- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 13 ปั่นป่วนหัวใจสาวน้อย
บทที่ 13 ปั่นป่วนหัวใจสาวน้อย
บทที่ 13 ปั่นป่วนหัวใจสาวน้อย
เมื่อซ่งเฉินกลับมานั่งที่โต๊ะ เขาก็ต้องพบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของหยวนซิน
“สหายคะ เมื่อกี้คุณเก่งมากเลยค่ะ” หยวนซินตาเป็นประกาย ราวกับเห็นซ่งเฉินเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้โลก
ความจริงแล้วเธอก็สั่งสมความไม่พอใจต่อพนักงานเสิร์ฟร้านนี้มานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพอที่จะไปงัดข้อด้วย กลัวว่าอีกฝ่ายจะพาลไม่ยอมให้เธอสั่งอาหาร
พอได้เห็นซ่งเฉินใช้สติปัญญาจัดการพนักงานจนอยู่หมัด ความนับถือที่เธอมีต่อเขาก็พรั่งพรูออกมาดุจสายน้ำหลาก
ซ่งเฉินแตะจมูกแก้เขิน “อะแฮ่ม... ผมก็แค่รักษาสิทธิประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของตัวเองน่ะครับ”
“สิทธิประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายคืออะไรหรือคะ?” หยวนซินฟังไม่เข้าใจ จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มันก็คืออำนาจและผลประโยชน์ที่พวกเราในฐานะพลเมืองควรจะได้รับไงครับ เรามากินข้าวที่ภัตตาคารของรัฐ เราจ่ายเงินใช่ไหมครับ นั่นก็ถือว่าเราช่วยสร้างรายได้ให้รัฐ เงินเดือนของพนักงานคนนั้นก็มาจากรัฐบาล ซึ่งในนั้นอาจจะมีส่วนหนึ่งมาจากเงินที่เราจ่ายไปก็ได้ ดังนั้นเธอไม่มีสิทธิ์จะมาทำวางก้ามวางท่าใส่พวกเราครับ” ซ่งเฉินค่อยๆ อธิบายมุมมองของเขาอย่างใจเย็น
แม้ว่าหน่วยงานรัฐในยุคนี้จะเป็น ‘ชามข้าวเหล็ก’ (งานมั่นคงตลอดชีพ) แต่ถ้าหากทำมาหากินไม่ได้เลยสักแดงเดียว แถมยังขาดทุนทุกปี รัฐบาลก็คงต้องสั่งปิดหรือปรับปรุงแก้ไขอยู่ดี
แต่ที่ซ่งเฉินกล้าพูดจาฉะฉานขนาดนี้ เป็นเพราะเขาไม่ได้แคร์ว่าจะได้กินข้าวที่นี่หรือไม่ อาหารเลิศรสในยุคปัจจุบันมีถมเถไป ถ้าล่วงเกินพนักงานจนมากินไม่ได้อีก ก็แค่เลิกมา ก็เท่านั้นเอง
แต่คนในยุคนี้ไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นเหมือนเขา เพราะพวกเขายังต้องพึ่งพาภัตตาคารของรัฐเพื่อมาทานของอร่อยๆ นานๆ ครั้ง
หยวนซินมองซ่งเฉินตาแป๋ว รู้สึกว่าเขาช่างเก่งกาจเหลือเกิน คำพูดคำจาก็ดูมีเหตุมีผลไปเสียทุกอย่าง
จู่ๆ เธอก็หวนนึกถึงเรื่องที่แม่เร่งรัดให้เธอไปดูตัวเมื่อสองวันก่อน... ถ้า... เธอหมายถึงว่าถ้า... คู่ดูตัวของเธอเป็นคนแบบซ่งเฉิน เธอก็คงไม่รังเกียจที่จะต้องแต่งงานกระมัง
พอรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แก้มของหยวนซินก็แดงซ่านขึ้นมาทันควัน สายตาที่มองซ่งเฉินเริ่มหลุกหลิกไม่กล้าสบตา
เพื่อนร่วมงานหญิงที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางเขินอายบิดไปบิดมาของเธอก็รีบปิดปากหัวเราะคิกคัก... แม่สาวน้อยคนนี้คงกำลังมี ดอกรักบานในหัวใจ เป็นแน่!
