- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์น็อกซัส บันทึกเลือดและกุหลาบดำ
- บทที่ 25 - คิแลม
บทที่ 25 - คิแลม
บทที่ 25 - คิแลม
บทที่ 25 - คิแลม
เมื่อเงยหน้ามองไปทางทิศใต้ แม้จะเห็นเพียงเทือกเขาทาร์กอนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แต่คิแลมกลับรู้สึกเสมอว่าเขาสามารถมองเห็นลำแสงขนาดมหึมาที่พุ่งเสียดฟ้าและอัดแน่นไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
นั่นคือยอดเขาแห่งยักษ์ สถานที่ที่เขาเคยฝากความหวังเอาไว้ แต่กลับมอบความหวาดกลัวจากความจริงอันโหดร้ายคืนกลับมา
เขาไม่ได้ช่วยเผ่าของเขาเอาไว้ มิหนำซ้ำยังต้องเสียภรรยาไปอีก
ภรรยาของเขายังอยู่ที่นั่น นางละทิ้งหน้าที่ที่พึงมี และเลือกที่จะกลายเป็นนักรบผู้ต่อสู้เพื่อพระเจ้า
บางทีหลังจากที่ลำแสงแห่งเปลวเพลิงนั้นตกลงมา ภรรยาของเขาก็คงไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว
นักรบของพระเจ้าก็คือพระเจ้า พระเจ้ากับมนุษย์ย่อมไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกันได้ ต่อให้พระเจ้าองค์นั้นจะให้กำเนิดลูกสาวที่น่ารักให้เขาถึงสองคนก็ตาม
ขอบคุณสวรรค์ ลูกสาวในท้องไม่ได้กลายเป็นพระเจ้าที่น่ากลัวตามภรรยาไป
ชายในชุดผ้าดิบเรียบง่ายถอนหายใจ กระชับถุงกระสอบขาดๆ ด้านหลังให้แน่น ตรวจดูให้แน่ใจว่ามันเทศป่าไม่กี่หัวในนั้นจะไม่ร่วงหล่นลงพื้น
นี่คือเสบียงสำหรับเขากับลูกสาวทั้งสองคนในวันนี้ เพื่อลูกแล้วเขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง เหมือนตอนที่เขาหนีออกมาจากยอดเขาแห่งยักษ์ นั่งเรือลำเล็กโคลงเคลงข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเดมาเซีย ดินแดนที่รังเกียจเขาแห่งนี้
มีเพียงการอาศัยอยู่ในดินแดนที่ไร้เวทมนตร์แห่งนี้เท่านั้น เขาถึงจะรู้สึกว่าตัวเองหลุดพ้นจากสายตาอันร้อนแรงดั่งเปลวไฟของภรรยาได้ และนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวที่เขาเลือกจะอาศัยอยู่ในดินแดนที่ไม่น่าอภิรมย์นี้
"ไอ้คนต่างถิ่น! ออกไปให้ห่างจากพวกเรานะ! ผู้ลี้ภัยในเดมาเซียมีเยอะพอแล้ว เราไม่ต้องการให้ใครมาแย่งที่ดินทำกินและอาหารของเราอีก!"
