร?"
นักเล่านิทานยิ้ม แล้วกล่าวกับฝูงชนอีกครั้ง "คัมภีร์ยุทธ์ต้าโจว คือรากฐานของต้าโจว เริ่มแรกเรียบเรียงโดยปฐมกษัตริย์ รวบรวมวิชาที่เรียนรู้มาทั้งชีวิต หลังเผยแพร่วรยุทธ์ไปทั่วหล้า ก็มีอัจฉริยะผู้โดดเด่นรุ่นหลังเกิดขึ้นมากมาย ต่อยอดความรู้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่"
"จวบจนวันนี้ คัมภีร์ยุทธ์ต้าโจว ไม่ใช่เพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของปฐมกษัตริย์เพียงลำพังอีกต่อไป แต่เป็นผลงานที่เกิดจากการระดมความคิดและทุ่มเทแรงกายแรงใจของราษฎรต้าโจวนับพันล้านคน ทั้งนักบู๊ นักปราชญ์ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ และอัจฉริยะผู้เปี่ยมพรสวรรค์ นับเป็นคัมภีร์วิเศษอันดับหนึ่งในใต้หล้าทั้งในอดีตและปัจจุบัน"
"คัมภีร์นี้ปัจจุบันมีทั้งหมดสิบสองม้วน บทสรุปหลักคือ 'ม้วนกง' (ทักษะ) สมดั่งชื่อ คือรากฐานของวิชา ในอดีตปฐมกษัตริย์มีพลังแก่กล้า ผสมผสานวรยุทธ์ร้อยสำนักจนแตกฉาน เก้าอิมเก้าเอี้ยง ไทเก๊กฮุ่นหยวน เทียนกังตี้ซา ห้าธาตุสี่เคล็ดวิชา รากฐานวิชาวรยุทธ์ทั่วหล้า ล้วนรวมอยู่ในม้วนนี้ ทั้งยังผสานหยินหยาง สมบูรณ์ไร้ที่ติ ไม่เพียงไม่มีความเสี่ยงที่พลังจะตีกัน กลับยังส่งเสริมซึ่งกันและกัน ลึกลับมหัศจรรย์ยิ่งนัก"
"ปัจจุบันปรมาจารย์ขั้นกังชี่ของต้าโจวที่ลงทะเบียนไว้มีจำนวนหนึ่งหมื่นแปดพันสามร้อยหกสิบห้านาย ล้วนใช้ม้วนนี้เป็นรากฐานในการฝึกฝนวิถียุทธ์!"
ว่าจบ นักเล่านิทานก็มองไปที่ชายวัยกลางคนผู้นั้นอีกครั้ง ยิ้มถามว่า "รู้หรือไม่ว่าเมื่อสองร้อยปีก่อน ตอนที่ปฐมกษัตริย์ยังไม่เผยแพร่วรยุทธ์ ทั่วหล้ามีจอมยุทธ์กี่คนที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นกังชี่?"
"..."
เจอคำถามนี้ ชายผู้นั้นเงียบกริบ
นักเล่านิทานไม่ใส่ใจ พูดเองเออเองว่า "บนหน้าฉาก มีเพียงสองคน คือปฐมกษัตริย์และเจ้าบ้านหมู่บ้านกระบี่เทพ ต่อให้นับรวมขุมกำลังที่ซ่อนเร้นของสำนักใหญ่อย่างเส้าหลินและบู๊ตึ๊ง ก็มีไม่เกินสิบคน!"
"เผยแพร่วรยุทธ์ทั่วหล้า ผู้คนดุจมังกร ในช่วงสองร้อยปีมานี้ ปรมาจารย์ขั้นกังชี่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดหลังฝน จอมยุทธ์ขั้นพลังภายในและยอดฝีมือขั้นปราณแท้ยิ่งมีมากมายนับไม่ถ้วน ยุคทองแห่งวรยุทธ์เช่นนี้ แผนการอันยิ่งใหญ่ของปฐมกษัตริย์ พวกเจ้าที่เป็นหนูสกปรกบ่อนทำลายชาติจะเข้าใจได้อย่างไร?"
