- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นชาวประมง ข้าขอฝึกฝนจนบรรลุเซียน
- บทที่ 7 - ขายตัว
บทที่ 7 - ขายตัว
บทที่ 7 - ขายตัว
บทที่ 7 - ขายตัว
"แม้จะเป็นที่นาแห้งแล้งไม่กี่ไร่ แต่ก็เป็นสมบัติของตระกูล เจ้า... จะขายจริงๆ รึ?"
ในห้องโถงที่ตกแต่งอย่างงดงามแบบโบราณ ชายวัยกลางคนสวมชุดขุนนางนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง มองดูสวี่หยางและน้องๆ ที่ยืนอยู่เบื้องล่าง สลับกับโฉนดที่นาในมือ สีหน้าแฝงแววขบขัน
สวี่หยางพยักหน้า ตอบเสียงหนักแน่น "ไม่ใช่แค่ที่นา ข้าและน้องๆ ทั้งสามคน ยินดีขายตัวเป็นทาสรับใช้ตระกูลลู่ ขอเพียงท่านเศรษฐีลู่เมตตา ให้ที่พักพิงแก่พวกเราพี่น้อง ได้มีที่หลบแดดหลบฝน!"
"อืม~!"
เศรษฐีลู่ลูบเครา หรี่ตามองสวี่หยางอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะยิ้มออกมา "เรื่องที่บ้านเจ้าข้าก็ได้ยินมาบ้าง ทำเกินไปจริงๆ เอาเถอะ ข้าจะรับซื้อที่นาผืนนี้ไว้ ส่วนพวกเจ้าพี่น้อง... เจ้ามาเป็นลูกจ้างระยะยาวที่บ้านข้า ส่วนที่นาก็ให้พวกเจ้าดูแลต่อไป เป็นไง?"
"ขอบพระคุณท่านเศรษฐี!"
สวี่หยางได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบก้มหัวคารวะขอบคุณทันที
เศรษฐีลู่มองเขาด้วยรอยยิ้ม แล้วส่งโฉนดที่นาให้พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ "จางฟู เรื่องนี้เจ้าไปจัดการ คุยกับตระกูลหลี่ให้รู้เรื่อง อย่าให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันล่ะ!"
"ขอรับ นายท่าน!"
พ่อบ้านจางฟูรับโฉนดที่นามา แล้วหันไปพูดกับสวี่หยางและน้องๆ "ตามข้ามา"
สวี่หยางพยักหน้า พาหลี่ชิงเหอและหลี่หงอวี้เดินตามเขาออกจากห้องโถงไป
หมู่บ้านเสี่ยวหวงมีตระกูลใหญ่สองตระกูล คือตระกูลหลี่ และตระกูลลู่
ทั้งสองตระกูลอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก มักจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น สวี่หยางจึงตัดสินใจนำโฉนดที่นาและน้องๆ มาพึ่งใบบุญตระกูลลู่ ถึงขั้นยอมขายตัวเป็นทาส
นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ไอ้สารเลวหลี่เหล่าจิ่วนั่นมีความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่สายหลัก เมื่อครู่สวี่หยางเพิ่งรีดไถเงินจากพวกญาติๆ ที่มากินโต๊ะจีนไปหมาดๆ เท่ากับว่าล่วงเกินคนแซ่หลี่ไปเกือบหมดแล้ว
แบบนี้ ในตระกูลหลี่จะมีที่ยืนให้เขาอีกหรือ?
เพื่อป้องกันการแก้แค้นของหลี่เหล่าจิ่ว และปัญหาจุกจิกจากตระกูลหลี่ สวี่หยางจึงตัดสินใจขายตัวให้ตระกูลลู่
ตระกูลลู่กับตระกูลหลี่เป็นตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านเสี่ยวหวงเหมือนกัน มีการแข่งขันกันอยู่ตลอด เรียกได้ว่าเป็นคู่ปรับเก่า
ในฐานะเศรษฐีใจบุญที่มีชื่อเสียงไปทั่วสารทิศ เศรษฐีลู่ย่อมไม่รังเกียจที่จะรับคนแซ่หลี่ที่ถูกญาติพี่น้องทอดทิ้งอย่างสวี่หยางไว้
ทำแบบนี้ นอกจากจะได้ชื่อเสียงที่ดีแล้ว ยังได้กดหัวคู่ปรับเก่า แถมยังได้ที่นาอีกหลายไร่ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง!
