- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์น็อกซัส บันทึกเลือดและกุหลาบดำ
- บทที่ 22 - ความหมายของชีวิตคือความสุขที่เรียบง่าย
บทที่ 22 - ความหมายของชีวิตคือความสุขที่เรียบง่าย
บทที่ 22 - ความหมายของชีวิตคือความสุขที่เรียบง่าย
บทที่ 22 - ความหมายของชีวิตคือความสุขที่เรียบง่าย
โดยที่ไม่รู้เลยว่าชื่อของตัวเองได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสียงเชียร์ในป้อมปราการอมตะไปแล้ว เลสเตอร์ควบม้าหิมะเฟรลยอร์ดที่ยึดมาจากเผ่าคนเถื่อน มองทอดสายตาไปยังทิศใต้ของเทือกเขาโกเรล
เผลอแป๊บเดียวเขาก็มาอยู่ที่โลกนี้ได้หนึ่งปีแล้ว จากตอนแรกที่ไม่รู้อะไรเลย ภาษาพูดก็ไม่ได้ ถูกโรสที่น่าจะเป็นเลอบลังค์หิ้วกลับบ้านไปเลี้ยงดูปูเสื่อสอนภาษา จนตอนนี้กลายมาเป็นผู้บัญชาการที่ชาวน็อกซัสเทิดทูนบูชา มองดูเทือกเขาโกเรลที่เขียวชอุ่มคดเคี้ยวอยู่ตรงหน้า เลสเตอร์รู้สึกเหมือนภาพตรงหน้ามันดูไม่ค่อยจริงเท่าไหร่
การเอาชนะและหลอกลวงพวกคนเถื่อนไม่ได้มีอะไรให้น่าภูมิใจนัก
เขาหลับตาลง ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต
ตัวเองคือหมายเลข 47 ที่หลังหัวไม่มีบาร์โค้ด
ประสบการณ์ในชาติก่อนยังคงชัดเจนในความทรงจำ เต้นรำบนปลายมีดนับครั้งไม่ถ้วน วางแผนลอบสังหารที่สมบูรณ์แบบนับครั้งไม่ถ้วน สังหารเป้าหมายสำเร็จแล้วหลบหนี
การทรยศ การฆ่าฟัน ความตาย
แสงไฟ หยาดเลือด รอยยิ้ม
โลกใบนี้เป็นสีเทาที่มืดมนและไร้หัวใจมาตลอด แต่ก็มีสีสันสดใสเพิ่มขึ้นมาบ้างเพราะเจ้านกน้อยช่างจ้อ
นักฆ่าหน้าใหม่ที่องค์กรส่งมา เปลี่ยนแปลงตัวเขาไปไม่มากก็น้อย
ในช่วงวันหยุด เขาเลิกไปนั่งดื่มเหล้าเหงาๆ ในบาร์ แต่เลือกที่จะเล่นวิดีโอเกมที่ไม่เคยแตะต้องมาก่อนกับยัยเด็กใหม่ จนหลังๆ สาวเจ้าไม่อยากเล่นแล้ว เขาก็ยังลากเธอมาเล่นด้วยกัน
สำหรับเด็กสาว เกมคือความบันเทิงในวัยเด็ก แต่สำหรับเขา เกมคือวัยเด็กที่เขาไม่เคยมี
เขาเองก็เปลี่ยนเด็กสาวคนนั้นเหมือนกัน จงใจสอนคำด่าภาษาตะวันออกสำเนียงเป๊ะๆ ให้เธอ สอนทักษะนักฆ่าและวิธีคิดแบบนักฆ่าอันเฉียบคมให้
เธอที่เข้ามากลางคันไม่ใช่เด็กกำพร้า ไม่อย่างนั้นคงไม่มีงานอดิเรกเป็นการเล่นเกมหรอก
แค่เขายังไม่เข้าใจ ว่าทำไมเธอถึงยอมตามเขามา ไม่ยอมจากไปไหน
บางทีเขาอาจจะเคยคิด ว่าหลังจากเสแสร้งแกล้งทำตามบทบาทจบแล้วจะไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยว นั่งริมทะเลสาบไบคาลจนวาระสุดท้าย
แต่ก็ตัดใจจากความรู้สึกอันบริสุทธิ์ที่ฝากไว้กับตัวไม่ได้ จนกระทั่งขึ้นเครื่องบินลำนั้น
ภาพสุดท้ายหยุดอยู่ที่แสงระเบิด
อ้อมกอดที่อบอุ่น คำสัญญาที่เป็นนิรันดร์
เธอไม่ควรตาย เหมือนกับที่เธอควรจะไปจากเขา
แต่เธอก็ตาย ตายตามเขามาด้วยกัน
เขามาโผล่ที่โลกประหลาดใบนี้ แล้วเธอล่ะไปอยู่ที่ไหน
เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอ ว่าเธออยู่ข้างกายเขา คอยอยู่เป็นเพื่อนเขาตลอดมา...
