- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์น็อกซัส บันทึกเลือดและกุหลาบดำ
- บทที่ 7 - การประชุมก่อนสงคราม และกองโจรที่แบ่งกำลัง
บทที่ 7 - การประชุมก่อนสงคราม และกองโจรที่แบ่งกำลัง
บทที่ 7 - การประชุมก่อนสงคราม และกองโจรที่แบ่งกำลัง
บทที่ 7 - การประชุมก่อนสงคราม และกองโจรที่แบ่งกำลัง
"พวกท่านลองดูนี่สิ"
หลังจากโรสและสแตนดาร์ได้อ่านม้วนหนังสัตว์ สีหน้าของทั้งคู่ก็ดูไม่สู้ดีนัก
หลังจากยกทัพตะวันตกเลียบแม่น้ำเหล็กไหลสาขาที่สองไปจนถึงทุ่งราบวาโลแรน เพื่อป้องกันการรุกรานจากสองเผ่าคนเถื่อนใหญ่ทางเหนืออย่างมอสทาคและอูโบล กำลังพลส่วนใหญ่ของน็อกซัสจึงถูกวางไว้ทางใต้ของที่ราบดัลมอร์ และทางเหนือของเทือกเขาโกเรลกับเทือกเขาสามยอดปาเกลัส
เมื่อคำนวณดูแล้ว รวมกับทหารม้าเบาน็อกซัสอันมีค่าที่มีอยู่เพียงห้าสิบสามนาย พลหน้าไม้น็อกซัสอีกร้อยกว่านาย พลหอกและพลขวานน็อกซัสที่สวมเกราะหนังเบาอีกสี่ร้อยกว่าคน บวกกับกลุ่มจอมเวทกุหลาบดำอีกสิบคน รวมแล้วก็มีกำลังพลเพียงหกร้อยกว่านายเท่านั้น
ในขณะที่เผ่าคนเถื่อนมอสทาคและอูโบลต่างก็เป็นเผ่าใหญ่ที่มีประชากรราวสี่ร้อยคน สำหรับเผ่าคนเถื่อนที่รบได้ทุกคนนั้น พวกเขาสามารถเกณฑ์นักรบออกมาได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรได้อย่างง่ายดาย หากนับรวมชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนและเชลยศึก ถ้าศัตรูเลือกที่จะทุ่มสุดตัว ศัตรูที่กำลังโจมตีหมู่บ้านโนตาในขณะนี้ก็น่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าแปดถึงเก้าร้อยคน
แม้จะอาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศจากเวทมนตร์ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูกว่าเก้าร้อยนาย ทหารน็อกซัสที่มีกองกำลังระยะไกลไม่มากนักก็คงไม่ได้เปรียบอะไรมาก การต่อสู้ที่หมู่บ้านโนตาจึงเป็นศึกหนักอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ถึงจะเป็นศึกหนัก ด้วยยุทโธปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมบวกกับความกล้าหาญและความเสียสละของทหารน็อกซัส ก็ใช่ว่าจะไร้ความหวังในชัยชนะ
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าหมู่บ้านโนตาก็คือศัตรูได้แบ่งกำลังลงมาจากเทือกเขาโกเรล
กองโจรและพวกเร่ร่อนอีกกลุ่มรวมตัวกันมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสองร้อยคน เมื่อรวมกับชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมา จำนวนอาจพุ่งสูงถึงสามร้อยหรือสี่ร้อยคนก็เป็นไปได้
ทว่าในเวลานี้ น็อกซัสนอกจากกองลาดตระเวนที่เป็นคนแก่หรือคนพิการที่ไม่สามารถติดอาวุธเต็มรูปแบบได้อีกห้าสิบกว่านาย ก็ไม่มีกำลังพลเหลืออยู่อีกแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับการบุกโจมตีของคนกว่าสามร้อยคน หากดูจากจำนวนกำลังพลเพียงอย่างเดียว น็อกซัสไม่มีโอกาสชนะเลย ยิ่งอีกฝ่ายมีทหารม้าอีกนับร้อยนายด้วยแล้ว
หากรับมือไม่ดี คนสามร้อยคนนี้จะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังอูฐหัก อาจส่งผลให้ป้อมปราการอมตะแตกพ่าย และน็อกซัสต้องล่มสลายในที่สุด