ส่วนเรื่องวีรกรรมและความโหดเหี้ยมที่สวี่หยางทำไว้กับตระกูลหลี่ เขาไม่ได้ใส่ใจ ชาวบ้านป่าเถื่อนเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนด้วยแล้ว
เห็นคนมาฮุบสมบัติที่บ้าน เลือดขึ้นหน้าลงไม้ลงมือก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ ไม่ต้องกังวลว่ารับทาสแบบนี้มาแล้วจะมีปัญหาภายหลัง ยิ่งโฉนดที่นาและสัญญาขายตัวอยู่ในมือเขา จะดิ้นยังไงก็ไม่หลุด
คนแบบนี้ ถ้าเลี้ยงให้ดี ก็จะเป็นหมาเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์ ผ่านไปไม่กี่รุ่น ตระกูลลู่ก็จะได้ทาสในเรือนเบี้ยที่จงรักภักดีเพิ่มขึ้นอีก ดีจะตายไปไม่ใช่เหรอ?
...
จัดการธุระครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเรื่องราวก็จบลง
สวี่หยางขายทั้งที่นา บ้านช่อง รวมทั้งตัวเขาและน้องๆ ให้กับตระกูลลู่ ตอนนี้พวกเขากลายเป็นทาสของตระกูลลู่เรียบร้อยแล้ว
ตระกูลลู่ก็รักษาสัญญา ออกหน้าจัดการเรื่องหลี่เหล่าจิ่วให้ ทำให้ตระกูลหลี่เสียหน้าไปไม่น้อย
แน่นอนว่าตระกูลหลี่ต้องแค้นฝังหุ่น คนในตระกูลคงก่นด่าเขาลับหลัง ดีไม่ดีอาจจะแอบหาเรื่องเขาด้วย
แต่สวี่หยางไม่สน ขอแค่ไม่มาฆ่าแกงกันซึ่งหน้า เขาก็ไม่เก็บมาใส่ใจ
เขาต้องการแค่เวลา... เวลาที่จะพัฒนาตัวเองอย่างมั่นคง
"พี่!"
คืนนั้น ที่บ้าน หลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้ที่กลับมาพร้อมสวี่หยาง มองพี่ชายด้วยความไม่เข้าใจ "ทำแบบนี้ดีแล้วเหรอ ตระกูลลู่นั่น... ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีนะ!"
"ดีไม่ดีไม่สำคัญ"
สวี่หยางส่ายหน้า ยิ้มมุมปาก "สำคัญที่พวกเขารับมือตระกูลหลี่ได้ เข้าใจไหม?"
"เอ่อ..."
ทั้งสองอยากจะแย้ง แต่พอสบตาสวี่หยาง ก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอ พยักหน้ารับ "เข้าใจแล้ว"
"เข้าใจก็ดี"
สวี่หยางพยักหน้า พูดเสียงเรียบ "อดทนไปสักสองสามปี พี่มีแผนการอยู่แล้ว วางใจเถอะ!"
ไม่แปลกที่หลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้จะกังวล การกระทำของสวี่หยางดูไม่เข้าท่าจริงๆ แม้ตระกูลหลี่จะไม่ใช่คนดี แต่ตระกูลลู่ก็ไม่ใช่พ่อพระ การที่สวี่หยางขายทุกคนในบ้านให้ตระกูลลู่ ดูยังไงก็เหมือนคนสิ้นคิด
ตอนนี้ นอกจากจะเสียที่นาแล้ว พวกเขายังเสียอิสรภาพ ชีวิตทั้งสามคนตกอยู่ในกำมือตระกูลลู่ จะอยู่หรือตายขึ้นอยู่กับคำสั่งเดียว
ถ้ารู้ว่าจะลงเอยแบบนี้ สู้ยอมกลืนเลือด ทนอยู่กับพวกหลี่เหล่าจิ่วต่อไปยังจะดีกว่า
อย่างน้อยเขาก็เป็นคนแซ่หลี่ ตระกูลหลี่คงไม่ทำอะไรเกินเลยมากนัก แต่กับตระกูลลู่ไม่แน่ เพื่อความสะใจชั่ววูบ ยอมทิ้งตระกูลไปเป็นทาสตระกูลลู่ มันโง่บัดซบชัดๆ
แต่นั่นเป็นความคิดของคนทั่วไป
สำหรับสวี่หยาง ที่ดินหรือสัญญาขายตัว มันก็แค่กระดาษเปื้อนหมึก
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รากฐานชีวิตของเขา และไม่ใช่จุดตายของเขา!