นักเล่านิทานส่ายหน้า กล่าวต่อ "นอกจาก 'ม้วนกง' ที่เป็นรากฐานและบทสรุปของคัมภีร์ คัมภีร์ยุทธ์ยังมี 'ม้วนปิง' (ทหาร) ที่ฝึกฝนเรื่องยุทธภัณฑ์และการผสานทหารกับวรยุทธ์, 'ม้วนเซิง' (ชีวิต) ที่ผสานหลักการแพทย์กับวรยุทธ์ ช่วยยืดอายุขัย ขับพิษสลายสิ่งสกปรก รักษาอาการบาดเจ็บช่วยชีวิต"
"รวมถึง 'ม้วนโต้ว' (การต่อสู้) ที่ว่าด้วยเทคนิคการต่อสู้และชั้นเชิง, 'ม้วนอี้' (การเปลี่ยนแปลง) ที่ว่าด้วยคณิตศาสตร์ดอกเหมยและค่ายกลประตูวิเศษ, 'ม้วนเจิ้น' (ค่ายกล) ที่ว่าด้วยธรรมชาติฟ้าดินและความลึกลับของจักรวาล, แม้กระทั่ง 'ม้วนเต๋า' (มรรควิถี) ที่ว่าด้วยการถอดจิตท่องความว่างเปล่า การเข้าฌาน และการหลอมรวมคัมภีร์สามศาสนา เต๋า พุทธ ขงจื๊อ เข้าด้วยกัน..."
"สรุปสั้นๆ คือครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่มี ไม่เพียงเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางวรยุทธ์ แต่ยังเป็นคัมภีร์วิเศษในศาสตร์ต่างๆ ทั้งการทหาร อาวุธ การแพทย์ ยา การต่อสู้ เทคนิค มรรควิถี ทฤษฎี งานช่าง ค่ายกล การพยากรณ์ และคณิตศาสตร์ ราษฎรต้าโจวไม่มีใครไม่ได้รับประโยชน์จากคัมภีร์ยุทธ์ ชนเผ่าเถื่อนสี่ทิศต่างกราบกรานขอเพียงสักม้วนก็ยังไม่ได้"
สิ้นคำ นักเล่านิทานก็ลุกขึ้นยืน มองบัณฑิตวัยกลางคนด้วยสายตาเย็นชา "เศษเดนพวกเจ้า ยังอยากจะเป็นตะขาบร้อยขาที่ตายแล้วแต่ยังไม่แข็งทื่อ ต่อต้านกระแสธารแห่งวรยุทธ์อันยิ่งใหญ่นี้ ต่อต้านอาญาสวรรค์อันเกรียงไกรอีกหรือ?"
"กระแสธาร?"
"อาญาสวรรค์?"
"ฮะ!"
บัณฑิตวัยกลางคนยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากนอกประตู
นักเล่านิทานมองไปตามเสียง เห็นเพียงนักพรตชุดเขียว หลวงจีนคิ้วขาว และขอทานเฒ่าเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง สามคนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้ามาในโรงน้ำชา มาหยุดอยู่หน้าเวที
นักพรตชุดเขียวถือธงผืนหนึ่ง เขียนว่า 'ทำนายแม่นดั่งเหล็กไหล' ยิ้มกล่าวว่า "กระแสธารอยู่ที่ใคร ยังเร็วไปที่จะตัดสิน!"
หลวงจีนคิ้วขาวพยักหน้าเช่นกัน "สวรรค์มีตา วัฏจักรแห่งกรรม ย่อมต้องมีการตอบสนอง!"
ส่วนขอทานเฒ่าที่สวมชุดปะชุน แขวนถุงกระสอบเก้าใบผู้นั้นส่ายหน้า ยิ้มเหี้ยมเกรียม "ใครๆ ก็บอกว่าบรรพบุรุษแห่งยุทธภพ แห่งต้าโจวใจกว้างดั่งมหาสมุทร เผยแพร่วรยุทธ์ทั่วหล้า เป็นปรมาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมวรยุทธ์เหนือโลก แต่เหตุใดปีนั้นจึงต้องทำลายล้างสำนักต่างๆ จนสิ้นซาก แม้แต่พรรคกระยาจกของข้าก็ไม่เว้น?"
"หรือว่า..."
ขอทานเฒ่าจ้องมองนักเล่านิทาน "ยุคทองแห่งวรยุทธ์ของต้าโจว รับพวกเราที่เป็นขอทานสกปรกมอมแมมไม่ได้ คิดว่าพวกเราขวางหูขวางตาฝ่าบาทอู่จู่งั้นรึ?"
วาจาเสียดสีแดกดัน ฟังดูก็รู้ว่าผู้มาเยือนมีเจตนาร้าย
"พรรคกระยาจก?"
"ฮะ!"
นักเล่านิทานกลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ยืนไพล่หลังอยู่บนเวที ยิ้มเยาะกล่าวว่า "พวกเจ้าเป็นตัวอะไร คนอื่นไม่รู้ พวกเจ้าเองยังไม่รู้อีกหรือ หลอกลวงต้มตุ๋น กระทั่งลักพาตัวเด็กไปทำพิการเพื่อเรียกความสงสาร หากำไรเกินควร น่าตกใจยิ่งนัก หากยอมรับพวกเจ้าไว้ ศักดิ์ศรีของกฎหมายบ้านเมืองจะไปอยู่ที่ไหน?"
"หึหึ!"
ขอทานเฒ่าแค่นหัวเราะ สีหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงท่าทีสบายๆ "ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร เจ้าว่าใช่ มันก็ใช่!"
