- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 2 ย้อนคืนสู่โลกปัจจุบัน และลูกประคำมหัศจรรย์
บทที่ 2 ย้อนคืนสู่โลกปัจจุบัน และลูกประคำมหัศจรรย์
บทที่ 2 ย้อนคืนสู่โลกปัจจุบัน และลูกประคำมหัศจรรย์
ซ่งเฉินเดินสอบถามวันที่จากคนแปลกหน้าอย่างใจเต้นระส่ำ
แม้คู่สนทนาจะมองเขาด้วยความแปลกใจ แต่ก็ยังตอบคำถามให้
“ปี 1971? ฉันย้อนมาปี 1971 จริงๆ เหรอเนี่ย?” ซ่งเฉินพึมพำเสียงแผ่วอย่างไม่อยากเชื่อ
หากมีใครถามว่า สิ่งแรกที่คุณคิดถึงเมื่อรู้ว่าตัวเองข้ามมิติมาคืออะไร?
คำตอบของซ่งเฉินจะต้องเป็นพ่อกับแม่ที่แก่ชราลงทุกวันอย่างแน่นอน
เขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงภาพที่พ่อแม่รู้ว่าเขาหายไป ภาพคนผมขาวส่งคนผมดำลงหลุม ด้วยสุขภาพของพ่อเขา คงรับการกระทบกระเทือนครั้งใหญ่นี้ไม่ไหวแน่
พ่อของเขาอาการไม่สู้ดีมาตลอด ที่ผ่านมาแม่เขาต้องคอยดูแลทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน ล่าสุดพ่อก็เข้าโรงพยาบาล ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาต้องการเงินมากที่สุด แต่ลูกชายที่ควรจะแบกรับภาระครอบครัวคนนี้กลับมาข้ามมิติในเวลานี้... สวรรค์กำลังเล่นตลกกับเขาหรืออย่างไรกัน!
ชาตินี้เขาซ่งเฉินไปทำเวรกรรมอันใดไว้ ถึงต้องมาเจอเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนเช่นนี้
ซ่งเฉินใช้มือถูใบหน้าแรงๆ เพื่อเรียกสติให้กลับมา จากนั้นลากสังขารอันหนักอึ้งกลับไปยังตรอกเล็กๆ ที่เขาเพิ่งเดินออกมา
เขาจำได้ว่าตอนที่ข้ามมิติมานั้นเขากำลังนอนหลับอยู่ บางที... หากเขาลองนอนหลับอีกครั้ง อาจจะย้อนกลับไปได้
แม้ว่าตามกฎเกณฑ์การข้ามมิติในนิยาย ส่วนใหญ่พระเอกมักจะย้อนกลับโลกเดิมไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ลองด้วยตัวเอง ก็คงไม่ยอมแพ้
ซ่งเฉินหลับตาพิงผนังตรอก ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไปจริงๆ
ผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ เมื่อซ่งเฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง พระอาทิตย์ภายนอกก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว เขามองดูผนังอิฐหยาบๆ ตรงหน้า ความรู้สึกหนักอึ้งก็ถาโถมเข้าใส่จนใจจมดิ่ง
“ไอ้บ้าเอ๊ย!” ซ่งเฉินตะคอกเสียงต่ำกำหมัดทุบลงบนผนังอย่างแรง เม็ดเลือดสีแดงซึมออกมาทีละหยด แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น สายตาของซ่งเฉินก็จับจ้องไปที่ลูกประคำไม้บนข้อมือ... ตาเขาฝาดไปหรือเปล่า ทำไมลูกประคำเม็ดนี้ถึงเปลี่ยนไป?