รากฐานของเขาคือแผ่นป้ายสถานะ คือทักษะและคุณสมบัติพิเศษ ขอแค่ฝึกจนได้ทักษะเทพๆ มา ใครหน้าไหนก็กดหัวเขาไม่ได้
น่าเสียดายที่แผ่นป้ายสถานะนี้มีข้อเสียอยู่อย่าง คืออัพเกรดเองไม่ได้ อยากได้ทักษะต้องลงมือทำและสะสมประสบการณ์เอาเอง จนกว่าทักษะจะปรากฏ
ดังนั้น สวี่หยางต้องการเวลา... เวลาที่สงบสุขเพื่อฝึกฝนทักษะให้แข็งแกร่ง
เพื่อการนี้ เขาจึงตัดสินใจซ้อมหลี่เหล่าจิ่ว ขูดรีดเงินจากชาวบ้าน และแตกหักกับตระกูลหลี่ สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นคนบ้าบิ่น ไม่กลัวตาย เพื่อข่มขวัญพวกที่คิดไม่ซื่อ ไม่งั้นจัดการหลี่เหล่าจิ่วไปคนนึง เดี๋ยวก็มีหลี่เหล่าแปด หลี่เหล่าสิบโผล่มาอีก
คนดีถูกรังแก ม้าดีถูกคนขี่ กฎธรรมชาติมันเป็นแบบนี้!
ด้วยการข่มขวัญนี้ บวกกับการขายตัวให้ตระกูลลู่เพื่อใช้เป็นเกราะคุ้มกัน รับรองว่าภายในไม่กี่ปีนี้จะไม่มีใครกล้ามายุ่งกับเขา
นอกจากนี้ การขายที่ขายตัวยังทำให้ได้เงินก้อนมา เป็นทุนตั้งตัว
ต่อไปก็แค่ใช้เวลาอันมีค่านี้ บวกกับเงินทุนที่มี ทุ่มเทฝึกฝนทักษะ ไม่ต้องถึงขั้นครองโลก ขอแค่ยืนหยัดในหมู่บ้านนี้ได้ก็พอ
มีแผ่นป้ายสถานะอยู่กับตัว ขอแค่ตั้งตัวได้ในช่วงแรก เขาก็จะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ สำรวจโลกใบนี้ และใช้ทรัพยากรจากโลกนี้ไปแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความจริง
ดังนั้น...
"ดึกแล้ว นอนเถอะ!"
สวี่หยางปลอบใจหลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้จนหายกังวล แล้วล้มตัวลงนอน หลับเป็นตาย
ในเวลาเดียวกัน ที่โลกแห่งความจริง บนเรืออูเผิง...
สวี่หยางลืมตาโพลง ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว คว้าข้าวกล้องที่ซื้อมาเมื่อวาน ยัดใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ
ความฝันของผีเสื้อ เวลาสองโลกต่างกันมาก เขาจะอยู่นี่นานไม่ได้ ไม่งั้น "หลี่ชิงซาน" ทางฝั่งโน้นถ้าไม่หิวตาย ก็คงโดนเข้าใจผิดว่าตายแล้วเอาไปฝัง
ดังนั้น เขาไม่มีเวลามานั่งหุงหาอาหาร ต้องกินดิบๆ เคี้ยวสดๆ ให้เร็วที่สุด แล้วรีบกลับเข้าสู่โลกความฝัน
ข้าวกล้องแข็งโป๊ก เคี้ยวยากชะมัด แต่โชคดีที่ทักษะการกินของสวี่หยางมีคุณสมบัติ "บดเคี้ยว" ฟันอันแข็งแกร่งบดขยี้เม็ดข้าวละเอียดเป็นผุยผง ไม่นานข้าวกล้องครึ่งถุงก็ลงไปนอนก้นกระเพาะ
กินข้าวกล้องครึ่งถุง ตามด้วยน้ำเปล่าอีกหลายกระบวย ท้องที่ว่างเปล่าก็ป่องขึ้นมาทันตาเห็น
สวี่หยางไม่รอช้า ล้มตัวลงนอนบนพื้นเรือ หลับไปอีกรอบ
ทักษะการกินของเขาตอนนี้ กินมื้อเดียวอยู่ได้เป็นสิบมื้อ มื้อนี้อิ่มไปได้สามสี่วัน หรืออาจจะห้าหกวันเลยทีเดียว ถ้าเทียบเป็นเวลาในโลกความฝันก็คือห้าหกปี เพียงพอสำหรับแผนการขั้นแรกของเขาแล้ว
...
