- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์น็อกซัส บันทึกเลือดและกุหลาบดำ
- บทที่ 21 - จอมเวทสาวติดบ้านผู้หลงใหลการวาดแผนที่
บทที่ 21 - จอมเวทสาวติดบ้านผู้หลงใหลการวาดแผนที่
บทที่ 21 - จอมเวทสาวติดบ้านผู้หลงใหลการวาดแผนที่
บทที่ 21 - จอมเวทสาวติดบ้านผู้หลงใหลการวาดแผนที่
ณ ป้อมปราการอมตะ ถนนหนามกุหลาบดำ
โรสฟุบลงบนเตียงขนห่านพยายามจะข่มตานอน แต่ก็พบว่าตัวเองนอนไม่หลับเลย ความรู้สึกว่างเปล่าที่หน้าอกทำให้หญิงสาวไม่คุ้นชิน ราวกับว่าร่างกายขาดอะไรบางอย่างที่สำคัญที่สุดไป
จอมเวทสาวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยขอบตาที่ดำคล้ำ เหม่อมองดวงจันทร์นอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย
อาการแบบนี้เป็นมาสามวันแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับมันนัก
ในยุคมืด ร่างต้นของเธอก็เคยเห็น "ผงนิลกาฬลวงตา" ที่เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุต้องห้ามของทรราชอูซูลคิดค้นขึ้นมา
หลังจากสูดดมผงนิลกาฬลวงตาเข้าไป ร่างกายมนุษย์จะเกิดอาการเสพติดอย่างรุนแรง เพียงแค่สามครั้งร่างกายก็จะขาดมันไม่ได้ หากไม่ได้เสพสักวันก็จะนอนไม่หลับ จิตใจว้าวุ่น สงบสติอารมณ์ไม่ได้ และถ้าขาดช่วงไปนานๆ ก็จะกลายเป็นคนบ้าคลั่งกระหายเลือด ถึงขั้นถลกหนังตัวเองออกมา
ถ้าตัดเรื่องผลข้างเคียงที่รุนแรงออกไป สภาพของเธอตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนลงแดงยาเสพติดเลยสักนิด
"เลสเตอร์มีอะไรพิเศษกันแน่นะ ทำไมร่างแยกนี้ถึงมีอาการถอนยาหนักขนาดนี้ ร่างต้นเองก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบไปด้วย"
ลึกลงไปใต้ดินของป้อมปราการอมตะ เลอบลังค์ในชุดนอนกำมะหยี่สีม่วงลุกขึ้นนั่งขยี้ตาที่พร่ามัว เป็นเรื่องหายากมากที่เธอจะตัดการเชื่อมต่อกับร่างแยกแล้วมานอนพักผ่อนแบบนี้
พอก้มลงมองดูที่ผ้าปูที่นอน ก็เห็น "แผนที่ดินแดนลึกลับ" ปรากฏขึ้นในตำแหน่งเดิมอีกแล้ว ใบหน้าของจอมเวทสาวแดงระเรื่อขึ้นมาก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
"ฉันระงับการส่งผ่านกระแสจิตจากร่างแยกมาสู่ร่างต้นแล้วนี่นา ทำไมยังมีความรู้สึกรุนแรงขนาดนี้ส่งผ่านมาได้อีก"
มือเรียวลูบไล้ร่างกายของตัวเองที่ไม่เคยมีชายใดได้แตะต้อง ร่างกายของเลอบลังค์สั่นระริกเป็นจังหวะ ปลายนิ้วเท้าที่เกร็งแน่นและคิ้วสวยที่ขมวดมุ่นค่อยๆ คลายออก จอมเวทสาวทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง สูดหายใจลึกราวกับเพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง
เธอเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ มามากมายผ่านร่างแยก ย่อมรู้ดีว่าจุดอ่อนมรณะของตัวเองอยู่ที่ไหน เธอจึงไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องพรรค์นี้นานนัก รีบปลดปล่อยตัวเองตามสัญชาตญาณให้จบๆ ไป
กว่าจะหายใจได้ทั่วท้องก็กินเวลาไปพักใหญ่ จอมเวทสาวพยุงร่างอันอ่อนแรงขึ้นมาจัดการทำความสะอาดร่องรอยอารยธรรมบนเตียงและเสื้อผ้า พักอีกสักครู่แล้วจึงเดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังหอสมุดต้องห้าม
ชีวิตเก็บตัวอยู่แต่ใต้ดินไม่ได้มีสีสันอะไรมากนัก สถาบันกุหลาบดำไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์เวทมนตร์มาคอยปั้นหน้าเครียดสอนหนังสือทุกวัน การหายตัวไปนานๆ ยังช่วยรักษาความลึกลับของ "สตรีผู้ซีดขาว" ในสายตาเหล่าลูกน้องได้เป็นอย่างดี