ลืมตาขึ้น เลสเตอร์ส่งยิ้มให้กับเทือกเขาโกเรลอันงดงาม เขาพบว่าตัวเองที่คอยแต่ช่วงชิงชีวิตผู้อื่น กลับรักและหวงแหนชีวิตอย่างผิดวิสัย
เขาเริ่มจะเข้าใจลางๆ แล้ว ว่าตัวเองต้องทำอะไร
การข้ามมิติมาครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
"โลกนี้ช่างสวยงาม และมีผู้คนน่ารักมากมาย"
เมเรดิธที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ หันมามองเลสเตอร์ที่จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาอย่างงงๆ
"ท่านเลสเตอร์? ท่านพูดว่าอะไรนะ"
"การต่อสู้เพื่อสร้างดินแดนในอุดมคติของตัวเอง น่าจะเป็นเรื่องที่สนุกดี"
เลสเตอร์ส่ายหน้าให้เมเรดิธ ก่อนจะกระตุ้นม้าให้เร่งความเร็วขึ้นอีกนิด
จากบ้านมานานขนาดนี้ เขาเริ่มคิดถึงโรสขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วสิ
...
ภายในป้อมปราการอมตะที่กำลังเดือดพล่าน
"ท่านเลสเตอร์!!!"
"ท่านเลสเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่!! ท่านคือปาฏิหาริย์ที่เดินดินได้!!!"
"กรี๊ดดด ท่านเลสเตอร์เท่มาก!! ฉันจะแต่งงานกับเขา!!"
สาวน้อยจากเผ่าร็อกซีคนหนึ่งเห็นชายหนุ่มบนม้าขาวตัวใหญ่หันมายิ้มให้ ก็ตาเหลือกเป็นลมล้มพับไปทันที
"ว้าย! ซีเลีย! ตื่นสิเธอ!"
เลสเตอร์ยิ้มเจื่อนพลางโบกมือตอบรับชาวป้อมปราการอมตะที่กระตือรือร้น เขาเพิ่งจะตระหนักได้จริงๆ ว่าการที่เขาถล่มกลุ่มโจรผู้ตัดหัวและสองเผ่าคนเถื่อนราบคาบติดๆ กันนั้นมันมีความหมายขนาดไหน
ในความมืดใบหน้าของเขาอาจช่วยให้ทำงานสะดวก แต่ภายใต้แสงสว่าง ความสะดวกสบายคงเทียบไม่ได้กับความยุ่งยากที่จะตามมา
เดิมทีงานต้อนรับจะจัดที่จัตุรัสผู้พิชิต แต่พิจารณาดูแล้วว่าอาจเกิดความวุ่นวายและปัญหาความสงบเรียบร้อย เลยยกเลิกไป
สำหรับเลสเตอร์ที่กำลังดังเป็นพลุแตก จะจัดงานรับขวัญที่จัตุรัสผู้พิชิตหรือไม่ก็ไม่มีความหมายอะไรมากนัก
หลังจากขี่ม้าผ่านจัตุรัสผู้พิชิตและถนนแห่งชัยชนะ เลสเตอร์ก็ลงจากม้า เดินนำอัลท์แมนและเมเรดิธเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของน็อกซัส ห้องประชุมป้อมปราการ
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องประชุม รอยยิ้มของเลสเตอร์ก็จางหายไป
คณะผู้อาวุโสเผ่าร็อกซี หัวหน้าเผ่านาดาล และสมาชิกสภาสแตนดาร์ล้วนอยู่กันครบ แต่ขาดเพียงใบหน้าสวยหวานของใครบางคนไป
"ฮ่าฮ่า วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเรา เลสเตอร์..."
"คุณโรสล่ะ? ทำไมเธอไม่อยู่ที่นี่?"
เลสเตอร์ขัดจังหวะสแตนดาร์อย่างเสียมารยาท แล้วหันไปจ้องนาดาลเขม็ง
"ข้าเองก็ไม่เห็นนางมาหลายวันแล้ว"
"เมเรดิธ"
"รับทราบ!"
บรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วน เมเรดิธรีบหยิบลูกแก้วเวทมนตร์ขึ้นมาติดต่อโรสทันที แต่สีหน้าของเธอกลับดูไม่สู้ดีนัก
"ข้าติดต่อคุณนายโรสไม่ได้ แต่นางดูเหมือนจะอยู่ที่ถนนหนามกุหลาบดำ..."
ยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มก็หายวับไปจากห้องประชุม
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทหญิงเมเรดิธหรือนาดาล ต่างก็รู้สึกหมดอารมณ์กันไปตามๆ กัน
"ให้วีรบุรุษของเรากลับบ้านไปดูก่อนเถอะ คงมีใครบางคนคิดถึงเขามากกว่าพวกเรา..."