ซ่งเฉินไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของหยวนซิน เพราะเขาแทบจะไม่ได้มองเธอเลย
ในยุคสมัยนี้กำแพงกั้นระหว่างชายหญิงยังคงสูงตระหง่าน เขาเกรงว่าหากไปจ้องมองลูกสาวบ้านอื่นนานเกินไป จะถูกเข้าใจผิดหาว่าเป็นพวกอันธพาลลามกเอาได้
หลังจากทานข้าวเสร็จ หยวนซินกับเพื่อนร่วมงานก็ขอตัวกลับก่อน เพราะช่วงบ่ายพวกเธอต้องกลับไปทำงานต่อ
“รีบสารภาพมาตามตรงนะ เธอไปรู้จักมักจี่กับสหายชายคนเมื่อกี้ได้ยังไง?” เพื่อนร่วมงานสาวถามยิ้มๆ น้ำเสียงเจือแววหยอกล้อ
หยวนซินยกมือปิดหน้าด้วยความอาย “โธ่ ก็คนที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อคราวก่อนไง ที่ฉันขี่จักรยานไปชนเขาเข้า ก็เขานั่นแหละ”
“ว้าว! พรหมลิขิตชัดๆ แบบนี้เขาเรียกว่าบุพเพสันนิวาสหรือเปล่านะ?” เพื่อนร่วมงานคล้องแขนหยวนซิน พลางกระซิบกระซาบข้างหู
“เธออย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันยังไม่รู้เลยว่าเขามีแฟนหรือยัง ถ้าเกิดเขามีแล้ว...” พอหยวนซินคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ ในใจก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
เพื่อนร่วมงานบีบมือเธอเพื่อให้กำลังใจ “ถ้าคราวหน้าเจอกันอีก ก็ถามไปตรงๆ เลยสิ”
“จะกล้าถามได้ยังไงกันเล่า” ใบหน้าของหยวนซินแดงก่ำราวกับเลือดจะหยด เสียงตอบกลับเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน
แม้ปกติเธอจะเป็นคนร่าเริงสดใส แต่เธอก็เป็นเพียงสาวน้อยวัย 19 ปี ประสบการณ์เรื่องรักใคร่แทบจะเป็นศูนย์ จะให้ไปถามเรื่องส่วนตัวขนาดนั้นกับผู้ชายได้อย่างไร
“แต่ความสุขเราต้องไขว่คว้าด้วยตัวเองนะ เธออยากจะแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้ชอบหรือไง แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว” เพื่อนร่วมงานหญิงคนนี้อายุมากกว่าหยวนซินแค่ปีเดียว แต่ทางบ้านจับให้ไปดูตัวมาหลายครั้งแล้ว แต่ละครั้งทำเอาสิ้นหวังหนักกว่าเดิม
ถ้าไม่เจอคนที่หน้าตาดูไม่ได้ ก็เจอพวกที่เปิดปากมาก็บอกให้เธอเป็นเมียที่ดีแม่ที่ประเสริฐ แต่งแล้วให้ยกงานของตัวเองให้พี่สาวน้องสาวของฝ่ายชายทำ
ประสาทหรือเปล่า? ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอจะชอบหมอนั่นไหม แต่ถ้าแต่งงานกันแล้ว ไม่ควรคิดถึงครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองก่อนหรือ?
ยกงานให้น้องสามี แล้วให้น้องสามีเอางานติดตัวออกไปแต่งงาน เท่ากับรายได้หายไปเดือนละตั้งหลายสิบหยวนนะ!
ผู้ชายแบบนี้ต่อให้หล่อแค่ไหน บ้านรวยแค่ไหนก็แต่งด้วยไม่ได้เด็ดขาด เพราะสมองทึบ เดี๋ยวจะพาลทำลูกปัญญาทึบไปด้วย
หยวนซินฟังเพื่อนระบายความอัดอั้นตันใจแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้าง การดูตัวมันน่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ?
