- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นชาวประมง ข้าขอฝึกฝนจนบรรลุเซียน
- บทที่ 8 - การฝึกฝน
บทที่ 8 - การฝึกฝน
บทที่ 8 - การฝึกฝน
บทที่ 8 - การฝึกฝน
ตระกูลลู่แม้จะไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ แต่ในหมู่บ้านเสี่ยวหวงและละแวกใกล้เคียงก็นับว่าเป็นขาใหญ่ ผูกขาดธุรกิจโรงฆ่าสัตว์ในแถบนี้ และเลี้ยงดูคนเชือดสัตว์ไว้จำนวนหนึ่ง
ปกติแล้ว ตระกูลลู่จะรับซื้อหมู หมา วัว แพะ จากชาวบ้าน นำมาเชือดแล้วส่งไปขายที่ร้านเนื้อในตลาด บางครั้งก็ส่งให้เหลาอาหารในตัวอำเภอ กำไรเนื้อๆ เน้นๆ
สวี่หยางยอมเสียเงินวิ่งเต้นเพื่อให้ได้งานนี้ หนึ่งคือเพื่อฝึกทักษะ สองคือเพื่อหาเนื้อกิน
การฆ่าหมู หมา วัว แพะ น่าจะช่วยให้ฝึกทักษะเกี่ยวกับการ "สังหาร" ได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็ฝึกเพลงดาบ เผื่อจะได้ทักษะโจมตีเหมือน "ซัดอาวุธ" ที่ได้จากการร่อนหิน
ส่วนเรื่องเนื้อ เนื้อดีๆ คงไม่ได้กิน แต่พวกเครื่องใน หัวหมู หางวัว อะไรพวกนี้คงหาได้ไม่ยาก แถมยังมีสิทธิ์ซื้อเนื้อในราคาพนักงานอีกด้วย
มีเนื้อกินไม่อั้น บวกกับเงินที่ได้จากการขายตัว และทักษะการกินจากร่างต้น สวี่หยางมั่นใจว่าจะขุนร่างผอมแห้งของเด็กหนุ่มคนนี้ให้ล่ำบึ้กได้ในไม่ช้า
ถึงตอนนั้น อาจจะยังสู้ครูฝึกวรยุทธ์ไม่ได้ แต่ถ้าเจอพวกคนรับใช้หรือนักเลงกระจอกอย่างหลี่เหล่าจิ่ว รับรองว่าเก็บเรียบ
...
เงินมาผ้าหลุด ภายใต้การจัดการของพ่อบ้านใหญ่จางฟู สวี่หยางก็ได้เข้าทำงานในโรงฆ่าสัตว์อย่างราบรื่น
แน่นอนว่าผลงานของสวี่หยางก็เข้าตา เพราะงานเชือดสัตว์ต้องใช้แรงและความใจถึง ซึ่งสวี่หยางมีทั้งสองอย่าง แถมยังมี "ประสบการณ์ทำงาน" มาบ้าง การเริ่มงานจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ตอนเที่ยง สวี่หยางที่ตัวเหม็นคาวเลือด หิ้วพวงเครื่องในหมูกลับบ้าน
นี่ไม่ใช่ส่วนแบ่งจากการฆ่าหมู เด็กฝึกงานใหม่ไม่มีทางได้แย่งกินกับพวกขาเก๋าหรอก ต้องซื้อเอาในราคาพิเศษ ถือเป็นสวัสดิการพนักงาน
"พี่!"
หลี่หงอวี้วิ่งมารับ แต่พอเข้าใกล้ก็ต้องผงะกับกลิ่นตัวของสวี่หยาง รีบบีบจมูก "กลิ่นอะไรเนี่ย?"
"เย็นนี้กินเนื้อ"
สวี่หยางยิ้ม ไม่พูดพร่ำทำเพลง ส่งพวงเครื่องในให้หลี่หงอวี้ แล้วเดินเข้าบ้านไปสะพายตะกร้าไม้ไผ่ หยิบขวานสั้น และธนูขึ้นมา
หลี่ชิงเหอเดินเข้ามาถาม "พี่ เที่ยงแล้ว ยังจะเข้าป่าอีกเหรอ?"
"อืม!"