นาดาลพูดด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวจี๊ด ไม่รู้ว่าอิจฉาเลสเตอร์หรืออิจฉาคุณนายโรสกันแน่
ขณะวิ่งไปบนถนนหินยักษ์ของป้อมปราการอมตะ ภายในใจของชายหนุ่มเริ่มปั่นป่วน
ถ้าเป็นชาติก่อน เลสเตอร์คงเลือกที่จะปั้นหน้าเข้าสังคมให้จบๆ ไปก่อนค่อยไปสืบเรื่องโรส แต่ในชาตินี้หลังจากที่เขาปลดล็อกความคิดตัวเองได้ เขาก็ไม่อาจทำตัวเย็นชากับคนใกล้ตัวได้อีก
ถ้าไม่มีโรสช่วย คนที่พูดภาษาที่นี่ไม่ได้อย่างเขาคงต้องเดินอ้อมโลกอีกไกล ยากที่จะปรับตัวเข้ากับต่างโลกได้อย่างสบายๆ แบบนี้ ถึงจะรู้ว่าความรู้สึกที่โรสมีให้เขาอาจจะเป็นการแสดงละครของเลอบลังค์ แต่ตัวเขาเองก็เป็นนักแสดงตัวพ่อเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
อย่างที่เขาว่า ผีเน่าต้องคู่กับโลงผุ ถึงจะอยู่กันยืด หาเพื่อนร่วมแสดงที่เข้าขาได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะแสดงก็แสดงไปสิ จะให้ทำไงได้ ก็คงต้องถูไถอยู่กันไป สถานการณ์แบบนี้จะให้หย่าขาดก็คงไม่ได้
จะหลอกกันหรือไม่มันไม่สำคัญ เพราะทุกคนต่างก็มีเรื่องโกหกกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือแคร์กันหรือเปล่า
อย่างน้อยในใจเลสเตอร์ โรสไม่ใช่ตัวตนที่เขาจะมองข้ามได้ง่ายๆ อีกแล้ว
เขาวิ่งมาจนถึงถนนหนามกุหลาบดำ เหล่าจอมเวทกุหลาบดำไม่ได้ขวางทาง ปล่อยให้เลสเตอร์วิ่งผ่านเข้าไป
หยิบกุญแจออกมา เลสเตอร์รีบไขประตูบ้าน กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งขึ้นชั้นบน
"รองเท้ายังวางอยู่หน้าประตู โรสก็น่าจะยังอยู่บ้าน หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ?"
ผลักประตูห้องนอนของโรสเข้าไป เห็นโรสนอนนิ่งอยู่บนเตียง เลสเตอร์ถอนหายใจเฮือก ก้าวสองก้าวไปถึงข้างเตียง ใช้นิ้วชี้แตะที่ข้างลำคอของหญิงสาว
"มีชีพจร แต่อ่อนมาก แทบจะไม่ต่างกับหยุดเต้นเลย"
พอเช็กดูว่าโรสไม่มีบาดแผลภายนอก แล้วเอานิ้วไปอังที่จมูก สีหน้าของเลสเตอร์ก็เปลี่ยนไป
เขารีบจัดท่าทางของโรสให้กางออก ปลดอาวุธและเครื่องแต่งกายรุงรังของเธอ แล้วเริ่มทำ CPR ทันที
ปั๊มหัวใจ ผายปอด ปั๊มหัวใจ ผายปอด ปั๊มหัวใจ ผายปอด...
พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของโรสก็ยังไม่ดีขึ้น มีเพียงลมหายใจที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นมา
พอเห็นว่าการปฐมพยาบาลของตัวเองได้ผล ชายหนุ่มก็ยิ่งไม่ยอมแพ้ ก้มหน้าก้มตาทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้สุดความสามารถ ด้วยความร้อนรนเขาถึงกับลืมไปเลยว่าสามารถตามจอมเวทกุหลาบดำคนอื่นมารักษาเธอได้
ลึกลงไปในเมืองใต้ดินของป้อมปราการอมตะ เลอบลังค์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ขมวดคิ้ว รู้สึกถึงความร้อนที่ใบหูและร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับความสุขสมที่คุ้นเคยซึ่งถาโถมมาราวกับแม่น้ำที่เชี่ยวกราก หญิงสาวตัวสั่นสะท้าน มือไม้อ่อนจนหนังสือร่วงหล่น ก้มหน้ามองลงไปที่ส่วนล่างอย่างคุ้นเคย
ภายใต้แสงเวทมนตร์บิดเบี้ยวในหอสมุดต้องห้าม เก้าอี้หินออบซิเดียนเปียกชุ่มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับดั่งทางช้างเผือก
ใบหน้าสวยหวานแดงซ่าน
"ขนาดตัดวงจรเวทของร่างแยกแล้วยังส่งผลมาถึงร่างต้นได้ขนาดนี้... เขากลับมาแล้วสินะ?"
[จบแล้ว]