พร้อมกับเสียงหวดไม้หน้าไม้หลัง เสียงดุด่าจากชาวบ้านเดมาเซียคนหนึ่งดังไล่หลังมา ราวกับถูกลูกธนูเสียบทะลุหัวใจ คิแลมห่อไหล่ลง ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
เขาคิดว่าตัวเองกำลังเดินจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี แต่ในสายตาของชาวเดมาเซีย ผู้ลี้ภัยต่างถิ่นคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหนูสกปรกที่หดหัววิ่งหนีออกจากหมู่บ้านอย่างทุลักทุเล
ในหมู่บ้านเริ่มมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังไล่หลัง
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณชายขอบป่าเงียบงันที่ติดกับที่ราบนอคเมิร์ช คือบ้านที่คิแลมสร้างขึ้นสำหรับเขาและลูกสาวทั้งสอง
เพราะที่นั่นไม่มีชาวเดมาเซีย และไม่มีชาวมอมเบีย คิแลมจึงเลือกสร้างกระท่อมไม้ซอมซ่อขึ้นที่นั่น
ขอแค่ให้ลูกสาวโตกว่านี้อีกหน่อย ขอแค่ให้ชาวเดมาเซียที่เกลียดคนนอกยอมรับเขาอีกนิด ไม่อย่างนั้นเขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้ามีคนคิดร้ายพรากลูกสาวไปเขาจะทำอย่างไร ตัวเขาช่างไร้ความสามารถ ไม่ถูกเลือกโดยยอดเขาแห่งยักษ์ ไม่ถูกเลือกโดยภรรยา แม้แต่ชาวเดมาเซียที่กีดกันคนนอกก็ยังไม่ยอมรับ เขาทำได้เพียงหนีหัวซุกหัวซุนด้วยความหวาดกลัว
พอนึกถึงใบหน้าน่ารักของลูกสาว คิแลมที่รู้ซึ้งถึงความเลวร้ายของจิตใจมนุษย์ก็ถอนหายใจ แล้วหายลับไปในชายแดนเดมาเซีย
เมื่อใกล้จะถึงป่าเงียบงัน คิแลมก็ยืนนิ่งด้วยความระแวดระวัง เพราะทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไป มีทหารพร้อมอาวุธนับสิบคนกำลังวิ่งสวนมา ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วจำได้ว่าเป็นนักรบของเผ่ามอมเบีย
'หรือว่าพวกมอมเบียจะบุกเดมาเซีย?'
ชายหนุ่มตัวแข็งทื่อ ไม่ขยับเขยื้อน
บางทีถ้าเขารีบกลับไปแจ้งข่าวการบุกรุกของชาวมอมเบียให้ชาวเดมาเซียรู้ อาจจะทำให้ชาวเดมาเซียยอมรับเขามากขึ้น แต่ถ้าการหันหลังวิ่งหนีของเขาไปกระตุ้นความเกลียดชังของนักรบมอมเบียเข้าล่ะ? ถ้าเขาต้องตายที่นี่ล่ะ? แล้วถ้าเขาตายลูกสาวจะอยู่ยังไง?
ทหารหนีทัพชาวมอมเบียผู้ใจดีคนหนึ่งตะโกนบอกชายที่ยืนสั่นเป็นลูกนกอยู่ตรงนั้น โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
"เฮ้ย! เจ้าน่ะ! น็อกซัสยึดที่ราบนอคเมิร์ชแตกแล้ว! ถ้าเห็นทหารน็อกซัสก็รีบหนีซะ! อย่าให้พวกมันตัดหัวเอาได้!"
ทหารหนีทัพไม่สนใจคิแลมที่หน้าถอดสี รีบวิ่งหน้าตั้งไปทางทิศตะวันตก ราวกับมีกองทัพน็อกซัสนับล้านไล่กวดมาจริงๆ
พอมองส่งกลุ่มทหารมอมเบียที่จากไปอย่างรีบร้อน คิแลมก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ก็แค่เปราะเดียวเท่านั้น เพราะเขานึกขึ้นได้ทันทีว่าทหารพวกนั้นบอกว่าน็อกซัสยึดที่ราบนอคเมิร์ชแล้ว
"เราเพิ่งจะลงหลักปักฐานที่ป่าเงียบงัน ร่างกายที่อ่อนแอของลูกๆ คงทนการเดินทางไกลไม่ไหวแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าฝืนพาลูกเข้าไปตั้งรกรากในเดมาเซีย คนขอทานที่ทำงานไม่ได้อย่างเขา ด้วยความเกลียดชังคนนอกของเดมาเซีย เขาอาจจะโดนซ้อมแล้วขับไล่ออกมา ส่วนพวกมอมเบียก็แพ้ไปแล้ว แถมพวกที่มาแทนคือพวกน็อกซัสที่น่ากลัวกว่า..."