สวี่หยางพยักหน้า "ไปดูเผื่อจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง"
หลี่ชิงเหอตาลุกวาว "ข้าไปด้วยได้ไหม?"
สวี่หยางส่ายหน้ายิ้ม "รอโตกว่านี้อีกหน่อย พี่จะพาไป"
"โธ่...!"
หลี่ชิงเหอลากเสียงยาว หน้ามุ่ยด้วยความผิดหวัง
สวี่หยางไม่พูดอะไรอีก แบกตะกร้าเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่ป่าเขา เตรียมตัวล่าสัตว์
เขาไม่ได้จะเป็นแค่คนเชือดสัตว์ แต่จะเป็นพรานป่าด้วย เพราะธนูเป็นอาวุธระยะไกลที่ร้ายกาจมาก ไม่ต้องถึงมือผู้ข้ามมิติที่มีความรู้อัดแน่น แค่คนที่มีวิสัยทัศน์หน่อยก็รู้ว่าการโจมตีระยะไกลได้เปรียบระยะประชิดแค่ไหน มีโอกาสก็ต้องฝึกไว้
ด้วยเหตุนี้...
ยามพลบค่ำ สวี่หยางกลับถึงบ้าน ตะกร้าไม้ไผ่ด้านหลังดูหนักอึ้ง
"พี่ ได้อะไรมาบ้าง?"
หลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้วิ่งเหยาะๆ ออกมา แล้วก็ต้องชะงัก มองตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยของบนหลังสวี่หยางด้วยความงุนงง
"ตัดไผ่มาทำไมตั้งเยอะแยะ?"
"ไหนบอกว่าจะไปล่าสัตว์?"
เจอน้องๆ ถาม สวี่หยางก็ยิ้ม วางตะกร้าลง "ลับมีดไม่เสียเวลาผ่าฟืนหรอก!"
พูดจบก็นั่งลง เริ่มจัดการกับไผ่ที่ตัดมา
บอกว่าจะไปล่าสัตว์ ไหงได้ไผ่กลับมา? ง่ายมาก เพราะแห้วไงล่ะ!
แม้จะได้ความทรงจำและสถานะของ "หลี่ชิงซาน" มา แต่หลี่ชิงซานก็ไม่ใช่พรานป่าที่เก่งกาจอะไร ฝีมือยิงธนูงั้นๆ มาก การไม่ได้อะไรติดมือกลับมาถือเป็นเรื่องปกติ ก่อนหน้านี้ถึงกับเคยคิดจะขายธนูกับป้ายอนุญาตล่าสัตว์ทิ้ง แล้วไปทำนาอย่างเดียวด้วยซ้ำ
ตอนนี้สวี่หยางข้ามมิติมา สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม เพราะเขาจับปลาเป็นอย่างเดียว ล่าสัตว์ไม่เป็น
แต่ไม่เป็นไร ฝึกเอาได้ มีแผ่นป้ายสถานะซะอย่าง ไม่มีอะไรที่ฝึกไม่ได้
ดังนั้น สวี่หยางจึงตัดไผ่มาหนึ่งตะกร้า เอามาฝึกทักษะ "ยิงธนู"
สวี่หยางหยิบไผ่เขียวมาลำหนึ่ง เหลาเอากิ่งก้านใบออกให้หมด บากเป็นร่องที่ปลายทั้งสองข้าง แล้วดัดไผ่ให้โค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว จากนั้นก็เอาเถาวัลย์ที่ตัดมาเหมือนกันผูกขึงเป็นสาย
เท่านี้ คันธนูไม้ไผ่ที่ดูอนาถาจนเหมือนของเล่นเด็กก็เสร็จสมบูรณ์
"อืม ใช้ได้!"