แต่ว่า... ซ่งเฉินดูอายุไม่น้อยแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะแต่งงานไปนานแล้วก็ได้
ทางด้านซ่งเฉิน หารู้ไม่ว่ามีสาวน้อยคนหนึ่งกำลังกลุ้มใจเพราะเขาแทบตาย
เขาตักอาหารเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างหยุดไม่ได้ รสชาติอาหารมื้อนี้อร่อยกว่าร้านไหนๆ ที่เขาเคยกินมา
อืม... หรืออาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเขาจนเกินไป เลยไม่เคยกินของดีๆ ก็เป็นได้
แต่นั่นก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่า รสมือพ่อครัวยุค 70 นี้ได้พิชิตต่อมรับรสของเขาไปเรียบร้อยแล้ว
เขาตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะมากินข้าวที่ภัตตาคารของรัฐบ่อยๆ เมื่อกี้ได้ยินหยวนซินบอกว่าเมนูจะเปลี่ยนไปทุกวัน เขาจะต้องมาชิมให้ครบทุกเมนูให้ได้
พอกินอิ่มหนังตาก็หย่อน ซ่งเฉินไม่มีที่ไปจึงตัดสินใจกลับไปนอนกลางวันที่โลกปัจจุบัน
พูดก็พูดเถอะ จู่ๆ ไม่ต้องทำงานทำการแบบนี้ เขาเองก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่
ดูท่าเขาต้องไปศึกษาการใช้ชีวิตของคนรวยเสียหน่อยแล้ว ไม่งั้นมีเงินกองอยู่ตรงหน้าแต่ดันใช้ชีวิตไม่เป็น คงน่าเสียดายแย่
เมื่อกะเวลาว่าใกล้ถึงเวลาเลิกงานของจางจวี๋ ซ่งเฉินก็มุ่งหน้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์อีกครั้ง
“เสี่ยวซ่งมาแล้วเหรอ พอดีเลยพี่เลิกงานแล้ว” จางจวี๋กล่าวทักทาย
ซ่งเฉินยื่นห่อน้ำตาลทรายแดงที่เตรียมไว้ให้ “รบกวนพี่จางแย่เลย เอาน้ำตาลนี่ไปชงดื่มบำรุงร่างกายนะครับ”
จางจวี๋รู้สึกลำบากใจ เธอเข้าใจว่านี่คือค่าตอบแทนหลังงานสำเร็จ แต่นี่ยังซื้อแสตมป์ไม่ได้เลย จะให้รับของเขาซ้ำสองได้อย่างไร
“พี่จางอย่าเกรงใจน้องชายคนนี้เลยครับ ไม่งั้นวันหลังผมไม่กล้ารบกวนพี่อีกแน่” ซ่งเฉินยิ้มกล่าว
จางจวี๋จึงไม่ปฏิเสธอีก “ก็ได้ ในเมื่อเธอพูดขนาดนี้พี่ก็ไม่เกรงใจล่ะ วันหลังมีอะไรก็บอกพี่ได้เลยนะ”
ซ่งเฉินพยักหน้า แต่ก็ไม่ได้เก็บคำพูดตามมารยาทนั้นมาใส่ใจนัก
“น้าจาง! น้าจางครับช่วยน้องสาวผมด้วย ได้โปรดเถอะครับ”
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าบ้านตระกูลเจียง ร่างผอมโซร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหา
จางจวี๋ได้ยินคำพูดที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ก็เริ่มร้อนรน “หงฉี พูดอะไรน่ะ น้าฟังไม่รู้เรื่อง?”
“น้องสาวไข้ขึ้นสูงครับ ตัวร้อนมาวันนึงแล้ว แต่อาสะใภ้ไม่ยอมให้พาน้องไปโรงพยาบาลท่าเดียว” เจียงหงฉีพูดไปสะอื้นไป แววตาฉายชัดถึงความหวาดกลัว
เขาหมดหนทางแล้วจริงๆ จึงต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากน้าจาง หวังว่าน้าจางจะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนบ้านมาหลายปี ยื่นมือเข้ามาช่วยเขากับน้องสักครั้ง
ซ่งเฉินได้ยินว่าเด็กไข้ขึ้นสูงมาหนึ่งวันแล้ว ก็โพลงขึ้นมาโดยไม่ต้องคิด
“น้องสาวอยู่ที่ไหน? รีบพาพี่ไปเร็ว!”