เงยหน้ามองฟ้า คิแลมรู้สึกว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ แต่กลับไม่มีที่ยืนสำหรับเขากับลูกเลย
"ช่างเถอะ กลับไปก่อนดีกว่า ลูกคงหิวแย่แล้ว"
ในกระท่อมไม้ผุพังชายป่าเงียบงัน เด็กหญิงตัวน้อยสองคนที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบเขม่าและดินโคลนนั่งกอดเข่าไหล่ชนกันอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ เสื้อผ้าผ้าดิบขาดวิ่นไม่อาจมอบความอบอุ่นให้เด็กน้อยทั้งสองได้ โดยเฉพาะในยามที่ท้องร้อง 'จ๊อกๆ' แบบนี้
"พี่จ๋า หนูหิว~ พ่ออยู่ไหนอะ"
เด็กหญิงผมดำดึงมือพี่สาวเบาๆ ด้วยความน้อยใจ ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า
"น้องพี่ พี่ก็หิวเหมือนกัน พ่อยังไม่กลับมาเลย"
กุมมือน้องสาวเอาไว้ พี่สาวผมทองมองตาน้องแล้วรู้สึกว่าตาตัวเองก็เริ่มพร่ามัวเหมือนกัน
ความหิวทำให้คนเราขาดสติ แต่ความหิวโหยอย่างรุนแรงจะทำให้คนเราสติแตก
เห็นน้องสาวทำท่าจะร้องไห้ พี่สาวที่ร้องไห้ออกมาก่อนจึงโผเข้ากอดน้อง
"ฮือๆๆ... พ่อ (สะอื้น) พ่อคงจะรีบเอาอาหารกลับมาแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่อยู่ด้วยทั้งคน (สะอื้น)"
"พี่อย่าร้อง ฮือๆๆ แง พี่อย่าร้องนะ..."
สองพี่น้องปลอบใจกันไปมา แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล กลับกลายเป็นกอดคอกันร้องไห้โฮ แข่งกันเสียงดังซะงั้น
กว่าจะหยุดร้องไห้ได้ สองพี่น้องก็เริ่มกระซิบกระซาบคุยกัน สำหรับเด็กหญิงตัวน้อย นี่เป็นวิธีเดียวที่จะลืมความหิว
"พี่จ๋า พี่ว่าทำไมแม่ถึงทิ้งพ่อไปอะ"
"เหลวไหล! พ่อต่างหากที่เลือกทิ้งแม่มา แม่แค่ยุ่งมากๆ แต่ไม่เคยทิ้งเราซะหน่อย"
"ฮือๆ พี่มั่ว! พ่อต่างหากที่อยากคืนดีกับแม่ อยากให้แม่ไปกับเรา แต่แม่เอาแต่ปฏิเสธ แล้วก็ทำตัวเหินห่างพ่อ ทำไมพี่ต้องบอกว่าพ่อทิ้งแม่ด้วย"
สะบัดแขนที่กอดพี่สาวออก พี่สาวทำแก้มป่องอย่างงอนๆ
"น้องรัก แม่ไม่ได้ทิ้งเรา พ่อต่างหากที่พาเราหนีจากแม่ เข้าใจไหม พ่อเป็นคนทิ้งแม่ ถึง... ถึงจะทำเพื่อพวกเราก็เถอะ แต่มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าพ่อทิ้งแม่ไม่ได้หรอก"
"พี่โกหก!"
น้องสาวปล่อยมือพี่สาวอย่างน้อยใจ แล้วก็นั่งฮึดฮัดไม่ยอมพูดด้วย
สงครามเย็นของสองพี่น้องดำเนินไปจนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูไม้ที่ลงกลอนไว้ สองพี่น้องรีบเอามือปิดปาก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"มิชา? ชีน่า?"
"พ่อ!! (*2)"
ความกลัวมลายหายไป สองพี่น้องกอดกันด้วยความดีใจแล้วร้องออกมาเบาๆ
ประตูกลอนไม้ถูกเปิดออก คิแลมยิ้มแป้นวางกระสอบขาดๆ ลงจากไหล่ อ้าแขนกว้างรวบตัวลูกสาวสุดที่รักทั้งสองเข้ามากอด
มีเพียงเวลานี้เท่านั้น ในฐานะพ่อ เขาจะไม่มีวันถอยหนีอุปสรรคใดๆ ต่อให้วินาทีถัดไปจะต้องตายก็ตาม
เขาไม่รู้ว่าทำไม เขาแค่รู้ว่าเขาทำได้
[จบแล้ว]