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าชายหญิงเด็กคนแก่ในป้อมปราการอมตะ ต่างก็จะตกเป็นเชลยของเผ่ามอสทาคและอูโบล ถูกตีตราทาสบนใบหน้า กลายเป็นทาสที่ถูกกดขี่ข่มเหง
บรรยากาศในห้องประชุมหนักอึ้งราวกับมองเห็นเปลวเพลิงและเลือดชโลมป้อมปราการอมตะ
นาดาลนวดหว่างคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ทั้งสองท่าน ตอนนี้เรามาถึงจุดวิกฤตที่สุดแล้ว ช่วยบอกความคิดเห็นของพวกท่านหน่อย"
สแตนดาร์เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ประชากรคือทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุด เราต้องออกไปรบนอกเมือง จะปล่อยให้พวกมันปล้นชิงทำลายหมู่บ้านรอบๆ ป้อมปราการอมตะไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นต่อให้เราต้านทานข้าศึกได้ในท้ายที่สุด เราก็จะสูญเสียโอกาสในการผงาดขึ้นมาอย่างแท้จริง"
"ทุ่งราบวาโลแรนทางตะวันตกคือยุ้งฉางของพวกเรา ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้เราต้องพึ่งพาข้าวสาลีและพืชผลที่ยังไม่สุกเหล่านี้ ลำพังแค่ป้อมปราการอมตะไม่สามารถเลี้ยงคนนับพันได้ การฟื้นฟูหมู่บ้านต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามสิบปี เราไม่มีเวลามากขนาดนั้นที่จะรอฟื้นฟูประชากรและหมู่บ้านโดยไม่ล่มสลายเพราะขาดแคลนอาหารไปเสียก่อน"
ท่านโรสพยักหน้าเห็นด้วยกับมุมมองของสแตนดาร์
"ท่านสแตนดาร์พูดถูก แม้เราจะอาศัยกำแพงสูงของป้อมปราการอมตะกั้นพวกโจรไว้ข้างนอกได้ แต่เราก็จะพ่ายแพ้ในชะตาของบ้านเมือง การปล่อยให้พวกโจรอาละวาดในถิ่นของเราโดยไม่ทำอะไร มันไม่มีความหมายเลย"
"กุหลาบดำต้องการป้อมปราการเหล็กกล้าที่รุ่งเรืองและแข็งแกร่ง ต้องการมหาอาณาจักรน็อกซัสที่ทำให้ทุกแคว้นต้องสยบ ไม่ใช่คนขี้ขลาดที่ทำได้แค่หดหัวอยู่ในป้อมปราการ ปล่อยให้ประชาชนของตัวเองถูกโจรสังหาร"
นาดาลถอนหายใจแล้วพยักหน้า
"ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน งั้นก็ตกลงตามนี้ สงครามครั้งนี้เราจะออกไปรบข้างนอก และต้องหยุดพวกโจรไม่ให้ข้ามเทือกเขาโกเรลมายังทุ่งราบวาโลแรนให้ได้"
"งั้นมาต่อที่หัวข้อที่สอง การระดมพล"
นาดาลหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะหยิบจดหมายลายมือของนายกองร้อยลอเรนต์ขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าว
"เผ่าร็อกซีจะเป็นแกนนำ ระดมพลทุกคนในป้อมปราการอมตะที่มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปเข้าสู่สนามรบ บวกกับทหารพิการอีกห้าสิบนาย รวมแล้วน่าจะได้กองกำลังประมาณสองร้อยคน"
"กุหลาบดำจะส่งนักเวทห้าคนมาสนับสนุนสงครามครั้งนี้ แต่จะไม่รับคำสั่งจากใคร พวกเจ้าต้องใช้ความสามารถของตัวเองพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเจ้ามีคุณสมบัติที่จะครอบครองป้อมปราการอมตะ"
โรสยื่นคำขาด
สำหรับกุหลาบดำและแม่มดขาวแล้ว ใครจะเป็นเจ้าของป้อมปราการอมตะนั้นไม่สำคัญ ขอแค่เจ้านายที่อยู่เบื้องหลังยังคงเดิมก็พอ
ห้าคนถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย อย่าลืมว่ากำลังเสริมที่หมู่บ้านโนตาก็มีนักเวทแค่สิบคนเท่านั้น
นาดาลพยักหน้า แล้วหันไปมองสแตนดาร์
สีหน้าของสแตนดาร์ดูหนักใจ แต่ก็เอ่ยปากออกมา
"หลังประชุมเสร็จ ข้าจะพยายามรวบรวมทหารมาร่วมรบให้ได้มากที่สุด..."