การหายตัวไป ไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน
สำหรับจอมเวทสาวแล้ว นอกจากการใช้ร่างแยกควบคุมโลกภายนอก ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวที่มีก็คือการอ่านหนังสือในหอสมุดต้องห้ามที่มอร์เดไคเซอร์สร้างขึ้น
หอสมุดต้องห้ามแห่งนี้สร้างขึ้นโดยเหล่าจอมเวทดำและจอมเวทต้องห้ามที่มอร์เดไคเซอร์รวบรวมมา ในนั้นไม่เพียงแต่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่มอร์เดไคเซอร์ได้มาระหว่างการพิชิตโลก แต่ยังมีความลับที่ไม่เคยถ่ายทอดที่ไหนของจอมเวทดำชื่อดังและความลับระดับโลกอีกมากมาย
เพื่อป้องกันผู้บุกรุก มอร์เดไคเซอร์ได้วางระบบป้องกันที่น่ากลัวเอาไว้ ทุกครั้งที่หยิบหนังสือต้องห้ามขึ้นมาอ่าน จะต้องจ่าย "ค่าตอบแทน" จำนวนหนึ่ง แน่นอนว่าเรื่องแค่นี้ไม่ระคายผิวจอมเวทสาว เธอรู้วิธีหลอกล่อกฎของหอสมุดต้องห้ามมานานแล้ว และยังกอบโกยของล้ำค่าจากที่นี่ไปมากมาย
ตอนนี้ หอสมุดต้องห้ามคืออาณาจักรส่วนตัวของเธอเพียงผู้เดียว
แต่สำหรับตัวเลอบลังค์เอง ดูเหมือนเธอจะไม่ได้เหยียบเข้ามาในหอสมุดนานกว่าครึ่งปีแล้ว ช่วงหลังมานี้เธอเอาแต่วนเวียนอยู่ในวัฏจักรนรกที่ว่า "ขึ้นเตียง ลงเตียง ซักผ้าปูที่นอน อาบน้ำ แล้วก็ขึ้นเตียงใหม่" ซ้ำไปซ้ำมา...
"พอลองมาคิดดู มันไม่ปกติจริงๆ นั่นแหละ เลสเตอร์คลุกคลีอยู่กับ 'โรส' ที่เป็นร่างแยกเสมือนจริงซึ่งถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษ เขาทั้งพัวพันแนบชิด เรียกร้องไม่รู้จักพอทุกค่ำคืน ถ้าเป็นผู้ชายปกติป่านนี้คงผอมแห้งเหลือแต่กระดูก ร่างกายพังพินาศไปแล้ว แต่เลสเตอร์กลับดูมีพลังวังชามากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีแรงเหลือใช้ เป็นศัตรูตามธรรมชาติของผู้หญิงชัดๆ คิดไปคิดมา ก็ไม่แปลกที่ฉัน... เอ่อ ไม่แปลกที่โรสจะขาดเขาไม่ได้..."
ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ใบหน้าขาวซีดของเลอบลังค์ผู้หลบซ่อนในเงามืดมาตลอดชีวิตปรากฏรอยแดงจางๆ น่าเสียดายที่ไม่มีใครได้เห็นภาพนี้
"ร่างกายของเขามีปัญหาตรงไหนกันแน่ ที่แน่ๆ คือเขาไม่เคยผ่านการเสริมแกร่งด้วยเวทมนตร์ อวัยวะภายในก็ไม่ต่างจากมนุษย์ปกติ ต่อให้ร่างกายพิเศษแค่ไหนก็ไม่น่าจะเป็นแบบนี้ มันเหมือนกับว่าในตัวเขามีเครื่องจักรพลังงานชีวิตที่ไม่มีวันหมดติดตั้งอยู่เลย ทุกครั้งถึงได้รุนแรงขนาดนั้น..."
มือวางทาบลงบนลวดลายเวทมนตร์หน้าประตูหอสมุด เมื่อระบบตรวจสอบพลังเวทว่าเป็นเลอบลังค์ ประตูเวทมนตร์ก็เปิดออก
จอมเวทสาวเดินผ่านม่านพลังบิดเบี้ยวที่คุ้มกันหอสมุดเข้าไป
กวาดสายตามองชั้นหนังสือตรงหน้า ท้ายที่สุดเลอบลังค์ก็หยุดอยู่ที่หน้าหนังสือเล่มหนึ่ง มือเรียวเอื้อมไปหยิบมันลงมาอย่างแผ่วเบา
"พลังปฐมกาลที่ไม่สิ้นสุด เศษเสี้ยวความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงามืดแห่งวาโลแรน... ในเล่มนี้น่าจะมีกรณีคล้ายๆ กันอยู่ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับรูนแห่งโลก ฉันลองอ่านดูละเอียดๆ หน่อยดีกว่า เผื่อจะได้เจอเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรบ้าง"
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ยาวทำจากหินออบซิเดียนในหอสมุด ประคองหนังสือไว้อย่างเงียบเชียบ ลำคอขาวระหงดุจหงส์ก้มลงเล็กน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มด้วยความอยากรู้อยากเห็น จอมเวทสาวผู้สง่างามและเยือกเย็นเปรียบประดุจดอกกุหลาบสีม่วงเข้มที่ค่อยๆ ผลิบานในความเงียบงัน...