"ราชันย์ดำเนินวิถีราชันย์จึงสำเร็จ โจรดำเนินวิถีโจรจึงล้มเหลว!"
นักเล่านิทานยืนไพล่หลัง ขมวดคิ้วจ้องมอง "ดังนั้นพวกเจ้า จะเป็นได้เพียงโจรผู้พ่ายแพ้ตลอดไป!"
"ลิ้นคมนักนะ!"
คราวนี้ขอทานเฒ่าไม่ได้โต้ตอบ แต่เป็นบัณฑิตวัยกลางคนลุกขึ้น กล่าวด้วยความโกรธว่า "ปีนั้นทรราชผู้นั้นก่อกบฏ หมายจะชิงแผ่นดิน สำนักขงจื๊อของข้าทุ่มเทช่วยเหลือ ปราชญ์บัณฑิตมากมายช่วยเขารักษาราชบัลลังก์ แต่เขากลับทำลายจารีตของสำนักขงจื๊อข้า นับเป็นทรราชที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์"
"น่าขัน!"
นักเล่านิทานหัวเราะ "พวกบัณฑิตคร่ำครึอย่างพวกเจ้า รู้จักแต่เล่นพรรคเล่นพวก แย่งชิงอำนาจผลประโยชน์ รอจนบ้านเมืองตกต่ำ ประเทศชาติล่มจม ก็หันไปซบราชวงศ์ใหม่เสพสุขกับลาภยศต่อ ยังมีหน้ามาพูดว่าเตรียมข้าวปลาอาหารต้อนรับกองทัพกษัตริย์ ชัดเจนว่าเป็นพวกไร้กระดูกสันหลัง ต้าโจวของข้าก่อตั้งด้วยวรยุทธ์ ไยต้องให้พวกเจ้ามาช่วยรักษาราชบัลลังก์?"
"เจ้า...!"
"หุบปาก ไอ้โจรเฒ่าไร้ยางอาย!"
เสียงเย็นชาตวาดลั่น ขัดจังหวะคำพูด ไม่สนใจบัณฑิตวัยกลางคนที่หน้าเขียวคล้ำอีกต่อไป นักเล่านิทานเบนสายตาไปมองนักพรตชุดเขียวและหลวงจีนคิ้วขาว "แล้วพวกเจ้าล่ะ จะแสร้งทำเป็นเทพหรือผีสางอันใด?"
"สวรรค์ไร้เมตตา มนุษย์ย่อมเห็นแก่ตัว!"
นักพรตชุดเขียวสีหน้าเรียบเฉย "ทรราชผู้นั้นทำเรื่องวิปริตผิดครรลอง ย่ำยีศีลธรรมจรรยา ทำลายจารีตศาสนาของข้า ใช้กฎหมายชั่วร้ายและคมดาบกดขี่ธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมต้องถูกผู้คนต่อต้าน ทั่วหล้าจะลุกเป็นไฟ ในไม่ช้านี้!"
"กฎหมายชั่วร้าย?"
"น่าขัน!"
นักเล่านิทานหัวเราะเสียงเย็น "ต้าโจวของข้ายึดวรยุทธ์เป็นรากฐาน ยึดกฎหมายเป็นหลัก แม้แต่โอรสสวรรค์ทำผิดกฎหมาย ก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกับสามัญชน สองร้อยปีมานี้ จักรพรรดิสามพระองค์ อ๋องเจ็ดพระองค์ เชื้อพระวงศ์นับร้อย ผู้ที่ลองดีกับกฎหมาย ล้วนถูกบั่นคอ ยุติธรรมที่สุด จะเรียกว่ากฎหมายชั่วร้ายได้อย่างไร?"
นักพรตชุดเขียวก็แค่นหัวเราะ "ฝืนธรรมชาติมนุษย์ ทำเรื่องวิปริต ไม่ใช่กฎหมายชั่วร้ายแล้วคืออะไร เขาหลี่ชิงซานกดข่มได้ชั่วคราว จะกดข่มได้ชั่วกัลปาวสานหรือ จิตใจมนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัว นี่คือธรรมชาติ เขาทำเรื่องฝืนธรรมชาติเช่นนี้ อย่าว่าแต่คนทั่วหล้าเลย แม้แต่คนในตระกูลหลี่ของเขา เกรงว่าจะเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เฝ้ารอให้เขาตายไปเสียทีล่ะมั้ง?"
นักเล่านิทานเลิกคิ้ว ตวาดเสียงเกรี้ยว "ธรรมชาติมนุษย์ๆ ก็เพราะมีคนอย่างพวกเจ้ามากเกินไป ธรรมชาติมนุษย์แบบนี้ถึงได้ระบาดไปทั่ว ไร้ยางอายเช่นนี้ ยังกล้าอ้างว่าเป็นจารีตศาสนา ให้พวกเจ้ามาสั่งสอนราษฎร เกรงว่าโลกหล้าคงไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกต่อไป!"