"อย่างน้อยต้องสองร้อยคนนะสแตนดาร์ จะต่ำกว่าตัวเลขนี้ไม่ได้เด็ดขาด จบศึกครั้งนี้เผ่าร็อกซีจะไม่เหลือคนแก่ให้เลี้ยงดูอีกแล้ว เกียรติยศของน็อกซัสต้องการให้พวกเราร่วมมือกันรักษาไว้!"
สแตนดาร์กัดฟัน เมื่อรู้สถานการณ์ของเผ่าเล็กเผ่าน้อยและผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่นดี เขาจึงจำใจพูดออกมา "คนส่วนใหญ่เข้าร่วมกองทัพน็อกซัสไปหมดแล้ว การจะดึงคนออกมาอีกสองร้อยคนมันเป็นไปไม่ได้เลย ข้ารับปากได้แค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกเผ่าเล็กๆ ยอมหนีออกจากป้อมปราการอมตะดีกว่าจะต้องมารบให้น็อกซัสแน่"
พอนึกถึงว่าภายใต้คำสั่งของเขา คนแก่และเด็กที่เพิ่งโตทุกคนจะต้องถือหอกออกไปฆ่าฟันกับโจรผู้โหดเหี้ยม อารมณ์ของนาดาลก็เริ่มควบคุมไม่อยู่ เขาลุกขึ้นตบโต๊ะเสียงดังปัง
"หนึ่งร้อยคน!? นี่พวกเจ้าคิดจะนั่งกินแรง ปล่อยให้เผ่าร็อกซีเลือดไหลจนหมดตัวหรือไง อย่างน้อยต้องหนึ่งร้อยห้าสิบคน!!!"
สแตนดาร์โกรธจัด
"ไอ้โจรพวกนั้นมันมีทหารม้าตั้งร้อยคนนะเว้ย! ส่วนพวกเรามีแค่ห้าสิบคน! แถมแม่งยังอยู่ที่แนวหน้ากันหมด! ถ้าเจ้าจัดการทหารม้าได้ ข้าจะไปหามาให้ร้อยห้าสิบคนเลยเอ้า! ได้! ปัญหาคือเจ้าจัดการทหารม้าได้มั้ยล่ะ!? หา!?? เจ้าจะเอาหัวไปสู้เหรอ!"
"หรือเจ้าอยากจะบีบให้น็อกซัสก่อกบฏก่อนเริ่มสงคราม คนออกไปกันหมด ความหวังทั้งหมดกองรวมกันอยู่ที่เดียว ถ้าตายกันหมด แล้วถ้าเกิดทางใต้มีคนบุกมาอีกล่ะ"
"ใครจะอยู่ปกป้องเด็กและผู้หญิงอีกหลายร้อยคนที่แม้แต่อาวุธยังถือไม่ไหวในป้อมปราการอมตะ"
สีหน้าของนาดาลแข็งค้าง ผ่านไปเนิ่นนาน นิ้วมือของเขาสั่นระริก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดอาลัยตายอยาก
"ลูกพี่..."
ดอลท์ที่ยืนอยู่ข้างหลังนาดาลมาตลอดปาดน้ำตาที่หางตาเบาๆ
"เอาตามนั้นเถอะ พวกเราไม่ใช่คนเถื่อนในสายตาคนอื่นแล้ว พวกเราคือน็อกซัส"
นาดาลลุกจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่ประตู
"ชาวน็อกซัส ไม่เคยถอย"
[จบแล้ว]