ฟ้าสางแล้ว
ม้าเร็วจากหมู่บ้านนอร์ควบตะบึงเข้าสู่ป้อมปราการอมตะเพื่อเข้าพบนาดาล หัวหน้าเผ่าร็อกซี พร้อมกับนำข่าวชัยชนะของกองทัพน็อกซัสภายใต้การนำของเลสเตอร์ที่พิชิตกลุ่มโจรผู้ตัดหัวมาแจ้ง ยังไม่ทันที่นาดาลจะได้ประกาศข่าวดีนี้ให้ชื่นใจ จอมเวทคนหนึ่งจากกลุ่มกุหลาบดำก็รีบร้อนขอเข้าพบ
เมื่อจอมเวทชายที่มีท่าทางอิดโรยเดินเข้ามาในห้องประชุม นาดาลก็จำได้ทันทีว่านี่คือหนึ่งในสิบจอมเวทใต้บังคับบัญชาของเบรนท์ที่ประจำอยู่กองทัพน็อกซัส
"ท่านนาดาล ท่านเบรนท์ให้ข้ามาแจ้งข่าวที่น่าตื่นตะลึงให้ท่านทราบ"
จอมเวทหนุ่มทำความเคารพ ใบหน้าฉายแววปิติยินดีที่ปิดไม่มิด
"เมื่อคืนวานนี้ ท่านเลสเตอร์ได้ลอบสังหารมอร์และอูริส หัวหน้าเผ่าคนเถื่อนมอสทาคและอูโบลด้วยตัวคนเดียว หลังจากทั้งสองเผ่าไร้ผู้นำ ท่านเลสเตอร์ก็นำกองทัพทางไกลบุกโจมตีค่ายคนเถื่อนยามวิกาล สังหารศัตรูไปนับไม่ถ้วน ตอนนี้สองเผ่าคนเถื่อนกลายเป็นเพียงอดีตไปแล้ว
ในเวลานี้ท่านเลสเตอร์กำลังคุมตัวเชลยคนเถื่อนหลายร้อยคนเดินทางกลับ ส่วนท่านเบรนท์ตัดสินใจพักฟื้นและปรับขบวนทัพอยู่ที่หมู่บ้านทาโนชั่วคราว"
"อะไรนะ!? ที่เจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริงรึ!?"
เก้าอี้ไม้ถูกชนจนล้มคว่ำ นาดาลที่ขนลุกซู่ไปทั้งตัวกระโจนเข้าใส่จอมเวทหนุ่ม คว้าไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้อย่างลืมตัว ท่ามกลางความตกตะลึงของจอมเวทผู้ส่งสาร
"เจ้าหมายความว่าเลสเตอร์หลังจากจัดการพวกโจรแล้ว ก็ตรงดิ่งไปที่สนามรบหมู่บ้านทาโน แถมยังลงมือฆ่าไอ้สารเลวมอร์กับอูริสด้วยมือตัวเอง แล้วพาคนไปถล่มสองเผ่าจนราบคาบเลยรึ???"
เมื่อเห็นชายไว้หนวดเคราเฟิ้มแทบจะเอาหน้ามาแนบชิด จอมเวทหนุ่มก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้น จึงพยายามทำความเข้าใจกิริยาหยาบคายและเร่งร้อนนี้
รวมถึงกลิ่นตัวที่โชยมาปะทะจมูกนั่นด้วย
จอมเวทหนุ่มกลั้นหายใจ
"...ใช่แล้วขอรับท่านนาดาล ตอนที่ท่านเบรนท์ไปถึงสนามรบ การโจมตีก็จบลงแล้ว ข้าเห็นมากับตาตัวเอง เป็นท่านเลสเตอร์ที่นำทัพน็อกซัสพิชิตสองเผ่าใหญ่ได้โดยลำพัง ท่านเบรนท์ทำได้แค่เข้าไปทักทายเท่านั้นเอง"
นาดาลปล่อยมือจากจอมเวทหนุ่มที่ถอนหายใจโล่งอก ดวงตาของเขาเหม่อลอยขณะทิ้งตัวลงนั่งที่เดิม แต่เพราะเก้าอี้ล้มไปแล้วเขาจึงก้นจูบพื้นดังปั้ก แต่คนในห้องกลับไม่มีใครเข้ามาช่วยพยุง ต่างคนต่างกำลังซึมซับข่าวใหญ่ที่จอมเวทหนุ่มนำมาบอก
"เขา... เลสเตอร์ทำได้ยังไง?"
นาดาลนั่งแปะอยู่กับพื้น เงยหน้าถามจอมเวท
จอมเวทหนุ่มยิ้มมุมปาก ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วโค้งคำนับ
"เรื่องนี้ ท่านคงต้องรอถามท่านเลสเตอร์ด้วยตัวเองตอนเขากลับมาแล้วล่ะขอรับ ข้าส่งข่าวเรียบร้อยแล้ว ขอตัวลา"
[จบแล้ว]