"เจ้า..."
"พอได้แล้ว!"
นักพรตยังอยากจะเถียงต่อ แต่ถูกขอทานเฒ่าข้างๆ ขัดจังหวะด้วยความรำคาญ "พูดมากไปทำไม รีบทำลายรังของสุนัขรับใช้พวกนี้เสีย จะได้ไม่ยืดเยื้อ"
"สถานการณ์กำหนดไว้แล้ว จะรีบร้อนไปไย"
บัณฑิตวัยกลางคนกลับส่ายหน้า จ้องมองนักเล่านิทานบนเวที "ทรราชผู้นั้นตั้งหน่วยลับเหยี่ยวและสุนัข ท่านเป็นหัวหน้าหน่วยอินทรี ประจำที่นี่ ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าพวกเราสี่คนมาที่นี่ เพื่อการใดใช่หรือไม่?"
"ย่อมรู้อยู่แล้ว!"
แม้ถูกอีกฝ่ายเปิดโปงตัวตน แต่นักเล่านิทานก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย "พวกกบฏอย่างพวกเจ้า สมคบคิดวางแผนชั่ว ดึงแม่ทัพใหญ่ประจำเมืองชายแดนแห่งนี้ลงน้ำ หวังเปิดประตูด่านชายแดน ปล่อยให้ชนเผ่าเถื่อนนอกด่านบุกเข้ามา ฮ่า ยอมคุกเข่ารับใช้ชนเผ่าเถื่อน นี่หรือคือความมีศักดิ์ศรีของพวกเจ้า ช่างเปิดหูเปิดตาคนจริงๆ"
"หึ เพื่อช่วยสรรพชีวิตทั่วหล้า นี่เป็นเพียงแผนชั่วคราวเท่านั้น!"
บัณฑิตวัยกลางคนแค่นเสียงเย็น สองตาจ้องมองนักเล่านิทาน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีหน้า "สองร้อยปีแล้ว วิชามารของทรราชผู้นั้นจะร้ายกาจเพียงใด ตอนนี้ก็น่าจะตายได้แล้วกระมัง?"
"จะตายหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว"
ขอทานเฒ่าก็ยิ้มเหี้ยม "เขากดข่มทั่วหล้ามานานปี มีคนแค้นเขาแทบตายตั้งเท่าไหร่ บอกเจ้าไว้ก็ได้ ที่พวกเราสร้างขุมกำลังได้ขนาดนี้ในวันนี้ ในราชสำนักมีคนออกแรงช่วยไม่น้อย แม้แต่คนในตระกูลหลี่ของเขาเอง ก็ช่วยเหลือเราอย่างมากเสียด้วยสิ!"
นักพรตชุดเขียวก็ก้าวออกมา "ผู้มีธรรมย่อมมีคนช่วย ผู้ไร้ธรรมย่อมไร้คนหนุน ทรราชผู้นั้นทำเรื่องวิปริต ถูกทั่วหล้าต่อต้านแล้ว ท่านมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงนี้ ไยต้องยอมตายไปพร้อมกับเขา มาร่วมมือกับพวกเรา ร่วมสร้างการณ์ใหญ่ เมื่อสำเร็จแล้ว วิธีทำให้อายุยืนยาวของทรราชผู้นั้น พวกเราจะแบ่งปันกัน ไม่ดีกว่าหรือ?"
"หึ กบในกะลา ตายถึงตัวแล้วยังไม่รู้ตัว!"
นักเล่านิทานแค่นเสียงเย็น ไพล่หลังกล่าวว่า "เข้ามาพร้อมกันเลย ให้ข้าดูหน่อยเถอะว่าหลายปีมานี้ พวกเจ้าพัฒนาไปแค่ไหน!"
ระหว่างพูด พลังปราณแกร่ง (กังชี่) ก็พวยพุ่งออกมา บีบคั้นสถานการณ์เข้าสู่จุดวิกฤตในพริบตา
"หือ!"
นักพรตชุดเขียวสายตาแข็งกร้าว มองไปรอบด้าน ผู้ชมที่นั่งอยู่ด้านล่างเมื่อครู่ บัดนี้หายตัวไปไร้ร่องรอย จิตใจพลันดิ่งวูบ รีบกล่าวกับอีกสามคนซ้ายขวาทันที "ลงมือ จัดการให้เร็วที่สุด!"
"ได้!"
"ฆ่า!"
"ไอ้สุนัขรับใช้ จ่ายค่าชีวิตมา!"
สามคนที่เหลือได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า ออกกระบวนท่าพุ่งเข้าใส่เวที รุมโจมตีนักเล่านิทานทันที
[จบแล้ว]