ลูกประคำนี้ซ่งเฉินถูกใครบางคนซึ่งแต่งกายคล้ายนักพรตที่หน้าวัดหลอกขายไปเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้เขาเสียเงินไปถึง 188 หยวน
นักพรตคนนั้นบอกเขาว่า แค่สวมกำไลเปลี่ยนดวงนี้ไว้ เขาจะสมปรารถนาทุกอย่างด้วยใจคิด ในที่สุดเขาก็โดนกล่อมจนควักโทรศัพท์สแกนจ่ายเงินไป แต่ซื้อมาได้ไม่ถึงสองนาทีก็รู้สึกเสียใจ พอคิดจะขอเงินคืน ชายคนนั้นก็เผ่นหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ได้แต่บอกว่านักต้มตุ๋นแก่คนนี้ยังใจดีอยู่บ้าง แทนที่จะหลอกเอาเงินไปเฉยๆ 188 หยวน กลับอุตส่าห์ให้ลูกประคำไม้มาหนึ่งเม็ด
เพื่อไม่ให้เงิน 188 หยวนสูญเปล่า ซ่งเฉินจึงจำต้องฝืนใจสวมลูกประคำนี้ไว้ที่ข้อมือ แม้แต่ตอนอาบน้ำหรือเข้านอนก็ไม่ยอมถอดออก
และตอนนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นที่ลูกประคำนี้เอง! ลูกประคำไม้ที่เดิมทึบและหม่นหมอง บัดนี้กลับเปล่งประกายสีแดงจางๆ ออกมา!
ความสงสัยที่เหลือเชื่อผุดขึ้นในใจซ่งเฉิน การข้ามมิติของเขาจะเป็นเพราะลูกประคำนี้หรือเปล่า?
มิเช่นนั้นคงไม่มีเหตุผลใดจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของลูกประคำได้ ต่อให้เป็นการข้ามมิติ ก็ย่อมต้องมีสาเหตุหรือตัวกลางบางอย่างเป็นตัวเชื่อมโยงสิ
ด้วยความคิดที่ว่า ‘ลองดูก็ไม่เสียเงิน’ ซ่งเฉินกำลูกประคำบนข้อมือแน่น และรำพึงในใจ ‘ฉันจะกลับบ้าน... ฉันจะกลับบ้าน...’
ในวินาทีต่อมา ลูกประคำในมือก็เปล่งแสงสีแดงจ้าออกมา ร่างของเขาก็กลับคืนสู่ห้องเช่าตามเดิม
“โว้ย! กลับมาจริงๆ ด้วย!” ซ่งเฉินดีใจจนแทบคลั่ง มองดูเครื่องใช้คุ้นตาในห้อง เขาอดไม่ได้ที่จะกระโดดโลดเต้นอยู่กับที่เพื่อแสดงความตื่นเต้น
“ตาแก่คนนั้นไม่ได้หลอกนี่หว่า 188 หยวนไม่เสียเปล่าจริงๆ”
“แต่ไม่รู้ว่านี่เป็นตั๋วข้ามมิติแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือสามารถพาฉันไปมาระหว่างโลกปัจจุบันกับยุคเจ็ดศูนย์ได้เรื่อยๆ กันแน่” ซ่งเฉินตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ
เขาเคยอ่านนิยายแนวย้อนยุคมาไม่น้อย ตัวเอกเหล่านั้นเมื่อข้ามไปยังยุค 60-70 ก็จะใช้วิธีต่างๆ สะสมทองคำ เพชรพลอย และของเก่าจำนวนมหาศาล จากนั้นพอเวลาผ่านไปไม่กี่สิบปีพวกเขาก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีในทันที
ถ้าเขาสามารถเดินทางไปมาระหว่างสองโลกได้จริงๆ ต่อให้ไม่ต้องรอเป็นสิบปี ตอนนี้เดี๋ยวนี้ เขาก็สามารถรวยได้แล้ว!!!
ซ่งเฉินรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งเพื่อควบคุมความตื่นเต้น จากนั้นกำลูกประคำอีกครั้ง และรำพึงในใจว่า ‘ฉันจะไปยุคเจ็ดศูนย์... ฉันจะไปยุคเจ็ดศูนย์...’
ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่ตรอกเล็กๆ นั้นอีกครั้ง เขาพยายามลองทำแบบนี้ซ้ำถึงห้าหกครั้ง จนรู้สึกมึนหัวจึงหยุด
“ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่ก็ตกมาถึงมือฉันแล้ว!” ซ่งเฉินเงยหน้าหัวเราะลั่นฟ้า เขาแน่ใจแล้วว่าตัวเองได้ความสามารถในการเดินทางไปมาระหว่างสองโลกจริงๆ
เขาตบแก้มที่กำลังร้อนผ่าว “ใจเย็น... ใจเย็นไว้ก่อน ต้องวางแผนต่อไปให้ดี”
ปัญหาแรกคือการที่เขาข้ามมาแบบ ‘ทั้งตัว’ ทำให้ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายในยุคเจ็ดศูนย์
แต่ปัญหานี้ไม่ยาก เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แค่หาทางปลอมแปลงใบแนะนำตัวไว้สักชุดเพื่อป้องกันตัวก็น่าจะพอแล้ว คนในยุคนั้นซื่อตรงมาก ส่วนใหญ่คงไม่คิดว่าจะมีใครกล้าปลอมแปลงใบแนะนำตัว
และโดยปกติแล้ว ตราบใดที่เขาไม่ซื้อตั๋วรถไฟ หรือเข้าพักในโรงแรมรับรองของรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ใบแนะนำตัวเลย
ใครจะว่างมาคอยดักจับคนกลางถนนเพื่อตรวจสอบข้อมูลกันเล่า วันๆ คงเหนื่อยตายกันพอดี
ลำดับถัดไปคือวิธีการหาเงิน ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่สุด
หากจะถามว่าคนยุคเจ็ดศูนย์ขาดแคลนอะไรมากที่สุด คำตอบคือ ‘ขาดแคลนทุกอย่าง’ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำมัน เครื่องปรุง หรือแม้แต่ผ้าและสินค้าอุตสาหกรรม...
เขาสามารถนำอาหารและผ้าจากโลกปัจจุบันไปขายที่นั่นได้ เมื่อได้เงินมาแล้วก็นำไปกว้านซื้อทองคำ เครื่องประดับ และของเก่าโบราณ
ตามปกติซ่งเฉินไม่ค่อยทำอาหารที่บ้านเพราะต้องทำงานหนัก ถ้าทำก็ทำแค่บะหมี่สำเร็จรูปกินแก้ขัดไปวันๆ ที่บ้านจึงไม่มีข้าวสารและแป้งเหลืออยู่เลย เขาคงต้องรีบไปซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นการด่วน
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาประมาณหนึ่งทุ่มกว่าๆ แล้ว โชคดีที่ซูเปอร์มาร์เก็ตยังไม่ปิด คงไม่เป็นปัญหาสำหรับการออกไปจัดซื้อ
ก่อนออกจากห้อง ซ่งเฉินได้กลิ่นเหล้าคลุ้งทั่วตัว อดไม่ได้ที่จะคิดถึงแฟนสาว “ถ้าเสี่ยวหม่านรู้ว่าฉันมอมแมมขนาดนี้ คงบ่นฉันอีกตามเคย”
ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็ตบหน้าตัวเองทันที “ซ่งเฉิน แกอย่าเข้าข้างตัวเองอีกเลย เธอน่ะไม่ใช่แฟนแกแล้ว ต่อไปนี้... เธอก็จะไม่สนใจความเป็นความตายของแกอีก”
เขายิ้มขมขื่น ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงออกจากห้อง
ไม่ได้เปลี่ยนเพราะเป็นห่วงสายตาใคร แต่เป็นเพราะเขาเองก็ทนกลิ่นตัวไม่ไหวแล้ว ไม่อยากออกไปสร้างมลภาวะให้คนอื่นต้องรังเกียจ
ใกล้กับที่พักของซ่งเฉินมีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อยู่หนึ่งแห่ง เมื่อไปถึงเขาก็เดินตรงไปยังโซนข้าวสารน้ำมันทันที คว้าข้าวสารกับแป้งสาลีมาอย่างละ 10 กิโลกรัม พอเดินผ่านโซนอาหารสดก็เห็นว่าหมูกำลังลดราคา จึงซื้อเนื้อหมูมาอีก 5 กิโลกรัม
ตอนแรกเขาว่าจะกลับบ้านเลย แต่พอเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต ท้องก็ร้องจ๊อกๆ เลยตัดสินใจแวะร้านบะหมี่ข้างทางกินเสียชามหนึ่ง
กว่าซ่งเฉินจะกลับถึงห้องก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าๆ แล้ว คนในยุคเจ็ดศูนย์ไม่มีกิจกรรมบันเทิงใดๆ เวลานี้พวกเขาคงหลับกันไปหมดแล้ว เขาจึงยังไม่รีบร้อนที่จะข้ามมิติไป...