ถึงจะเล่นได้ไม่กี่ทีก็พัง พลังทำลายแทบจะเป็นศูนย์ แต่สวี่หยางก็พยักหน้าพอใจ ชื่นชมผลงานตัวเอง
ห่วยไม่เป็นไร พังก็ช่างมัน ขอแค่ให้เขาได้ "ยิง" ก็พอ
หัวใจของการฝึกทักษะคือการทำ ทำดีก็ดีไป แต่ทำไม่ดีก็ใช่ว่าจะไม่เกิดปาฏิหาริย์
ตอนฝึกแปลงโฉม เขาแค่เอาโคลนทาหน้า ห่อไหล่ ทำเสียงแหบ ไม่เห็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรวิเศษ สุดท้ายยังได้ทักษะแปลงโฉม แถมยังมีคุณสมบัติซ่อนเร้นลมหายใจกับหดกระดูกมาด้วย
ดังนั้น ทำดีไม่ดีไม่สำคัญ สำคัญที่ทำมากพอหรือเปล่า นานพอไหม
มีคันธนูแล้ว ขาดลูกธนู สวี่หยางหยิบกิ่งไผ่เล็กๆ มา ไม่ต้องติดขนหางนกเพื่อทรงตัวอะไรทั้งนั้น แค่เหลาปลายให้แหลม ลูกธนูสุดหยาบก็เสร็จเรียบร้อย
"พี่ ทำอะไรน่ะ?"
"นี่มัน... ธนูเหรอ?"
"ธนูแบบนี้จะไปยิงอะไรได้ หนังสติ๊กของไอ้ด่างข้างบ้านยังแรงกว่าอีก"
เห็นผลงานชุ่ยๆ ของสวี่หยาง หลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้ยิ่งงงหนัก
"อย่าถามมาก รีบไปทำกับข้าว"
สวี่หยางยิ้ม ไล่เด็กสองคนไป แล้วก้มหน้าก้มตาทำธนูต่อ
การทำธนูในสมัยโบราณถือเป็นงานฝีมือชั้นสูง ต้องใช้วัสดุและฝีมือช่างที่ยอดเยี่ยม มีคำกล่าวว่าต้องใช้วัสดุ 6 อย่าง คือ ไม้, เขาสัตว์, เอ็นสัตว์, กาว, ไหม, และยางรัก
ไม้ทำคันธนู ต้องเป็นไม้เนื้อดี กำหนดแรงดึง ระยะยิง และอานุภาพการทำลายล้าง
เขาสัตว์และเอ็นสัตว์ ติดที่ด้านในและด้านนอกของคันธนู เพิ่มความยืดหยุ่นและพลัง
ส่วนกาว ไหม และยางรัก ก็สำคัญมาก ต้องใช้วัสดุชั้นดี ถึงจะได้ธนูที่ดี
ธนูไม้ไผ่ที่สวี่หยางทำตอนนี้ ห่างไกลจากคำว่า "ดี" หลายขุม ดึงไม่กี่ทีก็คงพัง
แต่ไม่เป็นไร คุณภาพไม่ได้ ปริมาณเข้าสู้ คันเดียวไม่พอ ก็สิบคัน สิบคันไม่พอ ก็ร้อยคัน วัสดุฟรีจากธรรมชาติ หาง่าย ทำลายง่าย ถ้าขยันทำ เดี๋ยวทักษะก็มาเอง
เผลอๆ นอกจากทักษะยิงธนู การทำธนูนี่อาจจะสร้างทักษะใหม่ ให้สวี่หยางมีวิชาชีพติดตัวเพิ่มอีกอย่างก็ได้
รู้ไหมว่าในสมัยโบราณ ช่างทำธนูคือทรัพยากรบุคคลสำคัญทางทหาร เลี้ยงดูครอบครัวได้สบายๆ
สวี่หยางมือไม้คล่องแคล่ว ธนูไม้ไผ่พวกรี้ไม่ต้องใช้ความละเอียดอะไรมาก ทำแป๊บเดียว ไผ่ตะกร้าหนึ่งก็กลายเป็นธนูและลูกธนูจนหมดก่อนค่ำ
"พี่ กินข้าว"
"อืม!"
หลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้ทำกับข้าวเสร็จแล้ว สวี่หยางวางมือ เดินไปนั่งที่โต๊ะ
"พี่ ของพี่"
หลี่หงอวี้ยกชามข้าวกล้องพูนๆ มาวางตรงหน้า บนโต๊ะมีแกงจืดเครื่องในหมูชามโต มองแล้ว... อืม ไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่
หมูบ้านนอกยุคนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตอน กลิ่นสาบแรงมาก เครื่องในยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าเครื่องเทศไม่ถึง การจะทำให้เครื่องในอร่อยเป็นเรื่องยากมาก
ดังนั้น แกงจืดเครื่องในชามนี้ พูดตรงๆ คือไม่น่ากิน โดยเฉพาะสำหรับสวี่หยาง
แต่ถึงอย่างนั้น หลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้ก็จ้องมองมันตาเป็นมัน กลืนน้ำลายเอือกๆ กับน้ำมันที่ลอยฟูฟ่อง
สวี่หยางยิ้ม หยิบตะเกียบ "กินสิ!"
"อื้อ!"
ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าครอบครัว เด็กสองคนก็ทนไม่ไหว รีบจ้วงตะเกียบลงชาม
มีเงินจากการขายตัว สวี่หยางย่อมไม่ปล่อยให้ตัวเองอดอยาก แม้จะมีแค่เครื่องในเหม็นสาบ แต่ข้าวกล้องไม่อั้น แถมผักอีกเพียบ สำหรับหลี่ชิงเหอและหลี่หงอวี้ มื้อนี้ถือว่าหรูหราอลังการแล้ว
กับข้าวไม่ค่อยถูกปาก แต่ข้าวอิ่มท้อง สองพี่น้องเก็บกวาดถ้วยชาม สวี่หยางก็กลับมาประจำการ
หยิบธนูไม้ไผ่ หันหน้าเข้าหากำแพงดินในลานบ้าน เริ่มฝึกยิงธนู
เป้า? ไม่มีเป้า
ฝึกทักษะมาหลายปี สวี่หยางจับเคล็ดลับได้แล้ว
ช่วงแรกเน้นปริมาณ พอฝึกถึงระดับหนึ่ง หรือได้ทักษะมาแล้ว ค่อยเน้นคุณภาพ เพื่อสุ่มคุณสมบัติพิเศษดีๆ
ดังนั้น เขาไม่ทำเป้า หรือจะพูดให้ถูกคือกำแพงดินนั่นแหละคือเป้า ช่วยให้เขาทำกระบวนการ "ง้างสาย" "ยิง" "เข้าเป้า" ให้ครบถ้วน
ตอนนี้มืดแล้ว พระจันทร์ลอยเด่น หมู่บ้านเสี่ยวหวงเงียบสงัด มีเพียงบ้านตระกูลหลี่และตระกูลลู่ไม่กี่หลังที่ยังเปิดไฟ
น้ำมันตะเกียงและเทียนไขเป็นของสิ้นเปลือง ชาวบ้านธรรมดาประหยัดได้ก็ประหยัด กลางคืนไม่มีอะไรทำ นอกจากปั๊มลูกกับตบเด็ก เข้านอนกันหมดแล้ว
ใต้แสงจันทร์เย็นเยียบ สวี่หยางถือธนู ยืดตัวตรง ปรับท่าทางตามความทรงจำและสัญชาตญาณของ "หลี่ชิงซาน" ง้างธนูไม้ไผ่ แล้วยิงไปที่กำแพงดินข้างหน้า
ผลคือ...
"แปะ!"
เสียงเบาหวิว ลูกธนูไม้ไผ่ตกพื้น ห่างออกไปแค่สองสามก้าว ยังไม่ถึงกำแพงด้วยซ้ำ
สวี่หยางไม่สนใจ ปรับท่าทาง ง้างสาย ยิงอีกดอก
คราวนี้ดีขึ้นหน่อย ลูกธนูไปไกลห้าหกก้าว ตกที่ตีนกำแพงพอดี
สวี่หยางยิ้ม ง้างสายต่อ ท่าทางเริ่มเข้าที่เข้าทาง เริ่มจับจังหวะวิชาธนูของร่างเดิมได้แล้ว
ใต้แสงจันทร์ เด็กหนุ่มร่างผอมแห้งง้างธนูยิงใส่กำแพงดินดอกแล้วดอกเล่า ลูกธนูไม้ไผ่เบาหวิว จากที่ปลิวว่อนไร้ทิศทาง ก็เริ่มเข้าเป้าปักบนกำแพง จนในที่สุดก็ปักเรียงรายเต็มกำแพงไปหมด...
[จบแล้ว]