โลกความฝัน เสียงไก่ขันปลุกสวี่หยางให้ตื่น
จะเรียกว่าตื่นก็ไม่ถูก เพราะเขาไม่ได้หลับเลย เวลาต่างกัน 365 เท่า แค่เขากินข้าวแป๊บเดียวในโลกจริง ทางนี้ก็ผ่านไปหนึ่งคืนแล้ว ไม่ได้นอนเลยสักงีบ
แต่เขาก็ยังกระปรี้กระเปร่า ลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน บอกลาหลี่ชิงเหอกับหลี่หงอวี้ แล้วมุ่งหน้าไปบ้านตระกูลลู่
เขาจะไปหางานทำ งานที่จะช่วยให้เขาฝึกทักษะได้
ส่วนจะเป็นงานอะไรนั้น เขาคิดไว้แล้ว
ตระกูลลู่เป็นเศรษฐีที่ดิน บรรพบุรุษเคยสอบได้จอหงวน สะสมบารมีมาหลายรุ่น ฐานะร่ำรวยมั่นคง มีชื่อเสียงไปทั่ว
ในสังคมเกษตรกรรม ที่ดินคือหัวใจหลัก แต่รายได้ของเศรษฐีที่ดินไม่ได้มาจากการทำนาหรือเก็บค่าเช่าที่อย่างเดียว
ปลูกข้าว เก็บค่าเช่า? จะได้สักกี่ตังค์กันเชียว!
สำหรับเศรษฐีที่ดินตัวจริง การปล่อยเช่าที่นาและขูดรีดชาวนาเป็นแค่รายได้ส่วนน้อย แค่พอมีข้าวกินไม่อดตาย
อยากรวยล้นฟ้า ต้องใช้วิธีอื่น เช่น ปล่อยกู้กินดอกเบี้ยโหด, ฮุบที่ดินชาวบ้าน, ค้าของเถื่อนอย่างเกลือและเหล็ก, เลี้ยงทาส, ค้ามนุษย์, หนีภาษี...
ทำแบบนี้สะสมไปเรื่อยๆ หลายรุ่นเข้า ก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ผูกขาดอำนาจ เป็นรากฐานของระบบการปกครอง ร่วมปกครองแผ่นดินกับราชวงศ์และขุนนาง
ตระกูลหลี่และตระกูลลู่ในหมู่บ้านเสี่ยวหวง แม้จะยังไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ทำธุรกิจสีเทาๆ อยู่ไม่น้อย
กิจการแบบนี้จะมั่นคงได้ ต้องมีกำลังคนคุ้มกัน ทั้งสองตระกูลจึงเลี้ยงดูคนรับใช้และนักเลงคุมบ่อนไว้เพียบ แถมยังจ้างครูฝึกสอนวรยุทธ์มาด้วย
สวี่หยางเดิมทีอยากจะเป็นคนคุ้มกัน จะได้เรียนวรยุทธ์กับครูฝึก แต่ก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ไม่อยากเรียน แต่เขารู้สถานะตัวเองดี คนคุ้มกันพวกนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประวัติขาวสะอาดและจงรักภักดี ส่วนใหญ่ใช้ลูกหม้อที่เกิดในตระกูล เขาเป็นคนนอกแถมแซ่หลี่อีก แม้จะขายตัวให้ตระกูลลู่แล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ได้ทำงานนี้ ขืนไปขอมีแต่จะโดนดูถูกเปล่าๆ
ดังนั้น...
"พ่อบ้านจาง ข้าอยากทำงานโรงฆ่าสัตว์ ขอท่านพ่อบ้านช่วยอนุเคราะห์ด้วย"
สวี่หยางไปหาพ่อบ้านจางฟูที่ทำเรื่องขายตัวให้เมื่อวาน บอกจุดประสงค์ตรงๆ พร้อมยัดถุงเงินใส่มือ
"หืม?"
จางฟูรับถุงเงินมาเดาะเล่นอย่างไม่ปิดบัง มองสวี่หยางแล้วถาม "เจ้าฆ่าหมูเชือดวัวเป็นด้วยเรอะ?"
"ไม่ค่อยเป็นขอรับ!"
สวี่หยางส่ายหน้า ยิ้มตอบ "แต่ข้ามีแรงเยอะ เคยล่าสัตว์มาบ้าง เรียนแป๊บเดียวก็น่าจะเป็น"
"งั้น... ก็ได้ พอดีทางนั้นขาดคน ข้าจะส่งเจ้าไปเป็นเด็กฝึกงานก็แล้วกัน!"
จางฟูชั่งน้ำหนักถุงเงิน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตอบตกลง
"ขอบคุณพ่อบ้านจาง!"
[จบแล้ว]